19 2-2
บทที่38 เรื่องอัปยศแห่งบ้านสกุลหลิน (2)
“คุณลุงคุณป้าพี่ชายพี่สาวทั้งหลาย!”
“พวกเรากราบขอร้องเถอะนะคะ! ผู้ใดมีจิตเมตตาได้โปรดช่วยเด็กตาดำๆอย่างพวกเราด้วยเถิด! คุณย่ากล่าวหาว่าพวกเราเป็นคนขโมยเงิน 1,000 หยวนของเธอไป แถมยังขู่ด้วยว่าถ้าไม่ยอมคืนเงินให้ ท่านจะฆ่าพวกเราให้ตาย!!”
“พวกเราสองพี่น้องทำกับข้าวเป็น ซักผ้าขัดห้องน้ำก็ได้ รวมทั้งงานบ้านทุกอย่างพวกเราก็ล้วนทำได้หมดค่ะ! ดังนั้นได้โปรดเถิดนะคะ ช่วยบริจาคเศษเงินให้พวกเราสักเล็กๆน้อยๆ แล้วพวกเราสองคนจะยินดีเป็นวัวเป็นควายรับใช้ทุกคนเป็นการแลกเปลี่ยน!”
เสียงวิงวอนร้องขอทั้งน้ำตาดังกระหึ่มมาจากกลางถนนนอกบ้าน ทำเอาผู้ชายทุกคนในบ้านสกุลหลินต่างถึงกับหน้าถอดสีซีดเผือด ตื่นตระหนกสุดขีดจนต้องรีบวิ่งปรี่ออกไปอย่างไม่คิดชีวิต!
ขอเพียงเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นและจบลงภายในบ้าน เรื่องทั้งหมดก็เป็นเพียงปัญหาทั่วไปภายในครอบครัว คนนอกย่อมไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่งเกี่ยวในทุกกรณี แต่เวลานี้ หลินเสี่ยวจือและหลินเสี่ยวเย่กลับออกไปตีหม้อไหป่าวประกาศอยู่กลางที่สาธารณะ! นั่นหมายความว่า ตอนนี้ปัญหาได้ลุกลามใหญ่โตเกินกว่าที่ใครในบ้านสกุลหลินจะสามารถควบคุมได้อีกต่อไปแล้ว!
ดีไม่ดีเรื่องนี้อาจลุกลามไปถึงผู้ใหญ่บ้านหรือทางการที่มีอำนาจมากกว่านั้น ซึ่งนั่นย่อมส่งผลเสียต่อหลินซงและหลินเจียงเข้าเต็มๆ อาจเสี่ยงถูกโดนไล่ออกจากงานได้! เพราะในยุคสมัยนี้ชื่อเสียงและหน้าตานับเป็นเรื่องสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด!
และทันทีที่หลินซงวิ่งหน้าตื่นมาถึงลานหน้าบ้าน เจ้าตัวก็ยิ่งหน้าเสียถอดสีซีดเผือดเข้าไปใหญ่ เพราะภาพแรกที่เขาเห็นก็คือ กลุ่มชาวบ้านจำนวนหลายสิบชีวิตที่กำลังยืนล้อมวงมุงดูความวุ่นวายที่เกิดขึ้น โดยไม่รอช้า หลินซงรีบตรงเข้าไปหาสองพี่น้องที่กำลังนั่งคุกเข่าพนมมือไหว้ทุกคนอยู่กลางฝูงชน พร้อมกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“โถ เสี่ยวจือ เสี่ยวเย่ มีอะไรก็กลับเข้าไปคุยกันในบ้านเถอะนะ เดี๋ยวลุงใหญ่จะช่วยพูดกับคุณย่าแทนหลานๆเอง!”
จากนั้น หลินซงก็สูดลมหายใจลึกรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เพื่อหันไปฝืนยิ้มและประจันหน้ากับทุกสายตาที่จับจ้องมองมาทางตน
“เอ่อ...ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่มีเรื่องอะไรกันรึเปล่าครับ?”
“ก็แค่เด็กๆทะเลาะกันนิดหน่อยเท่านั้นเอง แยกย้ายกันกลับบ้านไปเถอะครับ ต้องขอโทษด้วยจริงๆที่ทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อนแบบนี้...”
แต่คิดหรือว่าคำอธิบายพวกนั้นจะช่วยลดทอนกระแสความไม่พอใจของชาวบ้านที่รวมตัวนี้ได้? แม้ชาวบ้านส่วนใหญ่จะถือครองค่านิยมที่ว่าชายเป็นใหญ่หญิงเป็นรอง แต่กระนั้น การบังคับขู่เข็นให้หลานสาวตัวเองต้องออกมาพนมมือไหว้ขอเงินคนอื่นกลางที่สาธารณะแบบนี้ ยังไงมันก็ออกจะเกินไปมากจริงๆ!
