่ที่ 1 สถานีปลายทาง เคลินกราด
ภายในห้องที่มืดสลัวของตู้เก็บสัมภาระบนรถไฟไอน้ำแอสต้าที่ซ่อนอยู่ด้านในกำลังสำรวจโลงไม้ที่มีชื่อของเธอสลักอยู่ด้วยความสงสัยเนื่องจากปัจจัยทุกอย่างนั้นดูไม่สมเหตุสมผล
โลงไม้ใบนี้ถูกตอกตะปูอย่างแ่าและดูจะไม่มีร่องรอยอะไรให้สืบค้นเลยแม้แต่นิดเดียว ส่วนสิ่งของต่างๆที่อยู่ในตู้สัมภาระนี้ก็เป็ของทั่วไปแต่ทำไมจะต้องสั่งให้เก็บโลงของบุคคลที่มีตำแหน่งราชการสูงอย่างฉันเหมือนว่ามันเป็ของทั่วไปขนาดโลงศพของสามัญชนยังไม่เก็บแบบนี้เลย แอสต้าคิดพร้อมกับเอามือแตะคางด้วยความสงสัยดูเหมือนว่าวิธีเดียวที่จะรู้ความจริงได้ก็คือต้องรอจนกว่าจะถึงเคลินการ์ดเท่านั้น
หลังจากที่วิเคราะห์เสร็จแล้วแอสต้าก็นั่งลงอยู่ที่ด้านในสุดของตู้สัมภาระเพื่อพักจากการซ่อนตัวอยู่ในหางของมนุษย์กิ้งก่าชาวแรพทีเลียนที่แสนยาวนานตลอดทั้งวันพร้อมกับบ่นกับตัวเองถึงความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะที่ติดอยู่บนิัจะว่าไป แผนการแทรกซึมแบบนี้มันก็ดีแต่หมกตัวอยู่ในหางของเ้ากิ้งก่านั่นรู้สึกตัวเหนียวชะมัดเลยถึงการซ่อนตัวไปและดูดซับเนื้อเยื่อของมันไปจะไม่ทำให้ฉันต้องหิวก็เถอะแต่จะให้ซ่อนตัวแบบนี้อีกครั้งฉันคงไม่เอาแน่
จากนั้นเสียงที่แสนเ้าเล่ห์ของวิคเตอร์ก็ดังขึ้น“หวังไปก็เท่านั้นละสุดท้ายมันก็ต้องมีเื่ที่แย่กว่านี้เกิดขึ้นอยู่ดี”
“แล้วจะเป็อะไรอีกล่ะ? ซุกตัวอยู่ในขี้ลาวาของัไฟเหรอ?”แอสต้าถามกวนประสาทกลับ
“ระวังจะสมพรปากแล้วกัน แล้วตอนนี้แกจะทำอะไรต่อล่ะ? เพราะทุกอย่างในตู้มันปิดตายแบบนี้ถ้าทำอะไรแม้นิดเดียวอาจจะทำให้ผิดสังเกตก็ได้” วิคเตอร์ถาม
“งั้นก็คงต้องรออย่างเดียวฉันจำระยะเวลาเดินทางจากเมืองหน้าด่านโรเซ่ถึงเคลินการ์ดได้ มันใช้เวลาประมาณ 14ชั่วโมง ซึ่งนั่นคือรถไฟขบวนนี้จะถึงเคลินการ์ดประมาณหกโมงเช้าสิ่งเดียวที่ฉันทำได้ในตอนนี้คือนอนรออย่างเดียว” แอสต้าตอบ
“ก็ใช่ แต่อย่าลืมนะว่านอกจากเื่ฝันแล้ว แกจะต้องอ้วกสารพิษที่ได้รับจากเนื้อเยื่อของเ้ามนุษย์กิ้งก่านั่นด้วยนะ”วิคเตอร์ย้ำ ซึ่งนั่นทำให้แอสต้าสะอึกขึ้นมาทันทีเพราะฝันร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อคืนโหดร้ายและยาวนานมากจนเธอไม่อยากหลับตานอนสีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความวิตกกังวลเพราะในตู้สัมภาระนี้ไม่มีอะไรที่ใช้ประโยชน์ได้เลยและเธอรู้ดีว่าทุกร่องรอยแม้แต่เล็กน้อยจะทำให้ผิดสังเกตได้สิ่งที่เธอทำได้ในตอนนี้คือนั่งกอดเข่าพร้อมกับดูโลงของตัวเองที่อยู่เบื้องหน้าของเธอพร้อมกับคิด
จะว่าไปแค่เมื่อคืนก็แทบจะแย่แล้ว คืนนี้เราจะฝันว่าโดนอะไรบ้างนะและมีวิธีไหนที่ทำให้เราไม่ฝันไหม ถ้าเป็แบบนั้น ฉันไม่หลับดีกว่า หลังจากนั้นแอสต้าก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกับนึกอะไรบางอย่างไปพลางเพื่อฆ่าเวลาและเธอก็ฉุกคิดถึงความหลังบางอย่างที่เธอคุ้นเคยเป็อย่างดี จะว่าไป ฉันจำรถไฟขบวนนี้ได้นะเมื่อสามปีที่แล้ว ฉันกับมานจูร่วมเดินทางไปทำภารกิจที่ต่างแดน ฉันจำได้แม่นเลย ว่ามันเป็อีกครั้งหนึ่งท่ามกลางความวุ่นวายของาที่ชายแดนแม้ว่าจะอยู่ในระหว่างการทำภารกิจคุ้มกันและส่งมอบอาวุธลับของรัฐแต่พวกเราก็มี่เวลาได้พักใจสักทีถึงจะเป็่เวลาสั้นๆ ก็ตาม ตอนนั้น ฉันกับมานจูนัดมาเจอกันเพื่อนั่งคุยเป็การส่วนตัว
สามปีที่แล้วระหว่างการเดินทางบนรถไฟ...
แอสต้านายพลสาวในชุดเกราะอัศวินประจำการกำลังนั่งอยู่ที่ริมหน้าต่างตามลำพังเธอพยายามเรียกธาตุไฟตามที่มานจูเคยสอนไว้เพื่อฆ่าเวลาพร้อมกับเสียงตึงตังของรถไฟที่ดังผ่านหน้าต่างด้านซ้ายของเธอสีหน้าของเธอบึ้งตึงจากความพยายามเรียกให้ธาตุไฟออกจากมือที่ยกอยู่เหนือโต๊ะไม้ด้านหน้าแต่สิ่งที่มีนั้นยังคงเป็แค่ประกายไฟเล็กๆ ที่ไม่มีความร้อนหรืออันตรายอะไรเลยจนกระทั่งเธอหยุดและถอนหายใจด้วยความเหนื่อย และเสียงที่สดใสอ่อนโยนของมานจูรองแม่ทัพลูกครึ่งเอล์ฟคู่ใจในชุดเกราะอัศวินประจำการ ก็เอ่ยขึ้นมาจากด้านหลัง
“ถ้าได้แค่นั้นก็ไม่ต้องคิดมากนะ”แอสต้าหันไปหามานจูที่เข้ามานั่งบนเก้าอี้เบาะฝั่งตรงข้ามตามที่นัดพร้อมกับพูดต่อ“คุณเป็นักรบระยะประชิด ไม่จำต้องฝืนให้ตัวเองทำได้เหมือนนักเวทย์หรอก”
“และทำไมคุณเข้าห้องน้ำนานจังล่ะ?”แอสต้าถาม
“คือว่า ตอนอยู่บนรถไฟหรือยานพาหนะที่สั่นตลอดเวลาผมปล่อยไม่ค่อยออกเสมอ”มานจูตอบตามตรง
“เพราะพื้นสั่นเลยปล่อยไม่ออกเหรอ”
“กลัวมันออกจากโถต่างหากมันเลยหดเข้าไปไม่ยอมออก” มานจูตอบด้วยท่าทีเขินอายเล็กน้อยแอสต้าจึงตอบพร้อมกับเท้าคางด้วยความรู้สึกเซ็งว่า “อืม ฉันเข้าใจนะ ห้องน้ำสำหรับทหารที่ไหนๆก็แบบนี้ละ เอาแน่เอานอนไม่ได้ ฉันขอให้ทางกรมปรับปรุงแล้ว แต่ก็ยังเหมือนเดิม”
“นั่นสินี่ยังโชคดี ถ้าเป็ส้วมของค่ายฝึกทหารนี่ยิ่งแย่กว่าอีก” มานจูตอบ “แถมงบของกองทัพที่ผ่านมานี้ก็ไปลงกับอาวุธใหม่ๆมากกว่าความเป็อยู่ของทหารเกณฑ์กับเด็กใหม่ด้วย”
“อืมคงต้องรอให้การรบจบลงก่อนนี่ละ” แอสต้าตอบก่อนที่ทั้งสองจะเงียบลงอยู่ครู่หนึ่งพร้อมกับถอนหายใจแอสต้าพูดตัดพ้อต่อ “สุดท้ายาก็เกิดขึ้นอีก ทั้งที่เพิ่งจะสงบลงแท้ๆ”
“ก็ช่วยไม่ได้จริงๆนะ พวกที่หนีรอดจากการรบครั้งที่แล้วมันก่อเื่ต่ออีกแถมยังสร้างกองทัพจากศพในสนามรบเก่าอีก” มานจูพูด
“อืมที่พวกเราสัญญาว่าจะออกเดินทางด้วยกันเมื่อปีที่แล้วก็ยังไม่ได้ไปสักทีงานกองทัพก็ทิ้งไม่ได้ด้วย” แอสต้าตัดพ้อต่อ
“เดี๋ยวก็จบแล้วคุณมาโควา” มานจูปลอบใจแอสต้าที่เผลอแสดงท่าทีเหนื่อยใจโดยบังเอิญ“เราแค่จัดการกับคนที่สร้างกองทัพผีดิบขึ้นมาก็จบแล้ว ตามที่คุณเสนอกับที่กรมไง”
“อืมนั่นสินะ” แอสต้าพยักหน้าตอบ “ว่าแต่ ฉันไม่เคยมีท่าทีแบบนี้มาก่อนเลย”
“ยังไงเหรอ”มานจูเอียงคอถาม
“ก็ที่ฉันเผลอแสดงท่าทีเหนื่อยหน่ายออกมาไงฉันเป็หัวหน้าทีมที่อยู่ในระหว่างภารกิจแท้ๆ แต่กลับตัดพ้อแบบนี้มันผิดวิศัยทหารสงสัยเพราะพวกเราอยู่ด้วยกันสองคนมั้ง” แอสต้าตอบพร้อมกับคิ้วขมวดเล็กน้อยซึ่งมานจูที่ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาเล็กน้อยและบอกกับแอสต้าไปตามที่ใจนึก “ก็ไม่เห็นเป็ไรนี่ครับ เพราะคุณเองก็คนเหมือนกัน เจอการรบบ่อยๆ ก็เบื่อได้เว้นแต่จะเป็พวกบ้าาหรือทหารรับจ้างที่คิดว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่าคนอื่น”
