ฉันแวะซื้อข้าวกล่องจากเซเว่นแถวปากซอยกลับมากินรองท้องที่บ้านเก่านึกในใจว่าวันนี้คงจะเคลียร์งานตัดหญ้าได้จนเสร็จแต่พอตกบ่ายฝนเ้ากรรมก็ดันตกลงมาจนสนามหญ้าแฉะไปหมด เลยต้องขึ้นไปช่วยนายดินทำความสะอาดชั้นสองแทนฉันแอบประทับใจเล็กน้อยเพราะเขาทำความสะอาดบ้านได้เรียบร้อยเกินคาด เสียอย่างเดียวคือชอบถือวิสาสะเดินรื้อค้นข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของฉันไปทั่ว
"นี่คุณ... ห้องนอนของคุณนี่จัดสไตล์สวยดีนะเหมือนห้องนอนในหนังฝรั่งเลย"
เขาเดินไปรื้อโน้นรื้อนี่ไปแต่ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะไม่มีของสำคัญอะไรในห้องนี้เท่าไหร่
"ห้องนี้เมื่อก่อนเป็ห้องของแม่ฉัน...หรือจะเรียกว่าห้องเราดีกว่ามั้ง เพราะฉันนอนกับแม่ที่ห้องนี้ตลอด"
"แล้ว... คุณแม่ไปไหนซะล่ะั้แ่มาที่นี่ผมยังไม่เห็นท่านเลย"
"แกเสียไปั้แ่สามปีก่อนแล้วล่ะ"
"อืม... ขอโทษที่เผลอถามเื่ไม่เป็เื่นะ"
บรรยากาศเงียบลงชั่วครู่ พอพูดถึงเื่แม่มันก็ะเืใจฉันนิดๆนั่นแหละ ฉันไม่อยากให้มันหดหู่เลยเปลี่ยนเื่คุย
"แต่นายนิทำความสะอาดเก่งเหมือนกันนะ ทั้งที่แต่งตัวซกมกแท้ๆ"
"ก็นะ...ตอนที่ผมอยู่กับหนิง... ผมก็เป็คนทำความสะอาดกวาดบ้านถูห้องให้ตลอดนั่นแหละเธอทำอะไรไม่เป็สักอย่าง ทั้งที่เป็แม่คนแล้ว ดูท่าทางจะดูแลใครไม่เป็ด้วยซ้ำไป"
"แล้วอะไรกันล่ะที่ทำให้นายหลงรักเธอนักหนา...หรือเพราะเธอเปิดร้านขายดอกไม้เหมือนนางเอกอนิเมะในดวงใจของนายแค่นั้นเหรอ"
"การรักใครสักคนมันไม่มีเหตุผลอะไรมากหรอก... มันก็แค่รักและวันหนึ่งถ้าหมดรักมันก็คือหมดรัก คงจะอธิบายเหตุผลให้ฟังได้แค่นี้แหละ"
"แล้วตอนนี้... นายยังรักเธออยู่ไหมล่ะ"
ไม่รู้อะไรดลใจให้ฉันอยากรู้เื่นั้น ทำไมฉันถึงถามออกไปแบบนั้นขนาดตัวเองยังไม่เข้าใจ
"ก็.....ยังรักอยู่นั่นแหละ แค่อยู่ด้วยกันไม่ได้เท่านั้น"
เหมือนฉันจะเข้าใจความรู้สึกนั้นนิดๆ เหมือนกันนะเพราะฉันก็เคยหลงใหลใครบางคนจนไม่ลืมหูลืมตาเหมือนกัน
เราช่วยกันลงมือทำความสะอาดพื้นที่ชั้นล่างต่อจนเสร็จเรียบร้อยตอนนั้นเวลาก็ล่วงเลยไปจนจะห้าโมงเย็นแล้วแต่พายุฝนข้างนอกก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกฉันเลยตัดสินใจว่าจะพับแผนการตัดหญ้าเก็บไว้ก่อนแล้วค่อยหาโอกาสมาใหม่วันหลัง แต่พอลองกดเรียกบริการรถรับส่งผ่านแอปพลิเคชันกลับไม่มีคนขับคนไหนกดรับงานเลยสักคน
"ผมหิวจนไส้จะขาดแล้วนะเนี่ยสั่งอาหารเดลิเวอรีมากินกันป่ะคุณ"
"เรียกแท็กซี่ยังไม่มีใครรับงานเลยแล้วคิดว่าสภาพฝนตกหนักแบบนี้จะมีไรเดอร์คนไหนกล้ากดรับออเดอร์วิ่งฝ่าฝนไหมล่ะเนี่ย"
"เดินออกไปข้างนอกกันเอาไหมคุณ? เผื่อเรายืมร่มจากบ้านเพื่อนบ้านแถวนี้ได้ผมจำได้ว่าตรงปากซอยมีเซเว่นอยู่เผื่อเดินไปถึงตรงนั้นแล้วจะโบกเรียกแท็กซี่ได้ง่ายกว่า"
ฉันคิดตามแล้วพยักหน้าเห็นด้วยว่าเป็ความคิดที่ไม่เลวเลยเดินไปยืมร่มคันใหญ่จากป้าข้างบ้านแล้วชวนกันเดินลุยฝนออกไปยังปากซอย
"นี่คุณ..." นายดินหันมาส่งยิ้มกรุ้มกริ่ม"บรรยากาศตอนนี้เหมือนในฉากหนังรักเลยเน้อพระเอกกับนางเอกเดินกางร่มเคียงคู่กันไปท่ามกลางสายฝน"
"แล้วไง?"ฉันตอบด้วยน้ำเสียงเ็าไร้ความรู้สึก
"ไม่รู้สึกว่ามันโรแมนติกบ้างเลยเหรอคุณพระเอกกับนางเอกเดินด้วยกันแบบนี้เนี่ย"
เขาถามด้วยน้ำเสียงจริงจังแถมเดินแนบชิดฉันมากขึ้นด้วยฉันรีบเดินห่างออก
"ฉันว่านะ... เดินตากฝนเปียกปอนคนเดียวมันดูโรแมนติกกว่าตั้งเยอะนายอยากลองพิสูจน์ดูไหมล่ะ"
ฉันเดินเร็วขึ้นจนร่มห่างตัวนายดินออกมา เขารีบวิ่งตาม
"คุณนี่นะ...จริงๆ เลย... เฮ้อ!"
