จ้าวซีเหอแกล้งทำเป็นยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ ขณะปัดเศษดินเศษฝุ่นออกจากเสื้อผ้า“ข้าหิวแล้ว”
เอ่ยจบก็เดินไปเข้าไปในห้องครัวภายในห้องครัวมีกลิ่นหอมตลบอบอวลรุนแรงยิ่งกว่าเดิม เขานั่งลงบนเก้าอี้อย่างอดใจไม่ไหวอยากจะทานอาหารเต็มแก่มองเฉินเหว่ยใช้ตะเกียบคีบเห็ดหอมซึ่งวางอยู่บนสุดของจานเข้าปากหลับตาดื่มด่ำกับรสชาติอร่อยล้ำของมัน
“ว่าอย่างไร ผู้ใดเป็นฝ่ายชนะ” เฉินเหว่ยยกนิ้วโป้งชมเชยอาหารตรงหน้าก่อนจะหันไปถามจ้าวซีเหอด้วยสีหน้าอยากรู้
จ้าวซีเหอคีบขาหมูชิ้นใหญ่ขึ้นมาไม่เพียงแค่นั้นยังมีเนื้ออกไก่และหน่อไม้ติดมาด้วย ก่อนจะนำเข้าปากจากนั้นพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ข้าได้กลิ่นหอมของอาหารก็ใจลอยจึงถูกผลักตกจากเสาดอกเหมย”เขาคิดว่าแพ้หรือชนะล้วนเป็นเรื่องธรรมดาของการต่อสู้จึงไม่สนใจมากนักว่าจะเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะ
จ้าวซีเหอทานโค่วซานซืออย่างเอร็ดอร่อย หนิงมู่ฉือเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มอย่างดีใจ
เฉินเกอตัวเปียกปอนไปทั้งตัว ฝนที่ตกลงมาทำให้ เสื้อผ้าสีน้ำตาลของเฉินเกอเปียกชุ่มครั้นได้กลิ่นหอมของโค่วซานซือ กระเพาะที่เดิมทีหิวโหยอยู่แล้วยิ่งบีบรัดตัวด้วยความหิวยิ่งขึ้นไปอีก
ชายหนุ่มเดินตามกลิ่นมาถึงห้องครัวเมื่อเห็นวัถุดิบสามสีในจานซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ ความหิวก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
จ้าวซีเหอเห็นเฉินเกอเดินเข้ามา เขาคีบอาหารเข้าปากรวดเร็วยิ่งขึ้นราวกับตั้งใจ“เฉินเกอคือผู้ชนะ ข้ายอมรับความพ่ายแพ้”
เฉินเกอยิ้มอ่อนขณะเดินไปนั่งยิ่งได้กลิ่นหอมของอาหารน้ำลายก็แทบจะไหลออกมา หนิงมู่ฉือตักข้าวแล้วยื่นส่งให้ “จอมยุทธ์น้อยเฉิน รีบกินเถิด ข้าวเย็นหมดแล้ว”
เฉินเกอพยักหน้า คีบโค่วซานซือเข้าปากคำใหญ่ อดที่เอ่ยชมออกมาไม่ได้ “เนื้อไก่นุ่ม น้ำแกงใส ฉือเอ๋อร์ มันรสชาติดีมากๆ เลย”
“จอมยุทธ์น้อยเฉิน ตอนที่ท่านได้รับบาดเจ็บสาหัสตอนนั้นเดิมทีข้าก็คิดอยากจะทำอาหารบำรุงร่างกายให้ เพียงแต่จนปัญญาที่วัตถุดิบไม่เพียงพออาหารจานนี้ช่วยบำรุงเลือดได้เป็นอย่างดี” หนิงมู่ฉือมองจานอาหารพร้อมกับยิ้มอย่างดีใจ
หลังจากเฉินเหว่ยทานจนอิ่มก็เดินไปนั่งพักอีกด้าน สีหน้าเคร่งขรึม “คุณหนู เชิญตามข้ามาสักครู่”
หนิงมู่ฉือคิดว่าเรื่องที่อีกฝ่ายจะพูดด้วยต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่จึงพยักหน้าก่อนจะเดินตามไป
ไปถึงห้องห้องหนึ่ง เฉินเหว่ยหันกลับมาจ้องนางนิ่ง ทำให้นางทำตัวไม่ถูก
“ท่านอาเฉินมีเรื่องใดหรือ” นางเอ่ยถามอย่างสงสัยก่อนที่เสียงถอนหายใจของเฉินเหว่ยจะตามมา
เฉินเหว่ยเปิดกล่องเก่าๆ ใบหนึ่งออก หยิบเสื้อเกราะและหมวกออกมาใช้มือที่เต็มไปด้วยรอยแผลปัดฝุ่นออกจากเสื้อเกราะและหมวกแววตาเต็มไปด้วยความทะนุถนอม ถอนหายใจก่อนจะเอ่ยว่า “ศึกกับต่างแคว้นครานั้นมีทหารตายไปไม่น้อยข้านึกแล้วรู้สึกปวดใจยิ่งนัก”
หนิงมู่ฉือนั่งบนเตียง แววตาเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยและสลดหดหู่ “ท่านอาเฉิน ถึงอย่างไรเรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว”
“ฮึ พวกต่างแคว้นล้วนมีจิตใจทะเยอทะยาน พวกมันจะต้องมีแผนร้ายเป็นแน่”เฉินเหว่ยหันมามองนาง “คุณหนูเรื่องของท่านแม่ทัพหนิง ข้าได้ยินเรื่องราวทั้งหมดแล้ว”
เมื่อนางได้ยินประโยคนี้ ความทรงจำที่น่าเจ็บปวดพลันไหลเข้ามาในสมองใบหน้านางทุกข์ตรม นางรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจนน้ำตาไหลออกมา
“ท่านอาเฉิน ข้าไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี” นางลงไปคุกเข่ากับพื้นด้วยท่าทางไร้สิ้นซึ่งทางออกไหล่บอบบางสั่นเทา แลดูน่าสงสารและน่าเจ็บปวดใจยิ่งนัก
ดวงตาเฉินเหว่ยแดงก่ำเช่นกัน ขณะค่อยๆ พยุงหนิงมู่ฉือให้ลุกขึ้นยืน “คุณหนู ท่านทำดีที่สุดแล้ว ท่านเป็นเพียงหญิงสาวอ่อนแอกำลังย่อมอ่อนแอตามไปด้วย แต่คุณหนูไม่ต้องเป็นห่วงข้าจะช่วยคุณหนูจัดการเรื่องนี้เอง ความอยุติธรรมที่ท่านแม่ทัพหนิงได้รับข้าจะช่วยคืนความยุติธรรมให้ท่านแม่ทัพหนิงเอง!”