“นั่นสินะแต่ดีที่พวกเราไม่ได้เป็อย่างนั้น” แอสต้าตอบกลับ “เพราะที่ผ่านมา นอกจากเื่อาหารกับห้องน้ำแล้วเื่อื่นกองทัพของพวกเราก็ไม่มีปัญหาอะไร”
“แต่จริงหรือเปล่าเนี่ยละ” มานจูตอบกลับ “เพราะมันก็มีบางอย่างที่ทางรัฐไม่บอกเราเหมือนกัน”
“อย่างเช่นเื่อะไร?” แอสต้าถามด้วยสีหน้าสงสัย
“เื่นี้ผมไม่รู้นะ ผมแค่รู้สึกอย่างนั้นเพราะจากที่ผมได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของหลายๆ อาณาจักรทุกที่ก็มักจะมีอะไรบางอย่างที่พวกเขาเก็บซ่อนเสมอแม้แต่กับอาณาจักรมอสเตรียของเราด้วย” มานจูตอบ
“คุณอย่าพูดอย่างนี้ดีกว่า” แอสต้าเตือน “เพราะไม่ว่ายังไงฉันก็ยังเชื่อเสมอว่าอาณาจักรของเราคือที่สุด”
“ถ้ามันที่สุดจริงๆ ทำไมพวกเราถึงยังต้องรบอยู่ล่ะ?”มานจูถามกลับ
“ที่เราต้องรบก็เพราะต้องปกป้องดินแดนของเราไง”แอสต้าตอบ “เพราะคนพวกนั้นตั้งใจจะทำร้ายพวกเรา”
“แต่นั่นละคือคำถาม ว่าใครทำร้ายใครก่อน”มานจูตอบกลับ “มันก็มีนะที่คนเอาคำว่าคุณธรรมมาเป็ข้ออ้างในการก่อา”
แอสต้าที่ได้ยินก็คิ้วขมวดขึ้นมาเล็กน้อยเพราะสิ่งที่เธอได้ยินนั้นมันช่างขัดแย้งจากอุดมคติที่มีต่ออาณาจักรของเธอจึงนิ่งเล็กน้อยและตอบตัดบท “ฉันว่าเราคุยเื่อื่นดีกว่านะฉันไม่อยากให้่เวลาพักผ่อนของเราต้องคุยแต่เื่ซีเรียสแบบนี้”
มานจูที่ได้ยินดังนั้นก็เงียบอยู่ครู่หนึ่งเหมือนกันก่อนที่จะตอบต่อ “ถ้าอย่างนั้นผมต้องขออภัยนะคุณมาโควาที่ผมพูดในสิ่งที่ขัดแย้งแบบนี้ในฐานะทหารยิ่งระดับอัศวินอย่างพวกเรายิ่งพูดไม่ได้ด้วย ดีที่มีแค่เราสองคนขืนใครได้ยินเข้าคงโดนเรียกไปปรับทัศนคติแน่”
“ใช่ และส่วนมากฉันมักจะเป็คนรับหน้าที่นี้นอกเวลางานด้วย”แอสต้าตอบแบบติดตลกจนมานจูสะดุ้งทันทีและหลุดปากพูด “เออ จริงแฮะ” และทั้งสองก็หัวเราะกันก่อนที่มานจูจะพูด “แล้วถ้าเป็นอกเวลางานอย่างตอนออกเดินทางในฝันของเราผมเกิดขัดใจอะไรคุณเข้าคุณจะปรับทัศนคติของผมหรือเปล่า?”
“คุณอยากลองไหมล่ะ?” แอสต้าถามกลับพร้อมกับเสียงหัวเราะ
“ผมยินดีนะ แค่คุณคนเดียวเท่านั้นคนอื่นผมฟังไม่รู้เื่” มานจูตอบติดตลกกลับและแอสต้าก็ตอบกลับทันที “ก็แน่ละ เพราะนอกจากฉันแล้วใครจะกล้าข่มนักเค้นข้อมูลข้าศึกประจำกองทัพอย่างคุณล่ะ? และถ้าเกิดคุณเป็ฝ่ายเค้นคอฉันขึ้นมาล่ะ?”
และทั้งสองก็หัวเราะกันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นทั้งสองคนเงียบลงพร้อมกับส่งสายตาที่ดูจะลึกซึ้งและมานจูก็พูดออกมาด้วยเสียงที่อ่อนนุ่มลง“ ความจริงผมอยากรู้นะว่าถ้าถึงเวลานั้นคุณจะพูดอะไรกับผม”
“และฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าคุณจะเค้นอะไรจากฉัน”แอสต้าตอบกลับด้วยท่าทีที่อ่อนหวานทั้งสองมองหน้าและส่งสายตาที่สุดแสนจะโรแมนติกและค่อยๆยื่นหน้าเข้าหากันพร้อมกับเอามือเท้าโต๊ะเพื่อทรงตัวแต่เมื่อหน้าของทั้งสองเข้าไปใกล้ขบวนรถไฟก็ะเืเล็กน้อยจนทำให้พวกเขาสะดุ้งและเบือนหน้าหันออกทันที โดยที่แอสต้าเป็ฝ่ายพูดออกนอกหน้าต่างด้วยใบหน้าที่แดงก่ำจากความเขินอาย“พวกเราอยู่ในระหว่างภารกิจนะคะ ท่านรองแม่ทัพมานจู”
“นั่นสินะ ผมเองก็ลืมไปเหมือนกันท่านแม่ทัพแอสต้า” มานจูก็พูดด้วยสีหน้าที่เขินไม่แพ้กันเขาพูดต่อโดยไม่มองหน้า “ท่านแม่ทัพนั่งพักตามสบายนะครับ ผมขอตัวไปดูความเรียบร้อยก่อน”
“เอาสิเสร็จแล้วรายงานฉันที่ตู้ของฉันตอนสี่ทุ่มนะ” แอสต้าพูดโดยหันหน้าออกทางหน้าต่างเพื่อเบี่ยงไม่ให้เห็นหน้าของตัวเองรับรู้เพียงเสียงลุกออกไปของมานจูจากนั้นเธอก็ได้แต่ถอนหายใจเพื่อดับอารมณ์ที่ร้อนผ่าวของตัวเองพร้อมกับมองออกไปดูวิวนอกหน้าต่างโดยที่วิวนั้นเป็ป่าทึบที่แสงจากดาวบนฟ้าส่องเข้ามาไม่ถึงพร้อมกับหลอดไฟในตู้กระพริบราวกับไฟตก ซึ่งแอสต้าแปลกใจมากและเงยหน้าไปมอง
ไฟตกเหรอ แปลกจังรถไฟขบวนนี้ไม่น่าจะมีปัญหาไฟตกเพียงแค่แรงกระแทกเล็กน้อยแบบเมื่อกี้นี้นี่และจากแผนที่การเดินทางที่เราได้รับ ก็ไม่มีจุดไหนเป็ป่าทึบแบบนี้นี่
แอสต้าคิดกับตัวเองอยู่ครู่หนึ่งจนกระทั่งขบวนรถไฟผ่านออกจากป่าที่ทึบนี้และสิ่งถัดไปที่เธอได้เห็นทำให้เธอใสุดขีด นั่นเพราะทันทีที่รถไฟออกจากชายป่ามันก็ได้เข้าสู่สนามรบบนชายแดนเดิมที่เธอถูกเสาเหล็กเสียบร่างพร้อมกับท้องฟ้าสีแดงดั่งเืที่อยู่เหนือพื้นหญ้าที่เต็มไปด้วยศพทหาร
อะไรวะเนี่ย!?แอสต้าสะดุ้งเฮือกจนต้องยื่นหน้าออกไปดูนอกหน้าต่าง สนามรบนั่น!?ทำไมอยู่รถไฟขบวนนี้ถึงได้มาที่นี่ล่ะ?
แอสต้ารีบลุกขึ้นเพื่อที่จะไปที่หัวขบวน แต่ประตูของตู้ที่เธออยู่นี้กลับเปิดไม่ได้เธอะโเรียกรองแม่ทัพคนสนิททันที“มานจู! มานจู!” แต่ไร้การตอบรับแอสต้ารีบแบมือซ้ายเพื่อเรียกภาพโฮโลแกรมสื่อสารเพื่อติดต่อมานจูทั้งที่ภาพที่ขึ้นมีเพียงภาพคนลางๆ“มานจู เกิดอะไรขึ้น? รถไฟไปผิดทางหรือเปล่า?ตอนนี้ฉันติดอยู่ที่ตู้เดิม มาช่วยฉันที!”
แต่ภาพที่ปรากฎขึ้นกลับกลายเป็ภาพของเอลฟ์ร่างครึ่งซีกซ้ายที่เธอเคยฆ่าและกินไปตอนอยู่ในร่างมนุษยกินคนมันหันหน้าตรงเผยร่างซีกซ้ายที่อาบเืและพูดเยาะเย้ย“ใครกันแน่ที่้าความช่วยเหลือ?”
แอสต้าได้ยินก็ถึงกับสะดุ้งเฮือกจนต้องรีบปิดระบบสื่อสารทันทีพร้อมกับมองรอบตัวเพื่อสังเกตทางหนีทีไล่และสิ่งที่เธอเจอนอกหน้าต่างเดิมที่เธอเคยนั่งข้างมันก็ยิ่งทำให้เธอใและหวาดผวายิ่งกว่าเดิมเพราะมันคือเซนทอร์หัวขาด เหยื่อรายแรกของเธอ มันกำลังวิ่งเทียบเคียงตู้รถไฟของเธอทั้งที่ร่างของมันเหวอะหวะจนไม่น่าจะเดินเหินไปไหนได้ใต้ท้องฟ้าสีแดงดั่งเืโดยที่ร่างนั้นถือคันธนูาคันเดิมของมันด้วยมือข้างซ้ายและมือข้างขวากำปลายกระดูกสันหลังที่ติดหัวของตัวเองโบกไปมาราวกับบ่วงบาศหัวของเซนทอร์ตอนนั้นโห่ร้องราวกับโคบาลไล่ต้อนฝูงสัตว์ แอสต้าที่อยู่บนตู้รถไฟยืนดูตาค้างด้วยความตกตะลึงกับสิ่งที่ตัวเองได้เห็นจากนั้น เ้าเซนทอร์ก็เอาหัวของตัวเองมาขึงกับคันธนูและรั้งเตรียมยิงพร้อมกับเล็งวิถีการยิงมาที่หน้าต่างและยิงโดยที่หัวติดกระดูกสันหลังนั้นพุ่งเข้าหาเธอพร้อมกับแสยะยิ้มอย่างสยองขวัญแอสต้าใมากและต้องพุ่งตัวหลบสวนหัวที่พุ่งเข้ามาทางหน้าต่างนั้นกระดอนตามผนังและพื้นราวกับลูกบอลยางด้วยความเร็วสูงแอสต้าได้แต่ตั้งท่าหลบไปมาด้วยสีหน้าที่แตกตื่นและพยายามะโเรียกคนจากนอกขบวนให้เตรียมสู้
“มานจู ทุกคน มีศัตรูบุกเข้ามาที่รถไฟแล้ว!เตรียมการต่อสู้ด่วน!”