“หลินซง เธอเองก็ทำงานอยู่ในเมือง เงินเดือนก็ใช่ว่าน้อยๆ แล้วยังมีหน้ามาให้หลานสาวตัวเองออกมาทำงานแลกเงินคนอื่นแบบนี้ได้ยังไง?”
“ได้ข่าวว่าย่าของพวกเด็กๆทำเงินหนึ่งพันหยวนหายไม่ใช่เหรอ? ตัวเองสะเพร่าแท้ๆ แล้วยังมีหน้าไปโทษเด็กๆในบ้านอีก แบบนี้มันไม่ทุเรศเกินไปหน่อยเหรอ?”
“เฮ้อ! หลินเจียง ฉันเคยทนฟังนายโอ้อวดมานาน ไหนบอกว่าตัวเองมีหน้าที่การงานที่ดี? นี่นายขี้โม้รึเปล่า? ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ทำไมยังต้องบีบบังคับให้ลูกสาวตัวเองออกมาแบมือขอเงินคนอื่นด้วยล่ะ?”
ในขณะเดียวกัน ผู้ใหญ่บ้านหงซิงที่เพิ่งได้ยินเรื่องราวความโกลาหลจากพวกชาวบ้าน ก็รีบเดินทางมาที่เกิดเหตุด้วยความร้อนรนใจ ทันทีที่มาถึงก็ไม่มีพูดพล่ามทำเพลง ประเดิมชี้หน้าใส่พวกผู้ชายสกุลหลินทันที
“นี่พวกแกก่อเรื่องอะไรกันอีก?!”
“เคยนับกันบ้างมั้ยว่าช่วงนี้ครอบครัวของพวกแกก่อเรื่องมากี่ครั้งแล้วห๊ะ?!!”
“ถ้าว่างมากจนไม่มีอะไรทำ ก็จับจอบจับเสียมไปไถนาซะไป๊! คิดว่าตัวเองเป็นใคร ยิ่งใหญ่มาจากไหนกัน! ถึงได้ก่อความวุ่นวายให้ชาวบ้านชาวช่องไม่หยุดแบบนี้!!”
ผู้ใหญ่บ้านไล่ด่าผู้ชายบ้านสกุลหลินเรียงตัว ทุกคนต่างพากันก้มหน้าหลบ ขี้ขลาดเป็นลูกเต่าหดหัวไม่กล้าแม้แต่จะปริปากตอบกลับแม้แต่คำเดียว เห็นทั้งหมดยืนสลดกันเช่นนั้น ผู้ใหญ่บ้านหงซิงจึงค่อยหันไปพูดกับสองพี่น้องตัวน้อยที่กำลังคุกเข่าร่ำไห้อยู่ คำพูดคำจาช่างอ่อนโยนแตกต่างจากเมื่อสักครู่โดยสิ้นเชิง
“เสี่ยวจือจ๊ะ รีบๆพาน้องลุกขึ้นเถอะ บนพื้นค่อนข้างเย็น เดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ”
“ลุงรู้ว่าพวกหนูสองคนเป็นเด็กดี มีอะไรเดี๋ยวลุงคนนี้จะจัดการให้เอง! ไม่ต้องกลัวนะ ไม่ต้องกลัว”
หลินเสี่ยวจือและหลินเสี่ยวเย่ลอบสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆปาดเช็ดน้ำตาแล้วรีบลุกขึ้นโค้งคำนับให้ผู้ใหญ่บ้านอย่างสุภาพนอบน้อม
“คุณลุงผู้ใหญ่คะ หนูขอโทษที่สร้างความเดือดร้อนให้นะคะ ความจริงพวกเราก็ไม่อยากสร้างปัญหาให้ใคร แต่เพราะพวกเราสี่แม่ลูกทนอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ไหวอีกแล้วค่ะ...”
“คุณย่ากล่าวหาว่าพวกเราขโมยเงินของท่านไป 1,000 หยวน เงินตั้ง 1,000 หยวนเลยนะคะ เงินมากมายขนาดนี้แค่คิดเรายังไม่กล้าเลยค่ะ แล้วจะกล้าไปขโมยเงินคุณย่าได้ยังไง?”
“พวกเราไม่อยากถูกคุณย่าทุบตีจนตาย ยังไงคุณลุงผู้ใหญ่ได้โปรดเมตตาช่วยพวกเราสักครั้งเถอะนะคะ พวกเราสัญญาว่า พวกเราจะตั้งใจทำงานให้หนักเหมือนวัวเหมือนควาย จะทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อหาเงินมาชดใช้คืนให้ทุกหยวนแน่นอนค่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดที่แสนหดหู่เช่นนี้ บรรดาป้าๆยายๆทั้งหลายในหมู่บ้านที่กำลังมุงดูเหตุการณ์อยู ก็เกิดสงสารจับใจจนกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
“นังเฒ่าโจวซื่อนี่มันยังเป็นคนอยู่รึเปล่านะ? ลูกๆของสะใภ้รองสกุลหลินแต่ละคนทั้งน่ารักทั้งกตัญญูรู้คุณจะตายไป วันๆทำแต่งานหนักในบ้าน แต่กลับได้กินข้าวปลาน้อยกว่าคนอื่นๆ มิหนำซ้ำตอนนี้ยังต้องกลายมาเป็นแพะรับบาปถูกใส่ร้ายใส่ความอีก...”
