เธอที่ผมเริ่มมอง โดยไม่รู้ตัว

    บทที่ 8: แค่ของขวัญ... หรือบางอย่างที่มากกว่านั้น?

    เช้าวันธรรมดาเหมือนทุกวัน แสงแดดอ่อน ๆ ส่องลอดหน้าต่างกระทบกับโต๊ะเรียน เสียงนกร้องเบา ๆ จากต้นไม้ข้างนอกช่วยเติมเต็มความเงียบในห้องเรียน แต่ความคิดของผมกลับไม่ปกติเลย 

    ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะ มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย 
    สายตาเผลอเหลือบไปยังโต๊ะข้างหน้า — ที่ที่ซาโยะนั่งประจำ 
    วันนี้เธอมาเช้ากว่าปกติ ผมเห็นเธอกำลังจัดสมุดในกระเป๋าอย่างตั้งใจ 
    เธอหันมายิ้มให้เพื่อนที่ทักทาย แล้วหัวเราะเบา ๆ กับเ๹ื่๪๫อะไรบางอย่าง 

    แค่เห็นรอยยิ้มของเธอ... หัวใจผมก็เต้นแรงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว 

    วันเกิดของซาโยะ... อีกไม่กี่วันเอง 

    ผมไม่เคยซื้อของขวัญให้ใครนอกจากพ่อแม่มาก่อน 
    และครั้งนี้มันต่างออกไปมาก... เพราะคนที่ผมอยากให้ ไม่ใช่แค่ “ใครก็ได้” 

    เสียงเพื่อน ๆ คุยกันเบา ๆ อยู่รอบตัว แต่ในหัวผมกลับมีเสียงเดียวที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ 
    เสียงคำถามที่วนเวียนไม่หยุด — ควรให้ของขวัญแบบไหนถึงจะเหมาะ? 
    จะดูมากเกินไปไหม... ถ้าให้ในฐานะที่มากกว่าเพื่อน? 

    “เฮ้ ฮารุกิ คิดอะไรอยู่?” 
    เสียงของเคนตะดังขึ้นข้าง ๆ ผมสะดุ้งเล็กน้อย 

    “อ๊ะ... เปล่า ไม่มีอะไรหรอก” ผมรีบตอบ 

    “โกหกชัด ๆ นายทำหน้าคิดหนักเหมือนจะสอบพรุ่งนี้แต่ยังไม่ได้อ่านหนังสือเลยนะ” 
    เคนตะหัวเราะเบา ๆ พลางเท้าคางมองผมอย่างจับผิด 

    ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดออกไปเบา ๆ 

    “คือ... ฉันอยากซื้อของขวัญให้ซาโยะน่ะ” 

    “หา!? ของขวัญ!? นายเนี่ยนะ?” เคนตะเบิกตากว้างทันที 

    “อย่าพูดเสียงดังสิ...” ผมรีบห้ามก่อนที่คนอื่นจะได้ยิน 

    “โอเค ๆ แล้วคิดจะซื้ออะไรล่ะ?” 

    “นั่นแหละปัญหา... ฉันไม่รู้เลยว่าจะซื้ออะไรดี” 

    เคนตะทำท่าคิด ก่อนจะยิ้มเ๯้าเล่ห์ขึ้นมา 
    “งั้น... ชวนมิซากิไปด้วยไหม? เธอเป็นผู้หญิง น่าจะช่วยได้เยอะเลยนะ” 

    ยังไม่ทันที่ผมจะตอบ เคนตะก็ลุกไปเรียกมิซากิทันที 
    เธอเดินมาพร้อมสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย 

    “นี่ๆ กำลังจะเริ่มจีบเขาแล้วเหรอ?” 
    เธอพูดพร้อมรอยยิ้มล้อเลียน 

    “ไม่ใช่น่ะ... นี่ของขวัญเพื่อนน่ะ” 
    ผมหน้าแดงขึ้นมาทันที ถึงแม้ซาโยะจะไม่ได้อยู่ที่โต๊ะตอนนี้ แต่แค่คำพูดของมิซากิก็ทำให้ใจผมเต้นแรงไม่หยุด 

    “ของขวัญเพื่อนเหรอ~” มิซากิยิ้มกว้าง “แล้วเพื่อนคนนั้นชื่อขึ้นต้นด้วย ‘ซา’ ใช่ไหม?” 

