สามีบำเรอหมอปีศาจสาว (มีอีบุ๊ค MEB)

    48. โอกาสทางธุรกิจ

                    “คุณหนู”

                    หลงจู๊ร้านตำราตระกูลจางรีบเข้ามาต้อนรับหญิงสาวที่เดินเข้ามาภายในร้าน

                    จางลั่วซีพยักหน้าเล็กน้อยทักทายเขาก่อนจะกวาดสายตามองไปทั่วร้านวันนี้คือวันที่ห้าตามที่ได้นัดหมายกับคุณชายหลินเอาไว้นางจึงต้องเดินทางมาที่ร้านด้วยตัวเอง

                    ไม่เพียงนางอยากรู้ว่าเขาจะสามารถคัดตำราได้ตามที่เอ่ยเอาไว้หรือไม่นางยังต้องการคุยเรื่องนิยายปกขาวในมือที่เขาทิ้งเอาไว้อีกด้วย

                    ชายผู้นั้นน่าตายยิ่ง!

                    เขาจงใจจงใจแน่!

                    นิยายเรื่องนี้ทั้งแตกต่างจากนิยายในตลาดอ่านง่ายและน่าติดตามจนไม่อยากวางมือ นางอ่านติดต่อกันยาวสองวันก็จบพอจบแล้วก็อยากอ่านต่อ ...แต่ไม่มีให้อ่าน นี่! นี่มันกลหลอกลวงชัด ๆ

                    เขาทำให้นางสงสัยและอยากรู้ได้แต่รอคอยให้เขากลับมาอีกครั้ง

                    เป็นนางเองที่ประเมินคุณชายหลินต่ำเกินไปเสียแล้ว

                    “คุณชายหลินมาถึงหรือยัง?”

                    หลงจู๊ไม่ได้คาดหวังเรื่องนี้มากนักมองก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายต้องเป็นคนของร้านตำราตรงข้ามส่งมาป่วนการค้าของทางร้านอย่างแน่นอนจะบ้าหรือเปล่า...คัดตำราวันละสิบเล่ม ห้าวันห้าสิบเล่ม

                    หลอกผีเหอะ! ข้าไม่มีทางเชื่อ

                    “โถ่!....”ไม่ทันที่หลงจู๊จะทันเกลี่ยกล่อมให้จางลั่วซีไปฟ้องร้องทางการเพื่อเรียกร้องค่าปรับ

                    เสียงชายหนุ่มก็ดังแว่วเข้ามาจากด้านนอกร้าน“ดูเหมือนว่าข้าจะมาสาย”

                    จางลั่วซีหันหลังก้าวเดินกลับไปด้านนอกร้านทันทีสบประสานกับชายหนุ่มในชุดดำเล้กน้อยก่อนจะเหลือบมองไปยังรถเข็นด้านข้างที่เต็มไปด้วยตำรามากมายกองอยู่บนนั้น

                    สาวใช้ทั้งสองและหลงจู๊มองกองตำราตาเบิกกว้างหลงจู๊ไม่อาจสนเรื่องมารยาทได้อีก เขาแหวกกลุ่มคนมุ่งตรงไปยังรถเข็นคันนั้นทันทีอยากหยิบขึ้นมาพิสูจน์ทีละแผ่นว่าไม่มีการย้อมแมวหลอกพวกเขา

                    หึ!ไม่แน่ชายผู้นี้อาจจะเข้าเล่มกระดาษก็เป็นได้ แล้วแสร้งทำเป็นคัดเสร็จแล้วข้าไม่มีทางให้เจ้าหลอกคุณหนูได้

                    “ทำอะไรวะไอ้แก่” เฉินเช่อทำท่าทางนักเลงทันทีอีกทั้งยังดึงเฉินเจิ้งอู๋ที่ตัวใหญ่ออกมาบังขวางกันไม่ให้หลงจู๊พุ่งเข้ามาได้