และทันใดนั้นประตูบานเดิมที่แอสต้าเปิดไม่ได้ก็ถูกพังเข้ามาโดยฝูงศพของเหล่าทหารหนีทัพที่เธอฆ่าพวกมันบุกเข้ามาราวกับฝูงซอมบี้บุกแอสต้าที่เห็นดังนั้นก็ใมากเพราะสิ่งนี้ทำให้เธอนึกถึงฝันร้ายเดิมที่เธอเคยเจอสถานการณ์ตอนนี้เธอยังไม่สามารถสู้ได้จึงตัดสินใจวิ่งไปอีกทางเพื่อตั้งหลักในตู้ถัดไป แต่ทว่า ในขณะที่กำลังวิ่งหลบไปมาหัวติดกระดูกสันหลังของเ้าเซนทอร์ก็พุ่งเข้ากระทบขาขวาของแอสต้ามันพันขาของเธอแน่นจนกระดูกแข้งของเธอหัก แอสต้าล้มและร้องด้วยความเ็ป จากนั้นหัวติดกระดูกสันหลังนั้นก็เลื้อยวนจากแข้งขึ้นไปบนตัวพร้อมทั้งบีบรัดเชือดเฉือนร่างหุ้มเกราะของเธอราวกับงูรัดเหยื่อแอสต้าได้แต่ร้องด้วยความเ็ปจากาแถูกเฉือนและกระดูกที่ถูกรัดจนแตกั้แ่ขาขวาไปถึงซี่โครงจนหยุดที่เนินอกของเธอมันชูหัวขึ้นราวกับงูเห่าที่พร้อมจะฉกต่อหน้าแอสต้าที่มองกลับด้วยความใและหวาดกลัวอย่างที่สุดหัวนั้นแสยะยิ้มพูดด้วยเสียงทุ้มแห้งเดิมที่เคยหลอกหลอนเธอ
“ฝันของแกหวานไม่เบานี่ ขอชิมหน่อย!”และเสียงที่ตามมาคือเสียงโหร้องของเหล่าศพเดินดินที่เคยทรมานเธอในฝันร้ายครั้งก่อน“เอาด้วย! แกน่าจะหวานใช่ย่อยนะ!”
เสียงโห่ร้องอย่างบ้าคลั่งของศพเดินดินรมเร้าจนแอสต้าแม่ทัพหญิงผู้กล้าแกร่งต้องหวาดหวั่นจนได้แต่มองกลับด้วยความสิ้นหวังและพยายามคลานตะเกียดตะกายอยู่บนพื้นเพื่อถอยออกห่างไปยังประตูอย่างน่าสังเวชเ้าหัวนั่นก็พุ่งเข้าไปที่หน้าของเธอหวังจะทำมิดีมิร้ายแอสต้าเบือนหน้าหลบทันควันพร้อมกับพยายามใช้มือทั้งสองข้างดันไม่ให้เข้าใกล้เ้าหัวนั่นยังไม่ลดละ และพูดโลมเลียเธอ
“เมื่อกี้ แกกับไอ้เด็กคนนั้นเกือบจะแอบจูบกันระหว่างงานยังได้เลยทีแบบนี้ทำเป็อาย!”
ทันใดนั้น เสียงโครมก็ดังจากประตูอีกฝั่งแอสต้าที่หงายร่างดิ้นรนอยู่บนพื้นก็หันหน้าขึ้นไปดูมันคือฝูงศพทหารหนีทัพที่เหลือบุกเข้ามาพร้อมกับะโโห่ร้อง“ใช่ๆ แบบนี้ไม่ต้องปิดบังอะไรแล้ว เป็แม่ทัพแท้ๆแต่ทำผิดกฎกองทัพซะเอง!”
ตอนนี้แอสต้าถูกล้อมหน้าล้อมหลังไม่สามารถหนีไปได้แล้วทันใดนั้น เ้าหัวเซนทอร์จอมสัปดนก็พุ่งเข้าไปกัดก้านคอของเธอจนเืพุ่งออกมาแอสต้าทำได้แต่กรีดร้องดิ้นรนอยู่บนพื้นที่เปลี่ยนจากสีน้ำตาลของไม้เป็สีแดงของเืที่สาดกระเด็นในขณะที่เหล่าศพเดินดินค่อยๆกรูเข้ามา และทำสิ่งที่ไม่อาจจะบรรยายได้
ปัจจุบัน…
แอสต้าสะดุ้งเฮือกขึ้นมาจากการหลับอยู่บนข้างโลงศพปลอมของตัวเองในตู้เก็บสัมภาระของรถไฟท่ามกลางแสงไฟสลัวของตะวันยามเช้าตรู่ลอดเข้ามาเธอหอบพร้อมกับเหงื่อที่แตกพรากเช่นเดียวกับตอนเช้าเมื่อวานนี้
นี่ฝันอีกแล้วหรอ ให้ตายเถอะวะแถมยังผนวกกับความทรงจำในอดีตของฉันอีกและอาการเ็ปจากในฝันก็ยังค้างมาถึงตอนตื่นด้วย แถมยังแย่และสัปดนยิ่งกว่าฝันก่อนหน้านี้อีกแอสต้าคิดในขณะที่หอบพร้อมกับกุมคอและท้องของตัวเองและรู้สึกเจ็บไปทั่วทั้งตัว
“ฉันบอกแล้วไงว่ามันจะแย่กว่านี้” วิคเตอร์ทัก “หรือไม่ก็อาจจะซ้ำเหมือนเดิมเพียงแต่ระยะเวลามันจะยาวกว่านี้ฝันเมื่อคืนนี้นานเทียบเท่ากับสองวันของโลกจริง แกก็ลองคำนวนดูแล้วกัน”
วิคเตอร์ไอ้ชาติชั่ว! แกเอาความทรงจำของฉันมายำเละ! แอสต้าตวาดใส่วิคเตอร์ผ่านความคิด
“บอกแล้วไงว่าฉันถูกสร้างมาเพื่อทรมานแก”วิคเตอร์ตอบ “แต่ตอนนี้แกรีบหาที่อ้วกก่อนเถอะ”
เออจริงด้วย! แอสต้านึกได้พร้อมกับมีอาการเร่งรีบอาการนั้นกำลังจะออกมาด้วย! เอายังไงดีล่ะ?และในระหว่างที่แอสต้ากำลังลุกลี้ลุกลนกับการคิดหาวิธีที่จะปล่อยอ้วกออกมาโดยไม่มีใครจับได้เธอรู้สึกได้ถึงความเร็วของรถไฟที่ชะลอลงเธอรีบปีนขึ้นไปบนกล่องสัมภาระเพื่อมองลอดช่องที่แสงส่องเข้ามาเธอเห็นสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่อยู่ด้านหน้า เธอรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้ใกล้มาถึงสถานีรถไฟของเมืองเคลินการ์ดแล้ว
บรรลัยแล้ว! เธอสบทอยู่ในใจต่อให้หลบอยู่ใต้ผ้าใบเหมือนเดิมก็คงกลั้นไม่ไหวแน่!ถ้าอย่างนั้นก็มีวิธีเดียวละที่คิดได้ในตอนนี้
“แอสต้า นี่แกจะเอาจริงเหรอ? ฉันเห็นภาพชัดเจนเลยนะแต่ไม่คิดว่าแกจะทำอะไรอย่างนี้” วิคเตอร์ถามกลับ
แกหุบปากไปเลย! ฉันต้องใช้ความอดทน อย่าเพิ่งทัก! แอสต้าตวาดก่อนที่จะปลดปลายผ้าใบ้าเพื่อให้เปิดได้ง่ายและเข้าไปหลบอยู่ด้านหลังผ้าเช่นเดิม
่ที่ 2เศษเสี้ยวที่นำไปสู่จุดเริ่มต้น
ทันทีที่รถไฟเข้าสู่เมืองเคลินการ์ดเมืองหลวงของอาณาจักรมอสเตรียมันก็แล่นไปจอดยังชานชาลาที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับหน่วยงานรัฐโดยเฉพาะ ที่นั่นเต็มไปด้วยเ้าหน้าที่ของรัฐั้แ่คนดูแลพัสดุไปถึงทหารยามซึ่งที่ชานชาลานั้น ไม่มีการต้อนรับหรือพิธีอะไรเป็พิเศษนอกจากชายวัย 45 ปีที่ปรากฎด้วยร่างที่สูงถึง 180 เซ็นติเมตรในผ้าคลุมและชุดบาทหลวงสีขาวสวมสร้อยกางเขน เผยหน้าที่ไว้หนวดเคราสั้นกับผมสีทองที่ถูกตัดสั้นไว้รากไทรแต่ดูเคร่งขรึมมีภูมิฐานเขามาพร้อมกับทหารองครักษ์สะพายดาบด้านข้างสวมชุดเกราะอัศวินสีเงินยวงพร้อมกับตรารูปโล่พื้นสีขาวขอบสีเขียวบนอกที่สลักรูปกางเขนสีทองเขายืนต้อนรับวลาเดค นักบวชหนุ่ม สามีผู้น่าสงสัยของแอสต้า ที่กำลังเดินออกมาจากรถไฟ
“ยินดีต้อนรับกลับมาถึงจะช้าก็เถอะ” ชายในชุดบาทหลวงสีขาวพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มและเข้มหนักแน่นวลาเดคที่อยู่ในชุดบาทหลวงสีดำกับผ้าคลุมสีดำขอบสีแดง ก็รีบตอบทันที“อย่างที่แจ้งไปครับ สาธุคุณโฟล์กว่าผู้รับผิดชอบทำงานผิดพลาดจนส่งของล่าช้าตอนนี้ทุกคนในวังเขาว่ายังไงบ้าง?”