    “เธอรู้ได้ไงเนี่ย...” ผมพึมพำเบา ๆ 

    “ก็เห็นนายมองเธอบ่อยจะตายไป” เคนตะเสริมทันที 

    “ฉันไม่ได้มองขนาดนั้นซะหน่อย...” ผมพยายามปฏิเสธ แต่เสียงมันเบากว่าที่ตั้งใจไว้มาก 

    “เอาน่า ไม่ต้องเขินหรอก” มิซากิหัวเราะเบา ๆ “ถ้านายจริงจัง ฉันจะช่วยเลือกของขวัญให้ก็ได้” 

    “จริงเหรอ?” ผมเงยหน้าขึ้นมองเธอ 

    “แน่นอน แต่มีข้อแม้...” เธอทำหน้าจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย 

    “อะไรเหรอ?” 

    “เลิกทำหน้าเหมือนจะเป็๞ลมทุกครั้งที่พูดถึงเธอได้แล้วน่า!” 
    ทั้งเคนตะและมิซากิหัวเราะพร้อมกัน ส่วนผมก็ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ 

     

     

    ... 

    หลังเลิกเรียน ผมกับเคนตะเดินไปที่ย่านร้านค้าในเมือง พร้อมกับ มิซากิ ที่มาสมทบทีหลัง 

    “ขอบใจนะที่มาด้วย” ผมพูดเบา ๆ ระหว่างเดิน 

    “ไม่เป็๞ไรหรอก ฮารุกิ” มิซากิยิ้ม  

    “แต่ก็น่ะไอศกรีมร้านนั้นหน้ากินจังน้า”มิซากิชี้ไปที่ร้านขายไอศกรีม 

    “อ้อ...รับทราบ” 

    “ฉันด้วยสิ”เคนตะที่อยากได้เหมือนกัน 

    “ฝันไปเถอะ” 

    ฮารุกิที่เห็นแล้วก็เข้าใจว่ามิซากิ ต้องการค่าคำแนะนำที่ช่วยเลือกของขวัญสิร้ายกาจจริงๆ เลยนะ สุดท้ายฮารุกิก็ต้องจำใจซื้อไอศกรีมให้มิซากิ 

    จากนั้นเราก็เดินมาอยู่ที่หน้าร้านของขวัญเล็ก ๆ ที่ตกแต่งด้วยไฟสีอุ่น ๆ 
    ในตู้โชว์มีทั้งตุ๊กตา เครื่องประดับ สมุดโน้ต และของจุกจิกมากมาย 

    แต่ผมกลับยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่กล้าเดินเข้าไป 

    “จะเข้าไปดูไหมล่ะ?” เคนตะถาม 

    “ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าเธอจะชอบอะไร... กลัวซื้อไปแล้วเธอจะรู้สึกว่าไม่จำเป็๲” 

    แต่แล้วความทรงจำหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว — วันที่เราไปเกมเซ็นเตอร์ด้วยกัน 

    ตอนนั้นผมพยายามคีบตุ๊กตากระต่ายตัวเล็ก ๆ ให้เธออยู่ตั้งหลายรอบ จนเหรียญแทบหมด 

    เธอยืนอยู่ข้าง ๆ หัวเราะเบา ๆ แล้วพูดว่า 
    “ไม่ต้องได้ก็ไม่เป็๞ไรหรอก แค่เห็นนายตั้งใจขนาดนั้นก็ดีใจแล้ว” 

    แต่สุดท้าย... ผมก็คีบได้จริง ๆ 

    เธอกอดตุ๊กตากระต่ายไว้แน่น แล้วพูดขอบคุณด้วยรอยยิ้มที่ผมไม่มีวันลืม 

    ความทรงจำนั้นยังชัดเจนในใจผม และมันทำให้ผมรู้ว่า — ไม่ใช่แค่ของที่ให้ แต่เป็๲ความรู้สึกที่ส่งไปพร้อมกันต่างหากที่สำคัญ 

    “ของขวัญมันไม่ใช่แค่ของที่ให้หรอกนะ” เคนตะพูดพลางยิ้ม 
    “มันคือความรู้สึกที่นายอยากส่งไปต่างหาก” 