                    “หลงจู๊อย่าได้เสียมารยาท”จางลั่วซีขมวดคิ้วมองดุหลงจู๊ให้เขาถอยออกมา ก่อนจะยิ้มหวานให้จ้าวห่าวหลิน“คุณชายหลินเดินทางมาเหนื่อย ๆ เข้าไปพักหน่อยเถอะเจ้าค่ะ”

                    จ้าวห่าวหลินพยักหน้าหันไปสั่งการพวกลูกสมุน “พวกเจ้ายกตำราทั้งหมดตามหลังข้ามา”ก่อนจะหันกลับไปหาหญิงสาวอีกครั้ง “รบกวนคุณหนู นำทางไปยังห้องรับรองอีกครั้งด้วย”

                    “เชิญเจ้าค่ะ”จางลั่วซีเดินนำ ระหว่างทางแวะกระซิบให้เสี่ยวซีสาวใช้ของนางไปจัดเตรียมน้ำชามารับรองพวกจ้าวห่าวหลินด้วย

                    พวกเฉินเช่อมีกันสี่คนหิ้วกันคนละสิบกว่าเล่มหลงจู๊มองแล้วค่อนข้างหวาดเสียวกลัวว่านักเลงพวกนี้จะทำให้ตำราแสนล้ำค่าเสียหายจึงเรียกให้เด็กรับใช้ในร้านออกมาช่วยขนย้ายตำราแทน

                    เมื่อเห็นเช่นนั้นจ้าวห่าวหลินก็หยิบถุงเงินออกมาส่งก้อนตำลึงเงินให้พวกเฉินเช่อแทน

                    “พวกเจ้าไปหาอะไรกินรอข้าก่อนอีกหนึ่งชั่วยามค่อยกลับมาหาข้าที่ร้านตำรา”

                    พวกเฉินเช่อมองก้อนตำลึงในมือตาวาว“นี่!”

                    “ข้าจะต้องทำธุระอีกนานพวกเจ้ารออยู่ที่นี่ก็เกะกะขวางหน้าร้านเสียเปล่า ไปหาอะไรกินระหว่างรอข้าจัดการเรื่องราวที่นี่เถอะ”

                    เฉินเช่อมองเงินให้มือก่อนจะมองจ้าวห่าวหลินกับจางลั่วซีสลับกันไปมาก่อนจะเข้าใจอะไรบางอย่างพยักหน้ายิ้มอย่างมีเลศนัย

                    “พี่ใหญ่วางใจได้พวกข้าจะปิดปากสนิท” เมื่อเฉินเช่อพูดจบอีกสามคนก็พยักหน้าตามอย่างหนักแน่น

                    จ้าวห่าวหลินเตะก้นพวกมันทีละตัว“ไสหัวไป”

                    จางลั่วซีไม่รู้จะพูดอย่างไรดีนางแย้มยิ้มเก้อเขินเล็กน้อย “น้องชายของท่านช่าง...ตลกดีนะเจ้าค่ะ”

                    “พวกมันก็แค่อันธพาลในหมู่บ้านที่ไร้มารยาทเท่านั้นเจ้าอย่าได้ใส่ใจ”

                    จางลั่วซีมองตามหลังสี่คนไป...อันธพาลในหมู่บ้าน?

                    “เช่นนั้นเชิญคุณชายตามข้ามาเจ้าค่ะ”

                    ทั้งสองคนเดินขึ้นบันไดไปยังห้องรับรองชั้นสองเหมือนเดิมไม่นานเสี่ยวซีก็กลับมาอีกครั้งพร้อมกับรินชาให้กับจ้าวห่าวหลินกับจางลั่วซีตามมาด้วยเด็กรับใช้ในร้านที่ทยอยขนตำราทั้งห้าสิบเล่มเข้ามา