“ก็ดูจะหัวเสียใหญ่เลยละเพราะรอเก้อั้แ่เมื่อวานแล้ว และถึงกับทำให้ราชสำนักต้องประชุมแก้ไขด้วย”โฟล์กตอบพร้อมกับผายมือเชิญให้วลาเดคเดินคู่กับเขา“เพราะอย่างที่รู้ว่าเราต้องใช้มันตามเวลาที่กำหนดให้พร้อมกับทางนั้นแต่กว่าจะพร้อมใช้ต้องมีการเตรียมการตั้งหลายอย่างซึ่งตอนนี้มันก็ช้าเกินกำหนดมากแล้ว ท่านทูตที่อุตส่าห์เดินทางมาช่วยประสานงานไม่พอใจอย่างมากเผลอๆ อาจจะทำให้เขาขอเพิกถอนสัญญาเลยด้วย”
“ขนาดนั้นเลยเหรอ?”วลาเดคแปลกใจ และพูดต่อพลางเดินคู่กับสาธุคุณโฟล์ก “เพราะริชาร์ดฝากเื่ไว้กับพวกโจรป่าแท้ๆถ้าให้คนของพวกเราจัดการก็คงไม่มีปัญหาแบบนี้แน่”
“ไม่ได้หรอกเื่นี้ต้องให้คนนอกทำเท่านั้น เพื่อไม่ให้ใครสาวเื่มาถึงพวกเราถึงจะเป็ไปไม่ได้ก็เถอะ” โฟล์กอธิบาย “แต่ยังไงซะ เื่นี้สำคัญมากถึงทั้งพวกของริชาร์ดกับคนที่เขาใช้ให้นำมันมาให้เราจะไม่รู้ว่าในโลงนั้นมีอะไรทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องถูกกำจัดให้หมด”
“ผมเห็นด้วย”วลาเดคพยักหน้าตอบรับ “ผมเห็นกลุ่มคนที่ริชาร์ดใช้งานแล้วละ อย่างที่ผมแจ้งบอกทุกคนว่ามองแว๊บเดียวก็เดาออกแล้วว่าทั้งพวกริชาร์ดกับกองโจรจิ้งหรีดทองคำไว้ใจไม่ได้และป่านนี้ทั้งสองฝ่ายคงโดนไม่เหลืออะไรให้ฝังดินแล้วละอย่าว่าแต่หลักฐานการมีตัวตนหรือเครือญาติเลย”
“ถูกต้อง เท่านี้ก็จบไปเื่นึงแล้วและโชคดีที่ตอนนี้ไม่มีใครสนด้วย ข่าวาครั้งล่าสุดนี่ช่วยได้จริงๆที่ทำให้ทุกคนวุ่นกับการสร้างผลผลิตมาขายให้กับภาครัฐ” สาธุคุณโฟล์กตอบพร้อมกับถามต่อ “และคุณแน่ใจจริงๆ เหรอสาธุคุณวลาเดค ว่าไม่เป็ไรสำหรับคุณ?ภรรยาของคุณก็อยู่ในการรบนั้นนะ”
“ทุกอย่างเป็ไปตามกระแสของพระผู้เป็เ้าใครบาปก็ต้องรับกรรม แอสต้าเป็ทหารฆ่าคนั้แ่ยังสาวมีลูกมีครอบครัวแล้วก็ยังเอาแต่ห่วงคนในกองทัพ สุดท้ายไม่ช้าก็เร็ว กรรมกับการหย่าก็ต้องตามทันอยู่ดีผมจะเสียใจทำไม และไม่ว่าจะเป็เื่ไหน ทุกอย่างก็เป็ไปตามแผนที่วางไว้หมดแล้วด้วย”วลาเดคอธิบายด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“อืมถ้าเป็อย่างนั้นก็ดีไป คุณคือผู้รับใช้อย่างแท้จริง” โฟล์กกล่าวชื่นชม“งั้นเดี๋ยวพวกเรารีบไปที่วังหลวงเถอะ เดี๋ยวแปดโมงเช้าทุกคนก็จะเข้าประชุมกันแล้วส่วนของนั้นเดี๋ยวอีกสักพักก็จะมีคนเอาไปส่งที่วังเอง”
จากนั้นทั้งสองคนก็เดินคุยกันจนออกจากชานชะลาโดยมีองครักษ์ทั้งสองเดินเคียงคู่กันซึ่งที่นั่น มีรถม้าคู่สีขาวกรอบทองประจำสำนักพระสังฆราชรออยู่ที่จอดเฉพาะสำหรับบุคคลสำคัญ
ขณะเดียวกัน...
ในระหว่างที่สาธุคุณโฟล์กกับวลาเดคกำลังคุยกันและเดินออกห่างจากขบวนรถไฟกลุ่มเ้าหน้าที่ประจำสถานีเข้าไปเพื่อทำการขนย้ายและตรวจความเรียบร้อยโดยที่ตู้สัมภาระนั้น มีรถเกวียนขนาดใหญ่ที่ลากด้วยวัวขนาดั์สองตัวพวกมันขนปุกปุยสีน้ำตาล กับเขาที่ยาวออกด้านข้างซึ่งที่ปลายเขาติดจุกไม้ก๊อกที่ติดเชือกล่ามเข้ากับบังเหียนส่วนเ้าหน้าที่ขนสินค้าแปดคนที่เข้าไปช่วยกันแบกโลงออมาอยู่ในชุดเอี๊ยมผ้าใบสีฟ้าที่ทับเสื้อสีขาวสวมรองเท้าบูทสีดำ ถุงมือหนังสีเหลือง และหมวกแก๊ปสีน้ำตาล ก็เข้าไปเพื่อขนโลงไม้สีน้ำตาลที่น่าสงสัยใบนั้นโดยไม่สนใจว่ามันคือโลงของใคร
และในขณะที่ทั้งแปดคนกำลังจะยกโลงไม้อยู่ในตู้สัมภาระก็เกิดสิ่งที่น่าใขึ้น แอสต้าที่หลบอยู่หลังผ้าใบที่ปิดสัมภาระฝั่งตรงข้ามของโลงไม้ก็โผล่ออกมาและพ่นอาเจียนสีดำที่เธอกลั้นไว้เข้าใส่เ้าหน้าที่ทุกคนในนั้นเป็วงกว้างอย่างรวดเร็วจนบดบังวิศัยทัศน์ขณะที่ทุกคนไม่ทันจะร้องโวยวายและมองไม่เห็น แอสต้าก็พุ่งตัวขึ้นไปบนโลงด้วยความเร็วสูงและนั่งเตะกวาดรอบตัวเขาหัวของเ้าหน้าที่ทั้งแปดจนล้มหมดสติคาที่ในชั่วพริบตา จากนั้นเธอก็รีบไปที่ทางออกของตู้สัมภาระ และมองดูลาดเลาด้วยความระแวดระวังเธอเห็นรถเกวียนขนาดใหญ่อยู่ใกล้กับตู้และเ้าหน้าที่ภายในชานชาลาทำงานกันโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างเธอฉวยจังหวะที่ทุกคนไม่ได้สังเกตพุ่งด้วยความเร็วสูงจนเห็นเป็ภาพเลือนลางไปยังใต้รถเกวียนเพื่อเข้าไปเกาะและหลบอยู่ที่นั่น
“แอสต้าแกอุบาทว์มาก!” วิคเตอร์ด่าอยู่ในความคิดของแอสต้า “มีใครที่ไหนกลั้นอ้วกจนสุดกระพุ้งแก้มมาพ่นใส่คนอื่นและเตะจนสลบยกแก๊งวะ?แล้วทีนี้จะเอายังไงต่อ? รอจนคนพวกนั้นฟื้นจนโวยวายหน้าตั้งและรีบแบกโลงนั้นขึ้นรถเกวียนใช่ไหม?”
ใช่ แอสต้าตอบผ่านความคิด ดูจากสถานการณ์แล้วถ้าพวกนั้นไม่รีบส่งโลงนั่นให้ทันเวลาอาจจะซวยก็ได้และทุกคนจะต้องรีบตาลีตาเหลือกจนไม่ว่างมาตรวจรถเกวียนแน่ระหว่างนี้ฉันจะรออยู่ใต้รถเกวียนนี่ละ
“เออแผนน่ะใช้ได้ แต่พ่นอ้วกใส่หน้าชาวบ้านนี่ ต่อให้ฉันเลวแค่ไหนฉันก็ไม่โสโครกขนาดนั้นหรอกนะ”วิคเตอร์พูดต่อ
อย่างน้อยแผนนี้ก็ได้ผลแล้วกันและแกก็น่าจะรู้นะว่าฉันต้องทนแค่ไหน ให้ตายเถอะวะ อยากหาที่อาบน้ำกับแปรงฟันชะมัด
“นี่แกยังจะห่วงเื่นี้อีกเหรอ?ให้ตายเถอะวะ! คนอย่างแกนี่!”วิคเตอร์โวยวายด้วยความแปลกใจ
แกอ่านความทรงจำของคนอื่นได้จริงๆหรือเปล่าวะ ว่าฉันเคยเจออะไรบ้างในสนามรบ? แอสต้าถาม
“ใช่แต่ยกเว้นเื่นี้ละ” วิคเตอร์ตอบ
แต่ยังไงซะขอแค่ลอบเข้าไปในวังหลวงและสืบเื่โลงนั่นก่อน เพราะฉันคิดอยู่นะว่ามันน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ชายแดนแน่จากนั้นฉันจะรีบไปที่กระทรวงเวทย์มนต์ต่อ
“ยังจะหาวิธีควบคุมอีกเหรอ?ฉันบอกแล้วว่าให้ยอมรับไปซะ จะได้ไม่ต้องทรมานตัวเอง” วิคเตอร์ทักท้วง
ฉันไม่ถอดใจง่ายๆหรอก ทุกอย่างมันต้องมีทางแก้เสมอ และบอกแล้วไงว่าฉันมีคนรู้จัก แอสต้าตอบกลับ
“ฉันรู้อยู่นะคนที่เป็ทั้งอาจารย์ของแฟนเก่าแก กับเพื่อนสนิทกับพ่อของแกใช่ไหม” วิคเตอร์ถาม
ใช่ศาสตราจารย์โทมัส กยอง ศรีหนาทเขาชำนาญเื่การถอนคำสาปเขาน่าจะรู้อะไรบางอย่างแน่
“อืมแต่ชื่อนี่ตกลงมันเป็คนชาติไหนวะ?” วิคเตอร์ถามด้วยความสงสัย
เื่นั้นไว้ก่อนเถอะฉันจะหลบอยู่เงียบๆ ละ
เวลาผ่านไปได้ครู่หนึ่งคนขับรถเกวียนั์หนุ่มที่กำลังรอคอยทีมขนของอยู่เริ่มบ่นพร้อมกับลุกออกจากที่นั่ง“แค่โลงใบเดียว ทำไมมันนานจังวะ?” จากนั้น เขาก็เข้าไปในตู้สัมภาระและพบว่าทุกคนนอนหมดสติเนื้อตัวเต็มไปด้วยอ้วกสีดำของแอสต้า
“เกิดอะไรขึ้นวะ?”คนขับโวยวายพร้อมกับเข้าไปดูอาการ “มีคนบุกเหรอ? และคราบสีดำนี่มันอะไรเนี่ย?แถมยังเลอะเต็มโลงด้วย!”
