นิ้วมือกลมป้อมจับแท่งลิปสติกไว้แน่นแล้วบรรจงปาดเนื้อลิปสติกลงบนริมฝีปากบวมเจ่อของตัวเองอย่างเชื่องช้าเธอถอนลมหายใจออกมาพรูหนึ่ง เพราะแต่งให้ตายยังไงก็ไม่ได้ดูสวยขึ้นมาเลย
หัวใจของเธอออกจะชินชากับการได้เห็นใบหน้าอวบอ้วนเหมือนหมูของตัวเอง หลอนสะท้อนอยู่บนกระจกดวงตาเรียวแคบขยับหรี่ลงแล้วเพ่งพินิจ เธอมองคิ้วคางจมูกปากพลางขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่ชอบใจ
“ฉันนี่มันน่าเกลียดของจริงเลยสินะเนี่ยแต่งหน้าหนาขนาดนี้ยังปกปิดไว้ไม่มิดเลย”
หล่อนว่ากับตนในกระจกก่อนจะถอนหายใจออกมาพรูใหญ่ มืออวบอ้วนข้างเดิมคว้าเอาแว่นสายตาเลนส์หนาเป็นิ้วขึ้นมาสวมทับยิ่งพาให้ดวงตาที่แต่เดิมก็เล็กจิ๋วเหมือนไม้ขีดไฟ ยิ่งเล็กตีบลงไปอีก
รูปลักษณ์ภายนอกของเธอมันดูไม่ได้จนถึงขนาดที่ตัวหล่อนเอง บางครั้งก็ยังนึกค่อนขอดในใจ ว่าผู้หญิงรูปร่างอย่างเธอมันไม่เข้าข่ายและไม่เฉียดใกล้กับมาตรฐานความงามของคนยุคสมัยนี้เลยเพราะแบบนี้ไงล่ะ เธอถึงได้พลาดโอกาสดี ๆ ในชีวิตไปตั้งหลายอย่างโดนเฉพาะเื่ของความรัก
ว่าก็ว่าเถอะ!เธอโตมาจนอายุขนาดนี้แล้ว แต่ยังไม่เคยมีคนรักเป็ของตัวเองเลยสักคนพอแสดงตัวว่าอยากจีบใคร เขาก็หนีหายกันหมด แต่ก็อย่างว่า...ผู้หญิงอ้วนร้อยโลแบบเธอผู้ชายที่ไหนจะมาชอบล่ะ แค่คิดย้อนกลับไปถึงตอนที่โดนปฏิเสธ เธอก็ปวดใจจะแย่...
‘ขอบคุณสำหรับความรู้สึกดีๆ นะ แต่ฉันยังไม่อยากมีใครน่ะ’
‘ขอโทษทีเธอไม่ใช่สเปคฉัน’
‘เอ่อ...ฉันชอบผู้หญิงตัวเล็กน่ารักน่ะ…เพราะงั้นพวกเราคบกันแบบเพื่อนจะดีกว่าไหม’
เหอะ ๆนี่มันประโยคปลอบใจเชิงปฏิเสธชัด ๆ
ถึงผู้ชายพวกนั้นจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแค่ไหนหรือพูดกับเธอด้วยใบหน้ายิ้มแย้มยังไง สายตารังเกียจที่ปิดไม่มิดนั่นก็แสดงออกมาชัดเจนอยู่ดี ว่าพวกเขารังเกียจที่ต้องคบกับยัยอ้วนแบบเธอ
เจียหรานเหมย เป็สาวเ้าเนื้อจากกรรมพันธุ์และความสูงที่ไม่ถึงร้อยหกสิบเิเยิ่งทำให้รูปร่างของเธอดูอ้วนตันเหมือนไส้กรอกเข้าไปทุกทีบวกกับหน้าตาเฉิ่มเชยไม่โดดเด่น ที่ได้จากฝั่งพ่อมามาก เจียหรานเหมยคนนี้จึงไร้ความสวยหวานแบบที่ผู้หญิงทั่วไปสมควรมีแต่ดีหน่อยที่ยังมีแว่นตาช่วยปกปิดเสี้ยวหน้าส่วนหนึ่งได้บ้าง
พอเป็แบบนี้แล้วหรานเหมยก็ไม่ได้นึกแปลกใจสักเท่าไหร่ว่าทำไมหล่อนถึงไม่เคยสมหวังในเื่ความรักเหมือนกับคนอื่น ๆ เลยแต่จะโทษคนพวกนั้นฝ่ายเดียวก็ไม่ได้หรอก ใคร ๆก็อยากมีแฟนรูปร่างหน้าตาดีกันทั้งนั้นแหละแม้แต่ตัวหรานเหมยเองก็ยังชอบผู้ชายพวกนั้นเพราะความหล่อเลยนี่หน่า
ส่วนคำพูดที่ว่าคนเรามักมองคนที่ภายนอกก่อนเป็อย่างแรก ก็เหมือนว่าจะไม่เกินจริงสักเท่าไหร่
ที่เธอต้องมานั่งตัดพ้ออยู่อย่างนี้ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยพยายามดูแลตัวเองแต่ก็อย่างที่รู้...ว่าหรานเหมยน่ะอ้วนเตี้ยโดยกรรมพันธุ์ ซึ่งต่อให้เธอพยายามออกกำลังกายหรือต่อให้จำกัดปริมาณอาหารให้เหลือน้อยแค่จึ๋งเดียว ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะกลายเป็ผู้หญิงไซส์เล็กกะทัดรัดเหมือนที่พวกผู้ชายส่วนใหญ่เขาชอบกัน
อย่างเธอน่ะ!แค่หายใจเข้าก็อ้วนแล้ว เพราะงั้นเื่อดอาหาร เลิกคิดไปได้เลย!