                    เมื่อขนตำราครบแล้วหลงจู๊ก็ไล่ให้เด็กรับใช้ออกจากห้องไป

                    จ้าวห่าวหลินจิบน้ำชาเสร็จแล้วก็ผายมือไปทางกองตำรา“นี่คือตำราทั้งห้าสิบเล่มตามสัญญา”เขาล้วงเข้าไปในอกเสื้อส่งตำราอีกเล่มลงบนโต๊ะเบื้องหน้า “ส่วนนี้คือตำราต้นฉบับ”

                    จางลั่วซีโบกมือให้หลงจู๊เป็นคนตรวจสอบตำราส่วนนางเพียงแค่นั่งรอกับจ้าวห่าวหลินอย่างสงบ

                    ยิ่งได้ตรวจสอบหลงจู๊ก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจจนเผลออุทานว่า“แปลกมาก”

                    จางลั่วซีอดที่จะหันไปมองอย่างสนใจไม่ได้“แปลกอย่างไร?”

                    “ข้าน้อยคิดว่าคุณชายหลินจะต้องมีบัณฑิตคอยช่วยคัดตำราจึงสามารรับรองได้ว่าสามารถคัดตำราส่งได้ทันวันละสิบเล่มแต่ว่าคุณหนู ท่านลองดูนี่สิขอรับ”

                    หลงจู๊นำตำราสี่เล่มกางลงบนโต๊ะเบื้องหน้าจางลั่วซี

                    “ตำราทั้งหมดนี้เป็นลายมือเดียวกันหมดและเป็นลายมือของคุณชายหลินไม่ผิดแน่ นอกจากนี้ตัวอักษรแต่ละตัวมีระยะห่างเท่ากันระหว่างบรรทัดเองก็เท่ากัน ความสูงต่ำก็เท่ากัน หน้ากระดาษสะอาดเป็นระเบียบไม่เพียงแค่ทั้งสี่เล่มนี้เท่านั้น แต่ทุกเล่มที่ข้าเปิดล้วนเป็นเช่นนี้”

                    คราวนี้ไม่เพียงแค่เรียกความสนใจของจางลั่วซีให้ชะเง้อคอมองตำราเบื้องหน้าแม้แต่เหมยหลินและเสี่ยวซีเองก็ชะโงกหน้าออกมาดูเช่นกัน

                    “นี่มัน...เหมือนกันเลย” เสี่ยวซีชี้ตำราทั้งสี่เล่ม

                    จางลั่วซีขมวดคิ้วมองดูใช่มันเหมือนกัน....เหมือนกับพวกมันไม่ได้คัดออกมาแต่เป็นวิธีการบางอย่างที่คัดลอกพวกมันออกมาเหมือนกัน

                    “ท่าน...ทำได้อย่างไร?”

                    นางรู้ดีว่าไม่ควรถามเช่นนี้เพราะเรื่องของเคล็ดวิชาของตระกูลไม่ใช่สิ่งที่จะถ่ายทอดให้คนนอกตระกูลหรือให้ตระกูลอื่นล่วงรู้ได้ แต่นางไม่อาจยับยั้งความอยากรู้ได้

                    และพอเห็นรอยยิ้มมีเลศนัยของคนตรงหน้านางก็ยิ่งมั่นใจว่าเขาต้องมีวิธีการบางอย่างที่ทำให้คัดลอกตำราครั้งละหลายเล่มได้อย่างง่ายดาย

                    นี่มัน....โอกาสทางธุรกิจที่นางต้องการ

                    หากสามารถคัดลอกตำราพร้อมกันทีละหลายเล่มได้เช่นนี้นางก็สามารถรับคัดลอกตำราและส่งขายร้านตำราแทนได้ แบบนั้นจะทำกำไรได้มาก

                    “เจ้าพอใจหรือไม่?”