หนึ่งในเ้าหน้าที่ที่สลบอยู่ได้สติและพยายามพูดด้วยเสียงอ้อยอิ่ง“ฉันไม่รู้ จู่ๆ มีใครก็ไม่รู้พ่นน้ำสีดำนี่ใส่และอัดพวกเราลงไปกองแบบนี้”
คนขับรถเกวียนลุกลี้ลุกลนพร้อมกับดูสิ่งรอบตัวก่อนที่จะพูดต่อ“นี่ไม่น่าจะใช้การปล้นแฮะ แย่แล้วละ ต้องรีบแจ้งยามแล้ว!”
“แล้วโลงนี่ละ?พวกเราต้องรีบเอาไปส่งที่วังให้ทันเวลานะ นี่พวกเราสลบกันนานแค่ไหนเนี่ย?”เ้าหน้าที่ถามด้วยความเร่งรีบในขณะที่คนที่เหลือค่อยๆ ได้สติ
“น่าจะเกือบสิบนาทีน่ะ! ซวยแล้ว!ทางนั้นกำชับด้วยว่าถ้าไปส่งสายพวกเราซวยหมดแน่!”คนขับเกวียนพูดด้วยท่าทีร้อนรน
“จริงด้วย! พวกเรารีบขนขึ้นรถก่อนเถอะแล้วค่อยแจ้งความ และเอาคราบนี้ไปเป็หลักฐาน!”
จากนั้นทุกคนที่ค่อยๆ ฟื้นคืนสติก็ลุกขึ้นทั้งที่ตัวเปื้อนไปด้วยคราบสีดำและยกเอาโลงไม้ที่เปื้อนอ้วกของแอสต้าขึ้นเกวียนั์ด้วยความเร่งรีบก่อนที่จะรีบวิ่งไปแจ้งยามพร้อมกับโวยวายในขณะที่วัวั์ขนปุยทั้งสองลากเกวียนออกจากชานชาลาเพื่อนำโลงไม้ไปส่ง“มีคนลักลอบเข้ามา! ส่งสัญญาณเตือนภัยเร็ว!”
ในระหว่างที่เกิดเหตุชุลมุนกันอยู่รถเกวียนั์ก็ได้แล่นออกจากท่ารถไฟด้วยความเร่งรีบจนออกไปสู่ถนนในตัวเมืองที่ผู้คนกำลังวุ่นวายกับกิจวัตรของตัวเองแอสต้าที่เกาะอยู่ใต้ท้องรถคิดอยู่ในใจ เยี่ยมเลย ตามที่วางแผนไว้ถึงจะทำให้เกิดเหตุวุ่นวายก็เถอะ
“ก็จริงแต่แกจะเกาะแบบนี้ตลอดเลยเหรอ?” วิคเตอร์ถาม
ไม่มีปัญหาหรอกน่าฉันได้พลังจากเ้ากิ้งก่านั้น การเกาะผนังไม่ใช่เื่ยากหรอก และจากตรงนี้ไปยังวังหลวงใช้เวลาไม่นานฉันเกาะได้สบายอยู่แล้ว แอสต้าตอบผ่านความคิดในขณะที่รถเกวียนกำลังแล่นด้วยความเร็วผ่านถนนที่ถูกเปิดโลงสำหรับเ้าหน้าที่ของรัฐแต่มีบางสิ่งที่ทำให้แอสต้าเอะใจ
น่าแปลกแฮะ ่เวลาาแบบนี้ถ้ามีคนลักลอบเข้ามาเมือง สัญญาณเตือนภัยต้องดังทั่วเมืองและสั่งปิดทางเข้าออกแล้วแต่นี่กลับไม่มีทั้งการเรียกระดมพล ทั้งเสียงสัญญาณเตือนภัยหรือความเคลื่อนไหวอะไรเลย
“ท่าทางจะไม่อยากให้ประชาชนแตกตื่นมั้ง”วิคเตอร์พูด และแอสต้าก็ตอบกลับทันที เป็ไปไม่ได้มาตรการการเฝ้าระวังใน่านี้ฉันก็เคยช่วยเสนอแนะและคนที่ทำหน้าที่นี้ผิดพลาดมีสิทธิ์โดนปะาในฐานะไส้ศึกหรือเลินเล่อในหน้าที่แสดงว่าทางรัฐกับพวกขุณนางต้องมีอะไรบางอย่างที่ฉันไม่รู้แน่
“และตลอดเวลาที่แกทำงานอยู่กับพวกมันไม่เคยมีเื่แบบนี้เหรอ?ฉันค้นในความทรงจำของแกแล้วก็ไม่เห็นมีเื่แบบนี้เลยสักครั้ง”วิคเตอร์ถามด้วยความสงสัย
ไม่มีนะฉันตั้งมาตรการคุมเข้มตลอดเวลาไม่มีทางที่จะมีการลักลอบหรือเล่นใต้โต๊ะต่อหน้าฉันเด็ดขาด ยิ่งพ่อของฉันเป็สมาชิคสภาชั้นสูงฝ่ายป้องกันปราบปรามการทุจริตด้วยแอสต้าตอบก่อนที่จะเงียบครู่หนึ่ง เว้นแต่มันจะเป็เื่ลับหลัง
“ก็เป็ไปได้ละเพราะตอนที่พวกเราอยู่ในหางเ้ากิ้งก่านั้น ฉันอ่านความทรงจำของทุกคนที่อยู่ในห้องประชุมหมดแล้ววลาเดคนี่ละที่น่าสงสัย เพราะหมอนั่นคือคนนึงที่มีส่วนร่วมกับเ้าโลงใบนั้น” วิคเตอร์อธิบาย“เหลือเชื่อเลยว่ะ หมอนั่นดูกระจอกแต่กลับมีความลับสารพัดอย่างเต็มไปหมด
จริงฉันก็แปลกใจเหมือนกัน และถ้าทางศาสนจักรมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเื่นี้คงไม่ได้เป็แค่การฉ้อโกงธรรมดาแล้วไว้รอแอบฟังกับหาหลักฐานจากในวังดีกว่า
การเดินทางจากสถานีรถไฟไปยังประตูวังหลวงกินเวลาไม่นานแต่สีหน้าของคนขับรถเกวียนนั้นซีดเผือกและเต็มไปด้วยเหงื่อจากความเครียดและความรู้สึกนั้นก็ยิ่งทวีขึ้นเมื่อขับไปถึงประตูเหล็กขนาดใหญ่ที่อยู่กึ่งกลางกำแพงสีขาวที่อยู่ล้อมรอบวังหลวงที่มีลักษณะเป็ปราสาทหินทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่สีขาวหลังคาทรงสามเหลี่ยมแหลมมุ้งกระเบื้องหินสีน้ำตาลบางส่วนโดยเฉพาะมุมของปราสาทวังหลวงนี้มีลักษณะเป็ทรงกระบอกเหมือนหอคอย หลังกำแพงวังแห่งนี้เป็สวนพฤกษาสีเขียวที่มีน้ำพุหินอ่อนขนาดใหญ่อยู่เบื้องหน้าปราสาทที่หน้าประตู มีโทรลล์ในชุดเกราะสีขาวกับตะบองเหล็กเฝ้ายืนอยู่และมีชายในชุดขุนนางประจำอาณาจักรกำลังยืนรอด้วยความฉุนเฉียวที่แสดงออกผ่านใบหน้าที่เป็ชายวัย40 ปี เขาตวาดเสียงดังขึ้นทันที
“มัวทำอะไรอยู่รู้ไหมว่านี่สายกี่นาทีแล้ว?”
“ขอโทษครับมีคนร้ายลักลอบเข้ามาก่อความวุ่นวาย แถมโลงยังเปื้อนสารอะไรก็ไม่รู้ครับ”คนขับรถเกวียนรีบตอบทันที
“แล้วไงล่ะ?บอกแล้วไงว่าห้ามช้า! แกเข้าไปส่งของที่โกดังแล้วเตรียมตัวไว้ได้เลย ไป!” ชายคนนั้นตวาดต่อโดยไม่สนข้ออ้าง พร้อมกับสั่งเปิดประตูวังส่วนคนขับรถเกวียนก็รีบขับไปยังโกดังที่อยู่ด้านหลังของวังด้วยความเร่งรีบซึ่งภายในเป็ห้องโถงขนาดใหญ่ที่เชื่อมไปยังตัวปราสาท กล่องและสิ่งของต่างๆถูกจัดวางจำแนกประเภทบนชั้นกับบนพื้นอย่างเป็ระเบียบโดยที่ตรงกลางของโกดังเป็ที่ว่างเพื่อรองรับยานพาหนะขนส่ง ซึ่งบาทหลวงโฟล์กและบาทหลวงวลาเดคพร้อมกับองครักษ์ในชุดเกราะทั้งสองกำลังรอด้วยท่าทีเคร่งขรึมแต่เก็บซ่อนอารมณ์ไม่พอใจ โดยมีทหารทั้งมนุษย์และเอล์ฟร่วมกับเ้าหน้าที่ในวังรอรับโลงอยู่ และทันทีที่รถเกวียนคันนั้นเข้าไปจอดวลาเดคก็ต่อว่าทันที
“เื่ง่ายๆทำไมถึงได้ล่าช้าแบบนี้?”
“ผมต้องขอโทษจริงๆครับ ท่านสาธุคุณ มีคนลักลอบเข้ามาก่อเื่ที่ชานชาลาและทำร้ายเ้าหน้าที่ของเราด้วยสารอะไรบางอย่างก็ไม่รู้ และสารนั้นก็เปื้อนโลงด้วย!”
“ไหนเข้าไปดูซิ”วลาเดคสั่งการให้เ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ โดยที่หนึ่งในนั้นเรียกลูกแก้วปล่อยแสงเพื่อสแกนตรวจสอบสารพิษอย่างเร่งด่วนในระหว่างนี้ แอสต้าที่เกาะอยู่ใต้เกวียนค่อยๆหย่อนตัวลงกับพื้นเพื่อพักแขนขาของตัวเองอย่างไร้เสียงพร้อมกับดูสิ่งรอบตัวพร้อมคิดคำนวนเื่ราวต่างๆ ต่อไป
สาธุคุณโฟล์กสวาเกน บาทหลวงชั้นสูงของสำนักพระสังฆราช? แสดงว่าศาสนจักรมีส่วนร่วมด้วยเหรอ?ทุกคนมีแผนอะไรกันแน่? แอสต้าคิดอยู่ในใจด้วยความสงสัยและตั้งใจแอบฟังการพูดและท่าทีของโฟล์กและวลาเดคในขณะที่ทุกคนเดินไปมาเพื่อตรวจสอบสารพิษที่โลงไม้
“น่าแปลกนะ”วลาเดคพูด “ทางฝั่งของริชาร์ดก็อ้างแบบนี้เหมือนกัน”
“อืมคุณคิดว่าเป็ไปได้หรือเปล่าว่าจะเป็คนเดียวกัน” โฟล์กถามความเห็น วลาเดคตอบทันที“ไม่น่าจะเป็คนเดียวกันนะ แต่ที่สำคัญคือความปลอดภัยของสิ่งที่อยู่ในโลงมากกว่า”
โฟล์กตอบกลับ“อืม ยังไงซะ พวกเราก็ต้องดำเนินการให้เป็ไปตามแผน ก่อนที่ท่านทูตจะ...”