เดิมทีโจวซื่อกำลังนั่งสงบสติอารมณ์อยู่ในบ้าน โดยมีหวงอิงประกบข้างพร้อมคอยประโคมคำพูดปลอบประโลมสารพัด หวังให้ปัญหาทุกอย่างจบลงแต่เพียงเท่านี้ เพราะหากปล่อยให้หญิงชราอาละวาดต่อไป จนกลายเป็นเรื่องบานปลายใหญ่โต ย่อมไม่ส่งผลดีต่อเส้นทางอาชีพการงานในอนาคตของทั้งหลินซงและหลินเจียงแน่นอน
แต่เพราะคำพูดใส่ร้ายกันอย่างหน้าด้านๆของหลินเสี่ยวจือเมื่อครู่ ประกอบกับคำวิพาษณ์วิจารณ์ที่ก่นด่าเธออย่างสาดเสียเทเสีย ทันทีที่คำพูดเหล่านั้นหลุดเข้าหูของโจวซื่อ ระเบิดลูกใหม่ก็พลันปะทุขึ้นอีกครั้งทันที!
หญิงชราถีบประตูบ้านพุ่งออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมทั้งสิ้น
“นังเด็กตอแหล! เมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ? แน่จริงก็พูดใหม่ให้ฉันฟังอีกทีสิ!!”
“แม่ของแกมันไร้น้ำยา! นังแม่ไก่ตัวเมียออกไข่ไม่ได้! มีลูกตั้งสามตัวแต่ดันไม่มีผู้ชายโผล่มาสักคน! แม่ของพวกแกมันตัวกาลกินีที่คอยบ่อนทำลายสกุลหลินของฉัน ถึงได้ไม่มีทายาทสืบเชื้อสายให้ยังไงล่ะ!!”
“พวกแกสี่ตัวมันก็แค่ตัวถ่วงความเจริญของบ้านสกุลหลินเรา! กินก็กินของฉัน ใช้ก็ใช้ของฉัน! แล้วยังหาว่าฉันใส่ร้ายพวกแกอีกงั้นเหรอ? เก่งกันนักใช่มั้ยพวกแก ถ้างั้นก็เชิญไสหัวออกไปจากบ้านของฉันซะ!!”
แทบจะในวินาทีเดียวกัน ผู้ชายทั้งสามคนของบ้านสกุลหลินก็พุ่งตัวปรี่เข้าใส่หญิงชราอย่างพร้อมเพรียงกัน
“แม่หยุด!!!”
“หุบปาก!!!’
...
....
“ดี! ไปก็ไปสิ!!”
สิ้นเสียงประโยคสุดท้ายของโจวซื่อ ก็ตามมาด้วยเสียงของใครๆอีกหลายคนที่พูดขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน แต่ที่ดูจะโดดเด่นที่สุดกลับเป็นเสียงของอิสตรีท้ายสุด ทุกคนต่างหยุดชะงักหันขวับไปมองจางอวิ๋นม่าน ที่ยืนตระหง่านท่าทางเด็ดเดี่ยวอยู่หน้าประตู...
สีหน้าแววตาแม้กระทั่งน้ำเสียงของเธอหนักแน่นเสียยิ่งกว่าอะไรดี ทำเอาคนฟังถึงขั้นต้องขยี้หูตัวเองแรงๆอย่างไม่อยากจะเชื่อ
จางอวิ๋นม่านพร้อมด้วยกองสัมภาระจำนวนหนึ่ง กำลังจูงมือหลินเสี่ยวอวี่เดินออกมาจากบ้านสกุลหลิน ก่อนจะตรงเข้าพยุงสองพี่น้องที่ยังคุกเข่าอยู่กลางถนนให้ลุกขึ้น เธอเหลียวหลังย้อนมองทุกคนในสกุลหลิน พร้อมกับพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“ในเมื่อทุกคนในหมู่บ้านอยู่ที่นี่กันพร้อมหน้า ก็ขอให้พวกคุณทุกคนได้โปรดเป็นพยานให้ฉันด้วย”
“ฉัน จางอวิ๋นม่าน ขอยุติความสัมพันธ์ทั้งหมดที่มีต่อครอบครัวสกุลหลิน นับจากนี้เป็นต้นไป ฉันจะไม่ขอเหยียบเท้าเข้าบ้านสกุลหลินอีกแม้แต่ก้าวเดียว!”