                    “คุณชายท่านเปรียบดังมังกรหงส์ในฝูงชน การที่คุณชายเปิดเผยกลวิธีคัดลอกตำราเช่นนี้คงเป็นเพราะต้องการทำธุรกิจกับทางตระกูลจางของพวกเราใช่หรือไม่เจ้าคะ”

                    “ดูเหมือนที่ผ่านมาข้าจะประเมินความสามารถของบุตรีคนเล็กของเจ้าตระกูลจางต่ำเกินไป”

                    จางลั่วซีไม่ได้แปลกใจนักที่ชายหนุ่มตรงหน้าสามารถรู้เรื่องตัวต้นของนาง

                    “คุณชายกล่าวเกินจริงแล้ว”นางยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบเป็นเชิงต้องการให้ชายหนุ่มพูดเข้าเรื่อง

                    “วิธีการของข้าคือการคัดลอกตำราด้วยวิทยาการเรียงพิมพ์”

                    จางลั่วซีกับหลงจู๊หันมองหน้ากันก่อนจะมองมาทางจ้าวห่าวหลินพร้อมกัน

                    “เรียงพิมพ์?”

                    จ้าวห่าวหลินแย้มยิ้มสุภาพไม่เผยสีหน้าใดเกินความจำเป็น“วิทยาการเรียงพิมพ์ก็คือการใช้เครื่องมือมาช่วยคัดตำราตำราในแต่ละหน้าล้วนมีเนื้อหาแบบเดียวกันแทนที่ข้าจะใช้วิธีการคัดมือคัดเหมือนกันทั้งหมดห้าสิบเล่มข้าเพียงแค่ทำบางอย่างครั้งเดียว แล้วพิมพ์มันลงบนกระดาษห้าสิบครั้งแทนวิธีการนี้เรียกว่าการเรียงพิมพ์”

                    จางลั่วซีมีสีหน้าครุ่นคิด“หมายความว่าคุณชายได้คิดค้นเครื่องมือช่วยในการพิมพ์คัดลอกตำราหลายเล่มพร้อมกันได้โดยการคัดตำราเพียงครั้งเดียว”

                    จ้าวห่าวหลินพยักหน้า“เป็นเช่นนั้น”

                    หลงจู๊สูดปากนี่!นี่มันผลประโยชน์มากมายเพียงใดกัน

                    หากคุณชายท่านนี้ยอมขายเคล็ดลับนี้ให้กับตระกูลจางไม่ต้องบอกเลยว่าต้นทุนในแต่ละเล่มจะต่ำลงถึงสามสิบห้าอีแปะ และหากราคาตำราของตระกูลต่ำลงจะต้องดึงดูดเหล่าบัณฑิตและนักปราชญ์ได้มากขึ้นเป็นแน่อีกทั้งหากใช้วิธีการนี้ย่อมสามารถพิมพ์ตำราออกมาคราวละมาก ๆ ได้อีกด้วย

                    นี่มัน! ลาภก้อนโต!

                    จางลั่วซีเองก็ย่อมเข้าใจเรื่องนี้เช่นกันนางมองจ้าวห่าวหลินนิ่งเฉยไม่ได้เปิดเผยความรู้สึกมากเกินไปเช่นเดียวกับหลงจู๊นางแย้มยิ้ม “เช่นนั้นคุณชายต้องการแบ่งปันเคล็ดวิชานี้กับทางตระกูลจาง”

                    จ้าวห่าวหลินแย้มยิ้มมองดูท่าทางของแต่ละคนในห้อง

                    “เจ้าคงไม่คิดว่าข้ามอบให้โดยไม่หวังสิ่งใดหรอกใช่ไหม?”