ท่ามกลางสายฝนพรำและแสงไฟสลัวริมทางเดินหัวไหล่แนบชิดกันไปตลอดทาง... ใจฉันเริ่มสั่นไหวนิดๆ อันที่จริง... ลึกๆ แล้ว ฉันก็แอบรู้สึกว่ามันโรแมนติกไม่น้อยเหมือนกันแต่ไม่อยากแสดงมันออกมาให้เขาเห็นเท่านั้น
เราโบกเรียกแท็กซี่ตรงปากซอยได้สำเร็จขากลับเลยแวะเอาร่มไปคืนป้าข้างบ้าน ป้ามลเ้าของบ้านส่งยิ้มแปลกๆมาให้พร้อมกับเอ่ยแซวว่า
"วันหลังมาค้างบ้างสิลูก จะได้มีเวลาคุยกับป้าบ้าง”
ฉันทำได้แค่หัวเราะแห้งๆพยักหน้ารับคำแล้วยกมือไหว้ลาขอบคุณก่อนจะขึ้นรถกลับคอนโด
เช้าวันถัดมาฉันก็ลงมาเปิดร้านตามปกติ เสียงผลักประตูกระดิ่งกรุ๊งกริ๊งดังขึ้นนายดินเดินเข้ามาพร้อมกับดอกไม้ช่อใหญ่
"ถือดอกไม้เข้ามาในร้านฉันทำไม...อย่าบอกนะว่าจะให้ฉัน"
"รู้ไหมว่ากุหลาบสีม่วงเนี่ย... เขามีความหมายว่ายังไงคุณ"
"ไม่รู้สิ....หมายถึงอะไรล่ะ"
"อ้อนวอนขอร้องผมสิ เดี๋ยวผมจะยอมเฉลยให้ฟัง"
ฉันถอนหายใจ เหนื่อยหน่ายนิดหน่อย จู่ๆก็เข้ามาทำให้บรรยากาศที่สงบของฉันผิดเพี้ยนไป
"ไม่อยากรู้แล้วก็ได้...แต่จะเอาเข้ามาในร้านฉันทำไม?”
"ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน..... มีคนสั่งผ่านระบบออนไลน์เข้ามาในร้านไม่ระบุชื่อเสียงผู้ซื้อ ระบุแค่โน้ตบอกให้มาส่งที่ร้านร้อยไหมและด้ายสาขาดอนเมืองซึ่งที่อยู่ปลายทางมันก็คือร้านคุณนี่แหละแถมเขาโอนเงินจ่ายค่าช่อนี้มาเรียบร้อยแล้วด้วยนะช่อนี้ราคาแพงหูฉี่เลยนะคุณ กุหลาบสีม่วงหายากจะตายโอนเงินมาั้แ่เมื่อวานซืนโน่นผมเพิ่งจะจัดหาดอกไม้มาจัดช่อแล้วเอามาส่งให้นี่แหละ"
ฉันรีบเดินเข้าไปชะโงกดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือเขาปรากฏว่ามีออเดอร์สั่งซื้อจริงตามที่เขาพูด ไม่ระบุชื่อผู้สั่งไว้ใครกันนะที่เป็คนส่งดอกไม้ช่อนี้มาให้ฉัน? นึกเท่าไหร่ก็สมองตันคิดไม่ออกเลยสักนิด
แต่ที่น่าประหลาดใจคือ...ดอกไม้ช่อลักษณะนี้ถูกส่งมาที่ร้านแบบนี้ติดต่อกันทุกวันยาวนานเป็อาทิตย์จนฉันเริ่มรู้สึกกลัวกลัวว่าตัวเองกำลังตกเป็เป้าหมายของพวกโรคจิตหรือสตอล์กเกอร์คอยตามรังควานหรือเปล่า
"ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เถอะพี่ชา มันเริ่มผิดปกติแปลกๆแล้วนะ"
วันดาที่เดินเข้ามาได้ยินเข้าพอดีรีบเอ่ยเตือนด้วยความเป็ห่วง เราสามคนเลยนั่งคุยกันเื่นี้อยู่พักหนึ่ง