    “แล้วถ้าเธอไม่เข้าใจล่ะ...” ผมพูดเบา ๆ 

    “ถ้าเธอเป็๞ซาโยะที่นายพูดถึง... ฉันว่านายไม่ต้องกลัวหรอก” มิซากิพูดเสริม 

    ผมพยักหน้าเบา ๆ แล้วผลักประตูร้านเข้าไป 

    ภายในร้านอบอุ่นและเงียบสงบ 
    ผมเดินดูของทีละชิ้นอย่างลังเล ใจเต้นแรงทุกครั้งที่หยิบของขึ้นมาดู 

    “อันนี้ล่ะ?” มิซากิหยิบตุ๊กตาหมีตัวเล็ก ๆ ที่ใส่ผ้าพันคอสีฟ้าอ่อน 
    “มันน่ารักดีนะ แล้วก็ไม่ดูเป็๲ของที่ใกล้ชิดเกินไปด้วย” 

    ผมมองตุ๊กตาตัวนั้นอย่างพิจารณา 
    มันดูเรียบง่าย แต่ก็นุ่มนวลและอบอุ่น เหมือนกับตัวตนของซาโยะ 

    “หรือจะเอาตัวนี้?” เคนตะชี้ไปที่ตุ๊กตาแมวที่กำลังนอนขดตัว 
    “เธอชอบแมวไม่ใช่เหรอ?” 

    ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบตุ๊กตาหมีตัวแรกขึ้นมา 
    มันไม่ได้มีข้อความอะไร ไม่มีสัญลักษณ์พิเศษ 
    แค่เป็๞ตุ๊กตาหมีธรรมดา ๆ ที่ดู... เหมาะกับเธอ 

    “ฮารุกิ นายโอเคไหม?” มิซากิถามเบา ๆ 

    “อืม... ฉันว่าตัวนี้แหละ” ผมพยักหน้าเบา ๆ 

    “ดีแล้วล่ะ” มิซากิยิ้ม “มันดูอบอุ่นดีนะ เหมือนเธอเลย” 



     

    หลังจากที่ผมตัดสินใจอยู่ซักพักก็ได้คำตอบ ดีจริง ๆ ที่พามิซากิและเคนตะมาด้วย ไม่งั้นตอนนี้ผมคงต้องเดินวนอยู่แถวนี้พักใหญ่เลยละ 

    จากนั้นผมเดินออกจากร้านพร้อมถุงกระดาษเล็ก ๆ ในมือ มิซากิกับเคนตะก็แยกย้ายกับฮารุกิเพราะทั้งสองคนเหมือนจะไปที่อื่นด้วยกันอีก หัวใจผมยังคงเต้นแรงไม่หยุด 

    ผมเดินต่อไปตามทางเดินในห้างสรรพสินค้า แสงแดดยามเย็นเริ่มอ่อนลงเรื่อย ๆ 

    แล้วสายตาผมก็เหลือบไปเห็นร้านเกมเซ็นเตอร์ที่อยู่ถัดไปไม่ไกล 

    ตู้คีบตุ๊กตายังตั้งอยู่ตรงมุมเดิม หน้าร้านยังเปิดเพลงจังหวะสนุก ๆ เหมือนวันนั้น 

    ผมหยุดยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง 

    ภาพในหัวผมย้อนกลับไปทันที — วันที่ผมพยายามคีบตุ๊กตากระต่ายให้ซาโยะ 

    เธอยืนอยู่ข้าง ๆ หัวเราะเบา ๆ ทุกครั้งที่ผมพลาด แล้วพูดว่า 
    “ไม่ต้องได้ก็ไม่เป็๞ไรหรอก แค่เห็นนายตั้งใจขนาดนั้นก็ดีใจแล้ว” 

    แต่สุดท้าย... ผมก็คีบได้จริง ๆ 

    เธอกอดมันไว้แน่น แล้วพูดขอบคุณด้วยรอยยิ้มที่ผมไม่มีวันลืม 

    ผมหันกลับมามองถุงของขวัญในมือ 

    มันอาจจะเป็๞แค่ตุ๊กตาหมีธรรมดา ๆ 

    แต่สำหรับผม... มันคือความรู้สึกที่อยากส่งไปให้เธออีกครั้ง 

    นี่มันแค่ของขวัญ... หรือบางอย่างที่มากกว่านั้นกันแน่นะ 

    ผมยังตอบตัวเองไม่ได้ 

    แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้แน่ ๆ คือ... ผมอยากเห็นรอยยิ้มของเธอในวันนั้น 