                    “แน่นอนเจ้าค่ะตระกูลจางยอมจ่ายมากเท่าที่คุณชายต้องการ ขอเพียงคุณชายบอกมาว่าต้องการเท่าไรทางตระกูลของเรายินดีที่จะตอบรับ”

                    นี่ช่างเป็นข้อเสนอที่ใจกว้างเสียจริงแน่นอนว่าหากเป็นคนอื่นย่อมตาโตแล้วรีบกระโดดเข้ารับข้อเสนอนี้เป็นแน่แต่เป้าหมายของจ้าวห่าวหลินไม่ใช่เงินเล็กน้อยนี้เท่านั้น เขามีแผนการใหญ่และเป็นแผนการที่ต้องการตระกูลจางช่วยเหลือ

                    เขาเอนตัวจิบน้ำชาสบายใจไม่เอ่ยตอบในทันทีแต่ล้วงเอาพิมพ์เขียวเครื่องเรียงพิมพ์ออกมาวางบนโต๊ะเรียกความสนใจของจางลั่วซีกับหลงจู๊

                    “นี่คือพิมพ์เขียวที่ข้าใช้สร้างเครื่องเรียงพิมพ์”

                    “ข้ายินดีมอบเงินสิบตำลึงทองให้กับท่านแลกกับพิมพ์เขียวในมือท่านเพียงแต่ข้ามีข้อเรียกร้องอย่างเดียว”

                    เงินสิบตำลึงทองเทียบเท่ากับหนึ่งร้อยตำลึงเงิน หรือหนึ่งแสนอีแปะ

                    หลงจู๊หันมองคุณหนู...นี่มัน!

                    เขาแสร้งทำสีหน้าเจ็บปวดแม้ภายในใจเริงร่า“คุณหนูนี่มันเงินจำนวนไม่น้อยเลยนะขอรับ นี่มันคุ้มหรือ?”

                    จ้าวห่าวหลินมองการแสดงของทั้งสองคนยิ้มๆ ไม่ได้ขัดพวกเขา

                    “นอกจากวิทยาการพิมพ์แล้วข้ายังมีกระบวนการสร้างกระดาษจากเปลือกไม้ที่ทำให้ได้กระดาษคุณภาพสูงเทียบเท่ากระดาษเซวียนจื่อแต่มูลค่าต้นทุนต่ำอีกด้วย”

                    หลงจู๊ดวงตาเบิกกว้างสีหน้าตื่นเต้นยากจะระงับอารมณ์ได้กระดาษเซวียนจื่อเป็นกระดาษที่ดีที่สุดในตอนนี้ กระดาษมีความขาวและเก็บน้ำหมึกได้ดีกระบวนการผลิตค่อนข้างซับซ้อนทำให้จำนวนที่ผลิตออกมาได้แต่ละปีนั้นมีน้อยนิดยิ่งนักกระดาษเซวียนจื่อที่ผลิตได้จึงถูกส่งไปยังราชสำนักเพื่อใช้ในงานราชการเท่านั้นไม่ใช่กระดาษที่คนทั่วไปจะสามารถใช้ได้

                    ราคาต่อหนึ่งแผ่นอยู่ที่ห้าสิบอีแปะ

                    จางลั่วซีเองก็รู้สึกนั่งไม่ติดเช่นเดียวกันนางมองหน้าจ้าวห่าวหลินอย่างไม่เข้าใจ หากมีวิทยาการแบบนี้อยู่กับตัวเขาก็สามารถนำพาตระกูลขึ้นมาอยู่ในระดับแนวหน้าได้เหตุใดจะต้องยุ่งยากขายให้นางกัน

                    หรือว่าวิทยาการนี้มีบางอย่างไม่ปกติ?