จ้าวซีเหอที่เดินตามมาได้ยินเสียงอย่างยอมแพ้ของหนิงมู่ฉือก็พลันถอนหายใจออกมาเดินเข้าไปในห้อง เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “หนิงมู่ฉือเจ้าจะยอมแพ้ง่ายๆ เช่นนี้หรือ”
“ซื่อจื่อ…” หนิงมู่ฉือกระพริบตามองใบหน้าโมโหของจ้าวซีเหอก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาอีกครา “ตอนนี้ข้ามีท่านตาแล้ว ข้าอยากอยู่เป็นเพื่อนท่านตาถือเป็นการแสดงความกตัญญูต่อท่านแม่”
“เจ้าจะยอมแพ้แค่นี้หรือ เจ้าทำดีที่สุดแล้วตอนนี้เจ้ามีเบาะแสของพวกขุนนางชั่วพวกนั้นแล้วไม่ใช่หรือ!” จ้าวซีเหอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดแผนการแก้แค้นของหนิงมู่ฉือเขาเห็นอยู่ในสายตาทั้งหมด หากนางยอมแพ้ง่ายๆ ตอนนี้สิ่งที่ทำมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่า
หนิงมู่ฉือยิ้มอย่างอ่อนแรง เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความขมขื่นและจนปัญญาฟันสีขาวตัดกับริมฝีปากสีชมพูแดงอย่างชัดเจน “เช่นนั้นท่านบอกข้าทีได้หรือไม่ว่าข้าจะสู้และเอาชนะคนพวกนั้นได้อย่างไร ข้าไม่อยากมีชีวิตเช่นนี้อีกต่อไปแล้ว!”
เฉินเหว่ยไม่คาดคิดว่าหนิงมู่ฉือจะยอมแพ้เพียงแค่นี้เขาหยิบหมวกขึ้นมาสวมที่ศีรษะ ท่าทางเปลี่ยนกลับมาเป็นนักรบผู้น่าเกรงขาม
เฉินเหว่ยใช้มือที่เต็มไปด้วยรอยแผลเช็ดน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา “คุณหนู ท่านแม่ทัพหนิงเป็นแม่ทัพที่ดีคุณหนูทนเห็นประวัติศาสตร์จารึกท่านเเม่ทัพหนิงว่าเป็นแม่ทัพที่ทรยศประเทศชาติได้หรือ”
หนิงมู่ฉือชะงักนิ่ง ในใจรู้สึกสับสนยิ่งนัก ช่วงเวลาที่นางได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ชายแดนในหลายวันมานี้ไม่ง่ายเลยกว่านางจะบังคับจิตใจให้สงบลงได้ และไม่ง่ายเลยกว่านางจะค่อยๆลืมเรื่องการแก้แค้น ทว่ามาวันนี้เมื่อถูกทุกคนสะกิดเรื่องนี้ขึ้นมานางกลับรู้สึกว่าการแก้แค้นไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับตัวนาง!
นางไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับเรื่องนี้อย่างไรเฉินเหว่ยที่นั่งอยู่ด้านข้างทำให้ความทรงจำพวกนั้นมันย้อนกลับมาแม้แต่เฉินเกอและจ้าวซีเหอยังมีสีหน้าเคร่งขรึม บรรยากาศในห้องกดดันยิ่งนัก
“ได้ยินว่าแม่ทัพคนปัจจุบันคือรองแม่ทัพที่เคยร่วมสู้รบกับท่านแม่ทัพหนิงแม่ทัพเจียง” เฉินเหว่ยหันไปถามจ้าวซีเหอ
จ้าวซีเหอเงยหน้าขึ้น มองเฉินเหว่ยด้วยแววตาคมปลาบ ก่อนจะพยักหน้า “ใช่ วันที่แม่ทัพเจียงได้เลื่อนตำแหน่งคือวันที่แม่ทัพหนิง…” เขาหันไปมองหนิงมู่ฉือด้วยสายตาที่ไม่สงบนักขณะกลืนคำพูดที่กำลังจะพูดออกมาลงไป