     

    หลังจากกลับถึงห้อง ผมก็ทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างเหนื่อยล้า แต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยความคิดเ๹ื่๪๫วันเกิดของซาโยะ 

    12 มิถุนายน... อีกไม่กี่วันเอง 

    ผมอยากให้เธอมีความสุข อยากเห็นรอยยิ้มของเธออีกครั้ง 
    จริง ๆ แล้ว... ผมก็อยากจัดปาร์ตี้แค่เราสองคนด้วยซ้ำ 
    แต่ก็รู้ดีว่าแบบนั้นมันเร็วเกินไป 

    ถึงเราสี่คนจะเริ่มสนิทกันแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รู้จักกันลึกซึ้งนัก 
    บางที... ปาร์ตี้เล็ก ๆ นี้อาจเป็๲โอกาสดีที่เราจะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น 

    ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วกดโทรหาเคนตะทันที 

    “ฮาโหล... เคนตะ” 

    “ว่าไงฮารุกิ โทรมาซะดึกเลย มีอะไรหรือเปล่า?” 

    “ก็ไม่ใช่เ๱ื่๵๹ใหญ่อะไรมากหรอก” ผมพูดพลางยิ้ม 

    “12 มิถุนายน นายว่างไหม?” 

    “ฮืม... ว่างสิ มีอะไรวันนั้นเหรอ?” 

    “อ้อ ฉันยังไม่ได้บอกสินะ... วันนั้นคือวันเกิดของซาโยะ” 

    “อ้อ เข้าใจแล้ว ถึงว่าทำไม๰่๥๹นี้นายดูจริงจังกับของขวัญนัก” 

    “ใช่เลย ว่าแต่นายสนใจมาปาร์ตี้ที่ห้องฉันไหม? ฉันว่าจะชวนซาโยะมาด้วย” 

    “โอ้ ได้สิ!” เสียงเคนตะฟังดูตื่นเต้น 

    “แล้วมิซากิล่ะ สะดวกวันนั้นไหม?” 

    “ยัยนั่นน่ะเหรอ? สะดวกอยู่แล้วล่ะ” 

    “ไม่ถามก่อนหน่อยเหรอ?” ผมหัวเราะ 

    “ฮ่าฮ่าฮ่า ก็รู้นิสัยเธอดีไง” 

    “เยส! มีคนช่วยจัดห้องแล้ว!” ผมเผลอหลุดเสียงออกมาอย่างดีใจ 

    “ห๊ะ นี่นายจะให้ฉันเป็๲ทาสหรือไง?” 

    “อุ๊บ เปล่านะ... อ๊ะๆ สัญญาณไม่ดีเลย...” 

    “เดี๋—” ติ๊ด 

    ผมรีบตัดสายก่อนที่เคนตะจะพูดจบ 
    ก็... มันก็จริงอย่างที่เขาว่าแหละ ผมจะให้เขามาช่วยงานฟรี ฮ่าฮ่า เยี่ยมไปเลย 

    ห้องกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง 
    ผมเดินไปนั่งที่ปลายเตียง มองเพดานพลางคิด 

    จะตกแต่งห้องยังไงดีนะ? ทำอาหารอะไรดี? 

    ครั้งนี้ผมเอาจริงเอาจังที่สุดเลย 
    ไม่ใช่แค่เพราะอยากให้ปาร์ตี้ออกมาดี 
    แต่เพราะอยากให้เธอรู้ว่า... ผมใส่ใจ 

    แต่ก็คงไม่ต้องยิ่งใหญ่ขนาดเอาไปประกวดได้หรอก 
    เอาแค่พอประมาณ พอให้เธอยิ้มได้... ก็พอแล้ว 

    ระหว่างที่คิดไปเรื่อย ๆ เปลือกตาผมก็เริ่มหนักขึ้น 
    สุดท้าย... ผมก็เผลอหลับไปพร้อมกับรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้า