                    จ้าวห่าวหลินเห็นท่าทางระแวดระวังของจางลั่วซีเขาก็พยักหน้าพึงพอใจคนที่ทำการค้าจะต้องการเสี่ยงแต่ก็ไม่ควรขาดความระมัดระวังรอบคอบเช่นกัน

                    จางลั่วซีนับเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการเดินแผนงานต่อไปของเขา

                    “ไม่ทราบว่าคุณชายต้องการสิ่งใดแลกเปลี่ยนในการเจรจาการค้าครั้งนี้เจ้าคะ”

                    จ้าวห่าวหลินหยิบหยกพกประจำตัวของตัวเองวางลงบนโต๊ะเลื่อนไปหาหญิงสาวอย่างมีนัยสำคัญเพียงแค่หญิงสาวได้เห็นตราหยกนางก็จำได้ทันทีนางเลื่อนสายตามองชายหนุ่มอย่างตกตะลึงก่อนจะตั้งสติได้

                    “หลงจู๊ท่านลงไปดูหน้าร้านเถิด”

                    หลงจู๊สะดุ้งไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนถึงได้ถูกกีดกั้นขึ้นมาแต่ก็ทำได้แค่คารวะทั้งสองคนแล้วลงไปอย่างมึนงง

                    เมื่อประตูปิดสนิทอีกครั้งจางลั่วซีก็รีบลุกขึ้นเดินออกมาคุกเข่าคารวะ

                    “จางลั่วซีคารวะท่านอ๋องเพค่ะ”

                    “ท่านอ๋อง?”เหมยหลินและเสี่ยวซีเอ่ยพร้อมกันก่อนจะพากันคารวะชายหนุ่มเช่นกัน

                    “ลุกขึ้นเถิดข้าต้องการเจรจาการค้ากับพวกเจ้าตระกูลจาง”

                    “ขอบพระทัยเพค่ะ”เหมยหลินกับเสี่ยวซีช่วยกันประคองนางลุกขึ้นจ้าวห่าวหลินปัดมือให้นางไปนั่งที่เก้าอี้ตามเดิม

                    “ไม่ทราบว่าพระองค์ต้องการเจรจาการเช่นไรเจ้าค่ะ”

                    “ข้าจะมอบวิทยาการการสร้างสี่อย่างให้เจ้าหนึ่งเครื่องเรียงพิมพ์ สองวิทยาการพิมพ์ สามกระบวนการสร้างกระดาษจากเยื่อเปลือกไม้และสี่กระบวนการสร้างดินสอจากถ่านใช้แทนพู่กันและยางลบ”

                    จ้าวห่าวหลินบอกกระบวนการคร่าวๆ ของทั้งสี่สิ่งให้กับจางลั่วซี

                    หลังจากฟังจบจางลั่วซีก็เข้าใจความต้องการของจ้าวห่าวหลิน

                    “พระองค์ต้องการปรับต้นทุนของกระดาษหมึกและตำราให้ต่ำลงใช่หรือไม่เจ้าคะ”

                    จ้าวห่าวหลินมีสีหน้าพึงพอใจ“ใช่ ตอนนี้กระดาษ หมึกและตำรามีราคาต้นทุนสูง ชาวบ้านยากไร้ไหนเลยจะมีปัญญาซื้อหาและร่ำเรียนเขียนอ่านได้หากว่าต้นทุนเหล่านี้ต่ำลงไม่เพียงแต่จะสร้างประโยชน์ให้แก่เจ้า แต่จะสร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้านเป่ยเฉิงด้วยเช่นกันเมื่อต้นทุนเล่านี้ต่ำลง การเข้าถึงการศึกษาก็จะง่ายขึ้น เมื่อชาวบ้านได้เรียนรู้อ่านเขียนได้ชีวิตของพวกเขาก็ย่อมดีกว่าที่เป็นอยู่”

                    “พระองค์ช่างมีปณิธานก้าวไกลยิ่งนัก”จางลั่วซีรู้สึกชื่นชมจากใจจริง

                    เมื่อก่อนนางเองก็เคยได้ยินเรื่องรุ่ยอ๋องและเคยเข้าพบหลายครั้งรุ่ยอ๋องเป็นเหมือนเสือกระดาษ มีอำนาจแต่ไร้กำลัง ร่างกายอ่อนแอและเรียกได้ว่าเป็นเพียงคุณชายเสเพลไร้ประโยชน์ที่ไม่ใครในเป่ยเฉิงเห็นคุณค่า