"หรือว่าเขาตั้งใจทำเซอร์ไพรส์แบบโรแมนติก? ส่งดอกไม้มาให้ทุกวัน แล้วพอครบกำหนดเจ็ดวันปุ๊บเขาก็จะหยุดส่ง เพื่อให้คุณเกิดอาการคิดถึงและเฝ้ารอเขาจากนั้นก็ปรากฏตัวขึ้น....แท่นแท๊น...เป็ผมเองคร๊าบบบบ อะไรประมาณนี้"
นายดินวิเคราะห์ตามประสาคนดูซีรีส์เยอะ
"เื่แบบนั้นมันมีแต่พล็อตในละครน้ำเน่าเท่านั้นแหละใครจะบ้าลงทุนส่งดอกไม้ช่อละสามสี่พันให้คนอย่างฉันทุกวันแบบนี้กัน"
"ก็นั่นแหละประเด็นที่ผมสงสัยจะมีใครสติเฟื่องคลั่งไคล้คุณได้ขนาดนี้ ถ้าหน้าตาดีระดับนางฟ้าหรือถ้าสะบึมระดับหุ่นคัพซีแบบเจ๊กุลก็ว่าไปอย่าง"
ฉันเริ่มไม่สบอารมณ์คำประชดมันฟังเหมือนฉันไม่มีค่าพอกับกุหลาบม่วงช่อนี้
"เดี๋ยวนะ... เมื่อกี้คำพูดนายมันเหมือนกำลังเหน็บแนมด่าฉันอ้อมๆอยู่นะ"
พอเห็นเราทั้งคู่เริ่มเถียงกัน วันดาเลยพูดแทรกขึ้นมาเธอดูไม่สบายใจมากกว่าฉันที่เป็คนรับดอกไม้เสียอีก
"วันดาว่ามันแปลกตรงที่เขาไม่ยอมเปิดเผยชื่อนี่แหละเจตนาดูไม่น่าไว้วางใจเอาซะเลย ไปแจ้งตำรวจเถอะพี่"
ฉันมองหน้านายดินและคิดว่าควรจะทำตามคำแนะนำของวันดา
"นั่นสินะ เดี๋ยวเย็นนี้พี่จะแวะไปลงบันทึกประจำวัน....เออว่าแต่วันดามีธุระอะไรถึงแวะมาที่ร้านพี่ล่ะเนี่ย"
ฉันรีบเปลี่ยนเื่
"ก็จะมาถามว่าวันนี้พวกพี่จะสั่งกาแฟอะไรรึเปล่าวันนี้ลูกค้าเงียบเหงามาก”
วันดาหัวเราะแห้งๆ
"เอาอเมริกาโน่เย็นไม่หวานนะ"
นายดินชิงสั่งก่อน
"อ้าวพี่... อเมริกาโน่มันก็แค่เอากาแฟดำผสมน้ำเปล่าธรรมดาไหมเล่ามันไม่หวานอยู่แล้วป่ะ"
วันดาทำหน้ามึนใส่
"อ้าวเหรอ... พอดีมันติดปากพูดตามประสาคนคูลๆ น่ะนะ"
วันดาเดินกลับไปทำกาแฟตามสั่งส่วนนายดินก็เดินกลับร้าน ฉันเอาช่อกุหลาบสีม่วงไปปักใส่แจกันตั้งโชว์ไว้มุมร้านแล้วยืนจ้องมองมันด้วยความรู้สึกสับสนปนสงสัยในใจ... หรือว่า...หรือว่าจะเป็ฝีมือของนายดินกันแน่นะ? อยากให้ดอกไม้กับฉัน แต่ไม่กล้าสารภาพตรงๆเลยใช้วิธีแกล้งทำเนียนบอกว่ามีคนอื่นส่งมาให้เพื่อลองใจฉันหรือเปล่า? พอนึกมาถึงตรงนี้ ฉันก็เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวทำไมใจมันถึงได้รู้สึกพองโตมีความสุขแปลกๆ แบบนี้นะ
ฉันเดินเนียนออกไปที่หน้าร้านของเขาเพื่อแอบดูว่ากำลังทำอะไรอยู่เขาเงยหน้าขึ้นมาพอดีตอนที่ฉันเดินไปถึง และกวักมือเรียกให้ฉันเข้าไปในร้าน
“มีอะไรงั้นเหรอ?”
"เมื่อกี้ผมเพิ่งโทรไปเคลียร์กับทางธนาคารมาหมาดๆ ผมรู้ชื่อคนที่โอนเงินมาซื้อดอกไม้ให้คุณแล้วนะ”
“เหรอ...ชื่ออะไรล่ะ”
"เมธาวี ศิริวัฒนากุล"
*¨**¨*•.¸❤︎¸.•*¨**¨*