ทันใดนั้นเ้าหน้าที่ที่ตรวจสอบโลงไม้ก็แจ้งจากในเกวียนแทรกการสนทนา “ท่านสาธุคุณไม่ตรวจพบสารพิษอันตรายครับ มีแต่จุลินทรีย์จากกระเพาะอาหาร น่าจะเป็อ้วกครับและไม่มีร่องรอยการงัดแงะด้วยครับ”
วลาเดคได้ยินดังนั้นก็สั่งทันที“งั้นรีบเอาลงมาเลย และเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ให้สะอาดด้วย พวกเราต้องรีบส่งของให้ท่านทูตแล้ว”จากนั้น เสียงรับขานของเ้าหน้าที่ก็ดังขึ้น และโฟล์กก็พูดกับวลาเดคต่อ “ฟังนะตอนนี้ของมาถึงที่นี่อย่างปลอดภัยแล้ว อย่างน้อยทางนั้นก็น่าจะยอมฟังเราแต่การประสานงานกันครั้งนี้มีผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายเป็เดิมพัน และไม่ต้องไปเสียดายสิ่งที่พวกเราลงทุนไปและพวกเราดีใจนะที่คุณตกลงเื่ภรรยาของคุณด้วย”
“ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณตอนนี้แผนขั้นแรกที่ยากที่สุดมันจบลงแล้วที่เหลือก็มีแต่ใช้วาทะกับข้อต่อรองอย่างเดียว” วลาเดคยิ้มตอบ
“อืมงั้นรีบเอาของไปให้ท่านทูตในที่ท้องพระโรงก่อนเถอะ จะได้เริ่มประชุมสักที”โฟล์กสั่งการ จากนั้น เขาก็หันไปสั่งการทหารที่อยู่ในโกดัง “ทหารเรา้าตัวคนขับเกวียน และเ้าหน้าที่ท่ารถไฟที่อ้างว่าถูกทำร้ายในเหตุการณ์นี้มาสอบสวนที่เรือนจำเขตเหนือเป็การด่วน”
คนขับรถเกวียนที่ได้ยินดังนั้นก็ใและรีบอ้อนวอนทันที“ท่านสาธุคุณ! พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิดนะ!”
“ถ้าไม่ได้ทำผิดจริงพระเ้าจะปกป้องพวกคุณเอง แต่ในระหว่างนี้ นึกคำพูดดีๆแล้วกันว่าจะเล่าอะไรให้พวกเราฟัง และต้องเป็ความจริงทุกประการด้วย”วลาเดคหันข้างพูด
“จริงๆ นะครับ! พวกเราถูกโจมตี!” คนขับรถเกวียนะโอ้อนวอน
“งั้นคุณก็ให้ความร่วมมือและพิสูจน์ให้ได้แล้วกันว่าพวกคุณถูกโจมตีจริง”วลาเดคตอบกลับ และส่งสัญญาณสั่งให้ทหารพาตัวคนขับไปโดยที่มีชาวเอลฟ์คนหนึ่งรับหน้าที่ขับรถเกวียนออกไปจากโกดัง ส่วนโลงไม้นั้นก็ถูกเ้าหน้าที่ยกขึ้นรถเข็นโลหะและนำเข้าไปยังตัวของวังหลวงโดยมีโฟล์กและวลาเดคเป็คนเดินนำขณะนั้นเอง ในจังหวะที่ทุกคนละสายตาจากรถเกวียนั์ที่กำลังจะออกจากโกดังทหารที่ขับรถเกวียนแทนรู้สึกได้ว่ามีความกระเพื่อมของอากาศผ่านหลังของเขาในเสี้ยววินาทีเขาหันหลังไปดู แต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากชั้นวางสิ่งของในโกดังทหารผู้นั้นหันกลับพร้อมกับสีหน้าเรียบเฉย และขับออกไป
และทันทีที่ทางเข้าออกของโกดังถูกปิดจนหมดแอสต้าที่หลบอยู่ใต้รถเกวียนมานานกำลังหลบอยู่ที่มุมชั้นวางของของโกดังพร้อมกับสีหน้าตื่นตะลึงและโกรธจัด
วลาเดคมีส่วนรู้เห็นเื่ที่ฉันกับมานจูถูกโจมตีในการรบนี่เอง!? ระยำเอ๊ย! แอสต้าสงสัยและคิดอยู่ในใจได้เวลาเก็บหลักฐานเอาผิดพวกมันแล้ว
“แกมีแผนแล้วใช่ไหม?”วิคเตอร์ถาม
ถ้าแกรู้ความคิดของฉันจริงๆแกก็ไม่จำเป็ต้องถามฉันหรอก แอสต้าย้อนกลับ
“เออฉันรู้อยู่ละ แต่แค่ถามให้แน่ใจ” วิคเตอร์แถ
ไอ้ขี้ตู่เอ๊ยแอสต้าด่าวิคเตอร์ จากนั้น เธอก็รีบเข้าไปในตัววังเพื่อทำตามแผน และการแทรกซึมก็ได้เริ่มต้นขึ้น
่ที่ 3 การประชุม
ภายในวังหลวงที่แสนงดงามเ้าหน้าที่และเหล่าพ่อบ้านแม่บ้านหลากหลายชาติพันธุ์ทุกคนต่างทำงานของตัวเองและในขณะนั้น ในห้องครัวที่ขณะนี้มีหัวหน้าเชฟหญิงเผ่าคนแคระวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังควบคุมเหล่าผู้ช่วยในครัวให้จัดแจงอาหารว่างที่เป็แซนวิชกับเค้กขนาดเล็กและเครื่องดื่มชากาแฟรับรองการประชุมในท้องพระโรงอย่างขมักเขม้นจนเสร็จสิ้นภารกิจโดยสมบูรณ์ จากนั้น เธอก็ถอดหมวกแม่ครัวออกเผยให้เห็นผมสีดอกยาวที่ถูกมัดเป็กระจุกบนหัวและแยกตัวไปห้องน้ำเพื่อล้างมือก่อนจะออกไปดูแลทีมงานต่อที่ท้องพระโรง
ขณะที่กำลังอยู่ในห้องน้ำล้างมือที่อ่างล้างมือที่ย่อความสูงสำหรับคนร่างเล็กก็มีมือที่สวมเกราะปิดปากและล็อกแขนขวาในพริบตา เชฟแคระหญิงคนนั้นใมากที่มีคนย่องเข้ามาข้างหลังและกำลังจะขัดขืนแต่เสียงของคนที่มาจากข้างหลังนั้นยิ่งทำให้เธอใยิ่งกว่ามันเป็เสียงกระซิบของหญิงสาววัยรุ่นที่เชฟผู้นี้คุ้นเคยอย่างดี
“ชู่ว์ไม่ต้องในะคุณป้าเจนนี่ นี่หนูแอสต้าเอง”
เจนนี่ เชฟหญิงแคระที่ได้ยินก็ถึงกับตาโตและท่าทีของการขัดขืนก็เปลี่ยนไปมือซ้ายที่ถูกปล่อยว่างอยู่ยกขึ้นมากุมมือข้างซ้ายของแอสต้าที่ปิดปากของเธออยู่ด้วยความอาลัยอาวรณ์จากนั้นแอสต้าก็พูดต่อ “เื่อื่นอย่าเพิ่งถามนะคะหนูมีเื่ด่วนอยากจะรบกวนป้า”
เจนนี่ที่ได้ยินก็พยักหน้าตอบรับแต่โดยดีทั้งที่ยังตกตะลึงจากนั้น แอสต้าก็ปล่อยตัวเจนนี่ เจนนี่รีบเดินไปล็อกประตูห้องน้ำทันทีก่อนที่จะโผเข้าไปกอดแอสต้าทั้งน้ำตาแห่งความดีใจ “โอ แอสต้า ลูกยังไม่ตายจริงๆด้วย” จากนั้นก็ผละตัวออกและลูบหน้าของแอสต้าด้วยความคิดถึง “ป้าภาวนาแทบตายเลยว่าข่าวเื่ลูกจะไม่เป็จริง! โอพระเ้า โชคดีเหลือเกิน!แล้วทำไมเนื้อตัวของลูกถึงได้เหนียวแบบนี้ล่ะ?”
จากนั้นแอสต้าก็กุมมือและยิ้มด้วยความดีใจ “เื่มันยาวค่ะ ว่าแต่ทางการประกาศแล้วเหรอคะว่าหนูตายแล้ว?”