                    แต่เห็นอยู่ว่าท่านแค่เพียงแต่งหมูหลอกกินเสือ

                    ในอนาคตไม่รู้ว่าจะขุนนางในราชสำนักอีกมากเพียงใดที่ต้องน้ำตานองหน้าเพราะหมูตัวนี้ช่างซ่อนเขี้ยวเล็บได้ดียิ่ง

                    “พระองค์ต้องการจัดการเรื่องนี้อย่างไรเจ้าคะ”

                    “ข้าต้องการร่วมลงทุนกับเจ้าเปิดโรงผลิตกระดาษและทำการค้าตำรา ข้าต้องการเพียงภาษีเข้ากรมคลังหลังจากตัดกำไรรายปีแล้วสามส่วนส่วนที่เหลือเป็นส่วนของเจ้า และต้องการเพียงให้เจ้ากระจายการค้าไปจนถึงเมืองหลวง”

                    จางลั่วซีครุ่นคิดเดิมทีภาษีพ่อค้าในเป่ยเฉิง หากมีรายได้ต่อเดือนเกินหนึ่งร้อยตำลึงทองจะต้องถูกเรียกเก็บภาษีสามส่วนของรายได้ทั้งนี้ยังไม่ได้ดูจากกำไร แต่ดูจากรายได้รวมของทั้งเดือน แต่โรงผลิตกระดาษและการค้าตำราท่านอ๋องต้องการตัดสามส่วนจากกำไร นับว่าเป็นการค้าที่ไม่เลวเลย

                    “ไม่ทราบว่ากระดาษจะเริ่มผลิตได้เลยหรือไม่เพคะ”

                    ตอนนี้ต้นทุนที่ร้านตำราแบกรับมากที่สุดก็คือต้นทุนราคากระดาษหากสามารถผลิตกระดาษคุณภาพเทียบเท่ากระดาษเซวียนจื่อและต้นทุนต่ำกว่ามากได้แสดงว่าต้นทุนต่อเล่มจะต่ำลงไปมากด้วย

                    “อืม...ข้าเข้าใจเจ้าพิมพ์เขียวของข้าตอนนี้เป็นเพียงกระบวนการที่ใช้คนผลิต แน่นอนว่าจะได้กระดาษที่ดีได้อย่างแน่นอนเพียงแต่หากใช้เครื่องมือผลิตแทนจะต้องได้ปริมาณการผลิตมากขึ้นหลายเท่าตัวอีกทั้งยังได้คุณภาพกระดาษสูงตามไปด้วย”

                    เพียงแต่ด้วยตัวเขาคนเดียวคงไม่อาจทำได้คงต้องนำกระบวนการนี้ไปยังโรงตีเหล็กในค่ายทหารก่อนถึงจะสามารถทดสอบสร้างขึ้นมาได้

                    “เหตุใดพระองค์ไม่ลองติดต่อกับสำนักตระกูลเฉิงที่อยู่เขตเหนือเล่าเพคะ”

                    “สำนักตระกูลเฉิง?”

                    จางลั่วซีแย้มยิ้ม“เพคะ สำนักตระกูลเฉิงเป็นสำนักยุทธที่อยู่ในเป่ยเฉิง เพียงแต่เป็นสำนักเล็กที่ขึ้นชื่อเรื่องผลิตอาวุธอาวุธและชุดเกราะของสำนักตระกูลเฉิงขึ้นชื่ออย่างยิ่งเพคะ พวกเขาชำนาญด้านงานเหล็กและการสร้างเครื่องกลหากพระองค์ร่วมมือกับทางเขาจะต้องสามารถสร้างเครื่องมือที่ผลิตกระดาษตามที่พระองค์ต้องการได้แน่เพค่ะ”

                    จ้าวห่าวหลินครุ่นคิดหากว่าเป็นเช่นนั้น สำนักตระกูลเฉิงก็ควรจะต้องสนใจพิมพ์เขียวในมือเขาแน่