นึกมาถึงตรงนี้แล้วหรานเหมยก็ส่ายหัวระรัว เพื่อสลัดความคิดไม่เข้าท่าพวกนั้นออกไปแล้วหล่อนก็เบนสายตาเปลี่ยนไปทางโปสเตอร์มากมายที่ถูกติดประดับไว้บนผนังห้องจนละลานตาไปหมด ที่เห็นอยู่นี้มันเป็เพียงแค่ภาพของศิลปินคนเดียวกันที่อยู่ในท่าทางต่าง ๆ
สำหรับคนอื่นอาจมองว่านี่ดูรกหูรกตาแต่สำหรับเจียหรานเหมยมันกลับเป็เพียงสิ่งเดียวที่พอจะช่วยเยียวยาหัวใจของหล่อนได้
เชอะ!ก็ในเมื่อชีวิตจริงไม่มีแฟนหล่อ ๆ ให้หวีด งั้นเธอก็หันมาหวีดศิลปินมันซะเลย ><
หรานเหมยคงเป็เหมือนกับหญิงสาวคนอื่นๆ ที่ชื่นชอบศิลปิน เพราะพวกเขาเ่าั้เป็คนหน้าตาดีหนำซ้ำยังมีความสามารถที่โดดเด่นแต่อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เจียหรานเหมยคลั่งรักศิลปินหนักมาก นั่นก็คือ หล่อนชอบความรู้สึกตอนที่ถูกศิลปินบอกรัก
มันเป็ความรู้สึก 'ฟิน' ที่ยากจะบรรยายออกมาเป็คำพูดได้จริงๆ
ศิลปินพวกนั้นไม่สนใจว่าแฟนคลับของตัวเองจะหน้าสวยหรือหน้าผียิ่งไม่สนใจว่าแฟนคลับจะอ้วนหรือจะผอม ทุกครั้งที่พูดขอบคุณ หรือพูดบอกรักพวกเขาจะพูดมันออกมาได้เต็มปาก และสังเกตได้ว่าขณะพูดแววตาของศิลปินจะแวววาวเปล่งประกาย ชวนให้คนฟังััได้ง่าย ๆ ว่าสิ่งที่เขาพูดมันถูกกลั่นกรองออกมาจากหัวใจจริง ๆ ไม่ใช่แค่แสร้งทำ
อันที่จริงหรานเหมยชื่นชอบศิลปินหลายคนแต่จะมีเพียงคนเดียวที่ชอบมากเป็พิเศษ ชอบมากถึงขั้นเก็บเอาไปฝันก็มีความสุขของหญิงโสดก็มีอยู่แค่นี้แหละนะ แต่มันก็ตลกดีเหมือนกันที่่หนึ่งหรานเหมยฝันถึงศิลปินคนนั้นติดต่อกันหลายคืนเธอฝันถึงเขาแบบเป็ตุเป็ตะ ฝันว่าได้รักกันกับเขา ได้กอดเขา ได้หอมเขา
ว๊ายยยเธอแทบไม่อยากตื่นนอนเลยก็ว่าได้
อืม...แต่จะว่าไป...บางทีหรานเหมยก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเธอมีชะตาผูกพันอะไรกับเขามาก่อนหรือเปล่า?