“ใช่”เชฟหญิงพยักหน้าตอบ “และทางราชสำนักทำพิธีไว้อาลัยให้ลูกแล้วด้วย”แอสต้าที่ได้ยินก็กดหน้าลงพร้อมกับตอบ “อย่างที่คิดไว้เลย” จากนั้นเธอก็เงยหน้ามองเจนนี่และพูดต่อ “ฟังนะป้าข่าวเื่การรบครั้งล่าสุดนี่อย่าเพิ่งเชื่อนะคะ เพราะตอนที่หนูรอดออกมาได้ หนูรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างน่าสงสัยว่านี่อาจจะเป็การจัดฉาก”
“อืม แล้วลูกจะให้ป้าช่วยอะไรเหรอ?”เจนนี่ถาม แอสต้าตอบทันทีด้วยความกระตือรือร้น “โอเค ฟังนะคะป้าเจนนี่ป้าฟังแล้วอาจจะแปลกใจหน่อยนะ เดี๋ยวป้าจะเลิกจากกะกลางคืนถึงเช้าแล้วใช่ไหม”
จากนั้นเจนนี่ก็ฟังสิ่งที่แอสต้าอธิบายด้วยความตั้งใจพร้อมกับปาดน้ำตาแห่งความดีใจออก
ณ ที่ประชุมท้องพระโรงวังหลวงอิคารัส อาณาจักรมอสเตรีย
โฟล์กกับวลาเดคพร้อมกับองครักษ์ทั้งสองและเ้าหน้าที่ในวังที่รับหน้าที่เข็นโลงไม้ได้เดินผ่านทางเดินห้องสีขาวบนพรมสีแดงเืหมูจนเข้าไปสู่ท้องพระโรงที่พื้นเป็หินอ่อนสีดำสลับขาวกำแพงที่ขาวประดับด้วยรูปภาพฝาผนังที่บอกเล่าเื่ราวทางประวัติศาสตร์และรูปปั้นหินสีขาวกับทองของเทพและเทพีที่แสดงถึงความองอาจทางกายภาพตรงกลางของห้องมีพรมสีแดงที่ตรงขึ้นไปยังขั้นบันไดที่นำไปสู่เก้าอี้บัลลังก์ไม้สีทองที่พักแขน ที่นั่งและด้านหลังบุด้วยนวมหุ้มผ้าไหมสีแดงตัวเก้าอี้มีรูปทรงกว้างดูนั่งสบาย ส่วนพนักพิงมีลักษณะสูงและกว้างแกะสลักเป็รูปหงส์และสยายปีกออกด้านข้างบนนั้นมีพระาาวัย 55 ปีในชุดสูทกับถุงมือสีขาว แถบชายเสื้อ แถบบ่ากับอินธนูติดดิ้นทองและกระดุมเป็แถบสีทอง ตัวของเขาห่มผ้าคลุมขนสัตว์สีแดงขอบเป็ปุยสีขาว พระาาผู้นี้มีใบหน้าไร้ซึ่งริ้วรอยตามวัย ผมกับเคราสั้นสีเทาตาสีดำเปิดกว้าง รูปร่างเพรียวบางราวกับคนหนุ่มเขานั่งประจำตำแหน่งเบื้องหน้าเหล่าขุนนางชายหญิงและบาทหลวงที่ยืนอยู่ข้างพรมทั้งสองข้างทางโดยมีเหล่าพ่อบ้านและแม่บ้านในวังนำอาหารว่างและเครื่องดื่มไปแจกจายให้แก่ผู้ที่อยู่ในท้องพระโรงรวมไปถึงเจนนี่ คนแคระหญิงหัวหน้าเชฟคอยดูแล ในบรรดาผู้ที่อยู่ในท้องพระโรง ที่ทางขึ้นมีชายสองคนที่ดูสะดุดตากว่าใครคนหนึ่งคือพระสังฆราชในชุดสีขาวและผ้าคลุมบ่าสีแดงที่มีแถบสีทองอยู่ที่ชายผ้าสวมหมวกบิชอปสีแดงคาดทองเผยใบหน้าของชายชราวัย 60 ปี และอีกคนหนึ่งคือชายหนุ่มผมสีน้ำตาลยาวมัดหางม้าในชุดสูทข้าราชการถือหมวกทรงสูงสีดำที่อ้อมแขนขวาแต่ที่ปกคอด้านซ้ายติดเข็มกลัดเป็ตรารูปหอคอยกับดวงจันทร์ สัญลักษณ์ประจำอาณาจักรเมืองวีต้าซึ่งเขา ร่วมกับพระาาและพระสังฆราชที่ปฏิเสธอาหารกับเครื่องดื่มที่จัดเตรียมให้ทุกคนในท้องพระโรงยืนรอคอยของสำคัญที่โฟล์กกับวลาเดคกำลังนำมาอยู่
หลังจากการรอคอยโฟล์กกับวลาเดคก็ได้นำโลงไม้มาถึงต่อหน้าพระาา โฟล์ก สาธุคุณระดับสูงเอ่ยรายงาน“กราบทูลฝ่าา ขณะนี้ของได้มาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม รีบเปิดเลย” พระาาสั่งการ
“รับด้วยเกล้า”สาธุคุณโฟล์กน้อมรับพร้อมกับสั่งให้เ้าหน้าที่ที่เข็นโลงไม้เปิดฝาโลง เขาเดินไปที่ปลายฝาโลงและดึงเลื่อนมันลงจนหลุดจากโลงจากนั้น โฟล์กก็ใช้พลังจิตยกของที่อยู่ในโลงขึ้นมา มันคือโลหะอาคมทรงกระบอกสีเขียวใบมะกอกเรืองแสงสีน้ำเงินเข้มเป็ประกายที่บรรจุอยู่ในหลอดผลึกที่มีขนาดกับรูปทรงพอดีทุกคนในท้องพระโรงได้เห็นก็พากันซุบซิบพูดคุยถึงวัตถุสิ่งนั้น ซึ่งในขณะนั้น ชายผู้ติดเข็มกลัดตราของอาณาจักรวีต้าเดินเข้าใช้พลังจิตยกวัตถุทรงกระบอกนั้นต่อจากโฟล์กและสำรวจมันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็หันไปพูดกับพระาา
“พระาาอเล็กซี่ ยังดีที่ทั้งหลอดผลึกกับแท่งไอโรเลลไม่มีปัญหาอะไรสิ่งเดียวที่พวกเราไม่พอใจก็มีแค่ความล่าช้านี่ละ ถึงจะเกิดเื่แต่อย่าลืมนะว่านั่นไม่ใช่ข้ออ้าง”
“พวกเราเข้าใจดีและรู้ด้วยว่าการร่วมมือครั้งนี้สำคัญขนาดไหน แต่อย่าลืมนะว่าอาณาจักรของพวกเรารักษาสัญญาเสมอคุณเอ็กโซเซีย” พระาาพูดด้วยความมั่นใจ
“พระองค์ต้องทรงรักษาสัญญาอยู่แล้วเพราะสิ่งที่พวกเราจะได้จากการใช้ไอโรเลลมันมีผลต่อเศรษฐกิจของทั้งสองอาณาจักรในระยะยาวมาก”เอ็กโซเซีย ทูตแห่งอาณาจักรวีต้ากำชับ
“แน่นอน ผมมองเห็นั้แ่เริ่มเจรจาแล้วละว่าพวกเราจะได้ผลประโยชน์อะไรบ้างจากการร่วมหุ้นส่วนครั้งนี้อย่าว่าแต่เื่การใช้มันเพื่อช่วยกันค้นหาแร่กับอัญมณีเพื่อผลผลิตเชิงพาณิชย์เลยพวกเราจะไม่มีทางขาดวัตถุดิบสำหรับการทำอาวุธทุกชนิดแน่ แค่นี้พวกเราจะได้ตลาดธุรกิจอาวุธาแบบผูกขาดแน่”พระาาอเล็กซี่ตอบกลับเพื่อยืนยัน
“ใช่ กระหม่อมถึงได้กำชับไงว่าห้ามช้าเกินกำหนดเพราะทุกวันนี้มีการสู้รบเกิดขึ้นเป็ดอกเห็ด ยิ่งพวกเราผลิตอาวุธและมีสินค้ารองรับเร็วแค่ไหนอำนาจการต่อรองราคากับอาณาจักรอื่นก็จะมีมากตาม” เอ็กโซเซียย้ำ “ตอนนี้ พระองค์รีบเตรียมงานประชุมนักลงทุนลับอีกครั้งเถอะกระหม่อมหวังว่าเหล่านักลงทุนกับผู้รับเหมาของพระองค์จะยังรับนัดมาชมการสาธิตใหม่อีกครั้งได้นะเพราะแทนที่จะได้ดูให้เสร็จทีเดียววันนี้แต่กลับถูกแจ้งเลื่อนกระทันหันและทุกคนก็ไม่ว่างกันเลยด้วย”
“ยังไงพวกเขาก็ต้องมา” พระาาอเล็กซี่พูดแทรกเพื่อยืนยัน“ต่อให้ไม่มาด้วยตัวเอง พวกเขาก็ต้องส่งคนอื่นมาแทน และผมจะกำชับด้วยว่าถ้าใครไม่มาร่วมในวันพรุ่งนี้จะถือว่าสละสิทธิ์ในการเป็หุ้นส่วนการลงทุนครั้งนี้ด้วย”
“ขอเป็วันมะรืนนี้แล้วกันทางฝั่งของพวกเราก็งานยุ่งอยู่ไม่น้อย และหวังว่าจะเป็ไปตามที่พระองค์ทรงตรัสนะ”เอ็กโซเซียพูดพร้อมกับลดแท่งไอโรเลลกลับลงไปในโลง
“วางใจได้ พวกเราจะเริ่มจัดให้เสร็จตามเวลาเอง”พระาาอเล็กซี่ตอบ
“ถ้าเช่นนั้นขอฝากพระองค์จัดการเื่ให้เสร็จด้วย กระหม่อมขอทูลลาไปเรียนท่านผู้นำให้ทราบก่อนและมาเจอกันใหม่มะรืนนี้ตอนแปดโมงเช้า” เอ็กโซเซียโค้งอำลา ส่วนพระาาอเล็กซี่ยิ้มและผายมือเพื่อส่งเขาออกไปจากท้องพระโรง และทันทีที่ทูตเอ็กโซเซียออกจากห้องไปแล้วพระาาอเล็กซี่ก็ถอนหายใจทันทีพร้อมกับเท้าคางบนที่พักแขนบ่นด้วยความไม่พอใจ
“ไอ้เวรนี่! อีแค่เอาโลหะอาคมค้นหาแร่กับอัญมณีมาเจรจาธุรกิจได้นี่ทำเป็วางก้ามเชียวนะ! บิชอปลูคัสถ้าคุณไม่บอกว่าคือมติ์ ผมคงไม่เอาด้วยแน่”
พระสังฆราช บิชอปลูคัส สแปโรว์ ที่ยืนเงียบอยู่นานก็ตอบทันที“ทูลฝ่าา พระผู้เป็เ้ามักจะทดสอบผู้ศรัทธาของพระองค์เสมอเื่แค่นี้ขอให้พระองค์ทรงอดทนอีกหน่อยเถอะพระย่ะค่ะและพระพรของพระเ้าจะเป็จริงอย่างแน่นอน”