                    ไม่มีนักประดิษฐ์คนไหนสามารถต้านทานวิทยาการใหม่ๆ ได้หรอก

                    เขาแย้มยิ้มพยักหน้า“คงเป็นเช่นนั้น”

                    จางลั่วซีเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปได้ราบรื่นนางก็เอานิยายออกมาอย่างเก้อเขิน

                    “ท่านอ๋องมีความประสงค์ที่ต้องการพิมพ์สิ่งนี้ขายด้วยหรือไม่เจ้าคะหากพระองค์ต้องการ หม่อมฉันยินดีที่จะตีพิมพ์ขายโดยแบ่งกำไรเจ็ดส่วนใหพระองค์ส่วนทางตระกูลจางต้องการเพียงสามส่วนเจ้าค่ะ”

                    แม้ว่ากำไรจะลดน้อยลงแต่นางคิดว่าเรื่องนี้ยังคงคุ้มค่าที่จะลงทุนอยู่ดีเพียงแค่นางอ่านได้ไม่นาน นางยังรู้สึกชื่นชอบนิยายเรื่องนี้และนางคิดว่าหากตระกูลจางของนางสามารถเป็นผู้ขายนิยายนี้เพียงผู้เดียวย่อมสร้างประโยชน์ให้แก่ร้านตำราของนางมากอย่างแน่นอน

                    ผลประโยชน์เช่นนี้นางไม่อาจปล่อยมือได้

                    “ข้าจะให้เป่ยเฉิงโหวประกาศว่านิยายเรื่องนี้ผูกสิทธิ์ขาดกับตระกูลจาง หากร้านตำราอื่นที่ไม่ใช่ร้านตำราตระกูลจางคัดลอกตำราออกไปขายจะมีความผิดและลงโทษสถานหนักดีหรือไม่?”

                    จางลั่วซีพยักหน้า“เป็นพระกรุณาเพคะ”

                    นางไม่คิดว่าท่านอ๋องจะเด็ดขาดเพียงนี้เพียงเท่านี้หากนิยายเรื่องนี้โด่งดัง ผู้คนจะต้องหลั่งไหลมายังร้านตำราของนางและถึงตอนนั้นด้วยวิทยาการเรียงพิมพ์และการผลิตกระดาษที่ต้นทุนต่ำ ราคาตำราของนางจะต่ำลงย่อมดึงดูดความสนใจของลูกค้าได้มากขึ้น

                    “หม่อมฉันจะร่างสัญญาเพค่ะ”

                    หลังจากตกลงการค้ากันได้เรียบร้อยแล้วจ้าวห่าวหลินก็ใช้หยกประทับตราของราชสำนักเป่ยเฉิงที่อี้โยวนำมามอบให้ประทับตราในสัญญาเป็นการรู้กันว่าตอนนี้ร้านตำราตระกูลจางและโรงผลิตกระดาษตระกูลจางอยู่ภายใต้การคุ้มครองของรุ่ยอ๋อง

                    ก่อนจะกลับจ้าวห่าวหลินยังไม่ลืมย้ำความต้องการของเขาอีกครั้ง

                    “อย่าลืมละการค้านี้จะต้องเปิดตลาดที่เมืองหลวงให้ได้”

                    แม้จะไม่เข้าใจจุดประสงค์ของท่านอ๋องแต่จางลั่วซีก็คิดว่าเป็นการดีหากตระกูลจางจะไปเปิดตัวที่เมืองหลวงอีกครั้งด้วยวิทยาการที่ท่านอ๋องมอบให้

                    “วางใจได้เพค่ะหม่อมฉันจะทำให้ดีที่สุด”

    คล้ายกับเรื่องสามีบำเรอหมอปีศาจสาว (มีอีบุ๊ค MEB) ที่คุณอ่าน