พอเอาเื่นี้ไปเล่าให้เพื่อนสนิทฟังยัยนั่นก็หัวเราะก๊ากจนไหล่โยก บอกว่าเธอน่ะเพ้อเจ้อไปใหญ่ นี่มันยุคไหนแล้วจะชะตาผูกพันอะไรกัน อีกอย่างการที่หรานเหมยคิดถึงเขาจนเก็บเอาไปฝันเป็เื่เป็ราวมันก็คงเป็เพราะหรานเหมยเอาแต่นอนดูรูปเขาทุกคืนจนหลอนไปเองซะมากกว่า
โอยยยยโดนเพื่อนดับฝันซะได้!
หลังจากคิดอะไรเพลิน ๆได้ครู่หนึ่ง จู่ ๆ แรงสั่นครืดจากโทรศัพท์มือถือ ก็สั่นเรียกสติของหรานเหมยให้กลับมาพอหรานเหมยหลุบตาลงมอง ก็เห็นชื่อของ 'ปิงเหอ' แสดงอยู่ที่หน้าจอแค่อ่านชื่อของยัยนั่น หรานเหมยก็หลุดยิ้มเล็ก ๆ ออกมาโดยไม่รู้ตัว แล้วอุทานว่า"เธอเนี่ย ตายยากจริง ๆ เลยนะยัยเพื่อนรัก"
หรานเหมยลากนิ้วบนหน้าจอหนึ่งทีแล้วกรอกเสียงเอื่อย ๆ ทักทายเพื่อนสาว พร้อมกับฟุบหน้าลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง
“อืม...ว่าไงเหรอปิงเหอ”
‘ยัยลูกหมูทำอะไรอยู่น่ะ’
“ฉันเหรอ ก็อยู่เฉย ๆเดี๋ยวสักพักก็ไปอาบน้ำนอนแล้ว แล้วนี่เธอโทรมาทำอะไรดึกขนาดนี้เนี่ย”
‘จะอะไรได้ก็ฉันเหงาน่ะสิ เลยอยากคุยกับเธอ อ้อ! เห็นว่าพรุ่งนี้มีคอนเสิร์ต!คงไม่ใช่ว่าเธอกำลังหัดแต่งหน้าอยู่หรอกนะ’
“บ้า...ฉันไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นหรอกหน้าอย่างฉัน...แต่งไปก็เท่านั้นแหละหน่า”
‘ได้ยังไงล่ะจะไปเจอเฉวียนรุ่ยเกอเกอของเธอสภาพนั้นไม่ได้หรอกนะเพื่อนรักของฉันน่ะต้องสวยที่สุด’
“พูดอย่างกับว่าฉันแต่งไปแล้ว...เอ่อ...มันจะดูดีขึ้นมาอย่างงั้นแหละ”
‘นี่ยัยลูกหมูเธอหัดมั่นใจในตัวเองบ้างสิ ชิ…ไม่รู้ล่ะ พรุ่งนี้ฉันจะเป็คนแต่งหน้าให้เองรับรองเลยว่า! ยังไงซะพ่อรูปหล่อนั่นก็ต้องหันมามองเธอแน่’
หรานเหมยยังไม่ทันได้เอ่ยขัดอะไรเสียงสัญญาณมือถือก็ตัดไปดื้อ ๆ
หล่อนถอนหายใจออกมาบางๆ กับความเอาแต่ใจของเพื่อนสาวคนสนิทที่หล่อนมีอยู่เพียงคนเดียวปิงเหอเป็หญิงสาวหน้าตาดีมีฐานะ เรียกได้ว่าเป็ที่้าของชายหนุ่มหลายคนแต่ไม่ว่าจะหล่อรวยมาจากไหน ปิงเหอก็ปฏิเสธกลับไปทุกราย
ปิงเหอกับหรานเหมยเป็เพื่อนกันั้แ่สมัยเรียนมัธยมปลายจนตอนนี้ต่างฝ่ายต่างอายุปาไป 25 ปีแล้วแต่พวกหล่อนก็ยังคบกันอยู่ น่าแปลกจัง...ที่คนอย่างปิงเหอเลือกมาคบหล่อนเป็เพื่อนแทนที่จะไปหาคนที่มีอะไรเหมือน ๆ กัน
่ที่ยังเรียนอยู่มัธยมปลายหรานเหมยแอบคิดไปเองอยู่บ่อย ๆ ว่าที่ปิงเหอยอมคบกับหล่อน คงเพราะอยากมีเบ๊ไว้เรียกใช้งานแต่แล้วเวลาที่ยาวนาน ก็พิสูจน์ได้ว่า หรานเหมยคิดผิด!เป็ปิงเหอต่างหากที่คอยช่วยเหลือหรานเหมยในหลาย ๆ เื่นี่จึงทำให้หรานเหมยได้รู้ว่า อย่างน้อย ๆ ชีวิตนี้ของหล่อนก็ยังมีคนดี ๆ อยู่บ้าง