อเล็กซี่ ผู้เป็าาเอามือทั้งสองกุมหน้าตัวเองด้วยความเหนื่อยหน่ายและพูดต่อ“เออ ผมแค่ไม่พอใจที่มันเป็แค่ทูตแต่กลับทำตัววางโตใส่ผมเท่านั้นละสั่งไม่ดูเลยว่าใครเป็แค่ขุนนางกับใครเป็พระาา” จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้บัลลังก์เพื่อถ่ายทอดคำสั่ง “ทุกท่านฟังให้ดี พวกเราจะจัดการประชุมนักลงทุนลับที่จากเดิมควรจะเป็วันนี้ให้พร้อมในวันมะรืนนี้ให้เ้าหน้าที่ทุกคนเตรียมโต๊ะเก้าอี้กับของรับรองแขกและเตรียมอุปกรณ์เปิดการทำงานของแร่ให้พร้อม”
ขุนนางทุกคนรับขานและแยกย้ายกันทำงานตามที่ได้รับมอบหมายทุกคนถ่ายทอดคำสั่งไปยังเ้าหน้าที่แต่ละคน ส่วนเจนนี่หัวหน้าเชฟที่คุมการแจกอาหารภายในงานตลอดก็สั่งการให้ทุกคนเก็บภาชนะทั้งหมดกลับเข้าห้องครัว
ทันทีที่ทุกอย่างอยู่ในห้องครัวหมดแล้ว เจนนี่ก็ออกคำสั่ง“ทุกคนจ๊ะ อาหารกับเครื่องดื่มที่เหลือนี่เดี๋ยวป้าจัดการเอง”
“เดี๋ยวผมช่วยนะครับ” ผู้ช่วยเชฟชายชาวเอลฟ์คนหนึ่งเสนอตัวแต่เจนนี่ปฎิเสธทันที “ไม่เป็ไรจ้ะ เดี๋ยวป้าจะตรวจดูอะไรบางอย่างในห้องครัวหน่อยทุกคนกลับบ้านก่อนเลย”
จากนั้น ทุกคนในห้องครัวก็แยกย้ายกันกลับบ้านเจนนี่ที่ตอนนี้อยู่ในห้องครัวเพียงคนเดียวรีบมองลาดเลาดู ก่อนที่จะไปเปิดตู้เย็นเก็บอาหารขนาดใหญ่ซึ่งแอสต้าที่ซ่อนตัวอยู่ในนั้นยืนขดตัวหนาวสั่นระริกฟันกระทบระรัวด้วยความเย็นจากทั้งในตู้และจากโลหะบนชุดเกราะและที่แย่กว่านั้นสำหรับเธอคือเมือกเหนียวจากหางของเ้ามนุษย์กิ้งก่าที่ยังติดตัวเธอจับตัวเป็น้ำแข็งสีขาวโพลนทั้งตัว
“ไม่มีใครแล้วจ้ะ ออกมาได้แล้ว” ป้าเจนนี่บอกซึ่งแอสต้าที่อยู่ในตู้ เดินตัวสั่นออกมาพร้อมกับคิดในใจ แผนก็เข้าท่าอยู่หรอกแต่หนาวฉิบหายเลย แถมเมือกเหนียวๆ จากหางกิ้งก่านั่นยิ่งเก็บความเย็นอีก
“เอาละ ดีที่ตอนนี้ทหารยามไม่ค่อยเยอะ ตอนนี้ลูกรีบดื่มชากาแฟที่เหลือให้หมดและเดี๋ยวป้าจะพาไปที่ห้องพักของนะ”เจนนี่พูด แอสต้าที่ตัวหนาวสั่นได้แต่พยักหน้าและรีบดื่มชากาแฟที่เหลืออยู่ในถ้วยจนหมดจากนั้น ทั้งสองคนก็รีบออกจากห้องครัวและไปยังห้องพักของเจนนี่โดยที่เจนนี่นำถุงใส่อาหารว่างที่เหลือจากท้องพระโรงไปด้วย
ในเวลาไม่นาน ทั้งสองก็ได้มาถึงห้องพักประจำตำแหน่งของเจนนี่มันที่เป็ห้องใต้แสงไฟสีขาวนวลที่แสนเรียบง่ายแต่สะอาดเรียบร้อยป้าเจนนี่ไม่รอช้า รีบล็อกห้องและตัดปลายผมของตัวเองออกเพื่อมอบให้แอสต้านำไปใส่ในอาหารว่างที่เหลือ
“ลูกต้องทำอย่างนี้จริงๆ เหรอ?”เจนนี่ถามด้วยความเป็ห่วงในขณะที่แอสต้ากำลังรีบนำผมของเจนนี่ใส่ลงในอาหาร
“อย่างที่หนูอธิบายละค่ะว่าหนูต้องสืบและแฉความจริง” แอสต้าตอบ แต่ป้าเจนนี่ก็สวนกลับทันทีในระหว่างที่เดินไปหยิบเหยือกน้ำกับแก้วโลหะให้แอสต้า“ไม่ใช่ ที่ต้องกินผมของป้าน่ะ และไหนจะน้ำลายจากอาหารที่เหลืออีก ความจริงจะให้ป้าเล่าให้ฟังก็ได้นะ”
“วิธีนี้หนูอ่านความทรงจำได้แน่นอนกว่าค่ะ”แอสต้าตอบ เจนนี่ก็สวนกลับทันที “ก็ใช่ แต่มันน่าอ้วกนะ”
“เชื่อเถอะป้า หนูอ้วกบ่อยแล้ว”แอสต้าตอบกลับทันที
“ยังไงก็แล้วแต่นะจากที่เห็นในโลกสีขาวอะไรนั่น ป้าไม่คิดเลยว่าลูกจะต้องมาเจออะไรอย่างนี้และไม่คิดว่าาจะน่ากลัวขนาดนั้น” ป้าเจนนี่พูดตัดพ้อด้วยความเห็นใจในขณะที่แอสต้ากำลังรีบหยิบอาหารใส่ปลายผมลงไปแล้วขึ้นมากินอย่างรวดเร็วซึ่งระหว่างนั้น สีหน้าของแอสต้าก็เต็มไปด้วยความโศกเศร้าเล็กน้อยพร้อมกับพูดตอบโต้
“อืม หนูชินกับาแล้วละแต่การโดนสาปให้กลายเป็สิ่งที่ไม่ใช่คนนี่หนูคงทำได้แค่ฝืนเป็ทองไม่รู้ร้อนนี่ละ”
“อย่าพูดอย่างนี้สิ” เจนนี่ปลอบ“ถ้าความคิดความอ่านยังเป็เหมือนเดิม ลูกก็ยังเป็คนนี่ละ และไม่ช้าก็เร็วลูกก็จะต้องเจอวิธีถอนคำสาปได้แน่ หลานป้าซะอย่าง”
แอสต้าที่ได้ยินก็อมยิ้มเล็กน้อยเป็ครั้งแรกนับั้แ่วันที่ฟื้นเธอรีบกินต่อจนหมดและดื่มน้ำที่เจนนี่จัดเตรียมให้ แอสต้าถอนหายใจด้วยความโล่งอกและอิ่ม“เฮ้อ ไม่ได้กินอาหารเหมือนคนปกติมาตั้งสี่วัน ค่อยยังชั่วหน่อย”
“แต่ป้าไม่อยากให้ลูกต้องกินของเหลือจากคนอื่นแบบนี้นะต่อให้เป็กรณีไหนก็ตาม ถึงอาหารเหลือจะน่าเสียดายก็เถอะ แต่นี่ไม่ใช่ตัวลูกเลยนะ”เจนนี่พูดด้วยความเป็ห่วงก่อนที่จะตัดพ้อ “เฮ้อป้าเห็นลูกั้แ่ยังเป็เด็กน้อยที่แสนน่ารักจนโตขึ้นเป็นายพลผู้องอาจแท้ๆ เห็นลูกเป็แบบนี้ป้าก็จะขาดใจตายแล้ว”แอสต้าที่ได้ยินดังนั้นก็เข้าไปกุมมือและพูดต่อ “หนูเข้าใจค่ะป้าหนูก็ไม่อยากให้เป็แบบนั้น แต่วางใจได้นะคะว่าหนูหาทางแก้ให้ได้”
“อืม” เจนนี่ที่สีหน้าเศร้าสร้อยพยักหน้าตอบรับ“ตาเฒ่าโทมัสต้องมีวิธีช่วยแน่”
“แล้วศาสตราจารย์โทมัสเป็ยังไงบ้างคะ?”แอสต้าถาม
“ฮึ ตาเฒ่านั้นดูซึมๆไปั้แ่ที่ได้ยินข่าวของหนูจนป้าต้องไปปลอบใจมันถึงถิ่น นี่ขนาดหย่ากันมาตั้งนานแล้วนะเนี่ย”ป้าเจนนี่ตอบพร้อมกับอมยิ้มเล็กๆ “ถ้าเขาได้เจอเธอ เขาจะต้องดีใจจนหลุดแก่แน่”
“อืม หนูอาบน้ำเสร็จแล้วหนูจะรีบไปหาเขานะ”แอสต้าตอบ
“อืม ดีๆ อาบน้ำล้างเนื้อตัวให้สบายนะ เดี๋ยวป้าเตรียมชุดกับของสำหรับแอบออกไปให้แต่เสียดาย ถ้ามีเวลาอีกหน่อยป้าจะทำของโปรดให้กินแน่” เจนนี่พูดด้วยรอยยิ้ม
“ขอบคุณค่ะ ไว้เดี๋ยวเื่ทุกอย่างจบแล้วหนูจะกินจนป้าไม่มีแรงทำแน่”แอสต้าตอบติดตลกจนทั้งสองหัวเราะกัน จากนั้น แอสต้าก็รีบเข้าไปในห้องน้ำเพื่อแปรงฟันและอาบน้ำ
ในระหว่างที่เสียงน้ำจากฝักบัวไหลซู่ซ่า ผมสีชมพูที่ยาวจนไปถึงกลางหลังและร่างกายที่ผอมเพรียวแต่ดูแข็งแรงของแอสต้าชุ่มไปด้วยน้ำและสบู่เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่เพราะความสบายจากการชำระล้างทุกซอกทุกมุมของร่างกาย ในขณะนั้นแอสต้าก็คิดไตร่ตรองจากความทรงจำที่เก็บได้จากทั้งผมของป้าเจนนี่และจากอาหารเครื่องดื่มที่เหลือจากงานประชุมที่ท้องพระโรง
ที่แท้พระาาอเล็กซี่กับพวกขุนนางและรัฐบาลชั่วๆพวกนั้นแอบติดต่อเื่ผลประโยชน์จากการขุดแร่กับอาณาจักรวีต้า และใช้ากับทุกวิธีสกปรกเพื่อสร้างสถานการณ์กับกำจัดทุกคนที่เป็ก้างขวางคอแบบนี้พ่อของฉันไม่ไว้หน้าแน่ ว่าแต่ แท่งนั่นใช่ไอโรเลลจริงๆ เหรอ? โลหะอาคมที่หาและใช้ยากแถมถูกจดทะเบียนให้อยู่ในการควบคุมของรัฐแบบนั้น ไม่มีทางที่โจรป่ากระจอกๆ จะได้ไปแน่และพวกเราเป็ฝ่ายรุกรานแท้ๆ แต่ทำไมอาณาจักรวีต้าถึงส่งทูตมาเจรจาทางธุรกิจล่ะ?ตกลงมันยังไงกันแน่นะ?แถมเราก็ไม่ได้ข้อมูลความทรงจำจากทูตเอ็กโซเซียกับพระาาและพระสังฆราชด้วยและถ้าจะซ่อนอยู่ในวังนานไป ป้าเจนนี่กับคนที่ไม่รู้เื่อาจจะลำบากเพราะเราแน่ ตอนนี้ฉันรีบอาบน้ำเตรียมตัวไปหาศาสตราจารย์โทมัสก่อนดีกว่า
แล้วพ่อของฉันล่ะ?ทำไมป้าเจนนี่ไม่พูดถึงเขาเลย? หรือว่า...
จบตอนที่สาม