บนเส้นทางที่บินออกจากอเมริกา เพื่อไปยังลีโอโปลวิลล์คริสโตเฟอร์แวะที่นิวยอร์คเพื่อร่วมรับประทานอาหารกลางวันกรรมการผู้จัดการของหนังสือพิมพ์ฉบับที่เขาเขียนบทความประจําอยู่คริสโตเฟอร์รู้ว่า ขณะนี้ เ้านายกําลังโปรดปรานบทความที่เขาเขียนเกี่ยวกับการเมืองภายในประเทศอยู่มากและในสายตาของผู้ที่ทํางานหนังสือพิมพ์ด้วยกันคริสโตเฟอร์เป็บุคคลที่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากเ้าของหนังสือพิมพ์อย่างที่สุดเพราะเขาส่งต้นฉบับให้อย่างสม่ำเสมอ ตามสัญญาที่ได้ให้ไว้ อย่างน้อยก็ 6 ชิ้นต่อปี
คริสโตเฟอร์ได้เคยเสนอความคิดให้แก่หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ด้วยการเสนอข่าวสกู๊ป เจาะเดี่ยว เกี่ยวกับเื้ัของบุคคลสําคัญชาวต่างประเทศซึ่งเขาอาสาที่จะเป็ผู้ทําสกู๊ปนั้นเอง และจะทําอย่างที่ใครอื่นก็ทําไม่ได้แต่มันไปติดอยู่ตรงปัญหาที่ว่า เมื่อเสนอบทความดังกล่าวออกไปแล้วใครจะเป็ผู้รับรองความอยู่รอดของหนังสือพิมพ์ แม้จะมีเสรีภาพอยู่มากแล้วก็ตาม
ดังนั้น คริสโตเฟอร์จึงไม่แปลกใจนักที่เมื่อดื่มกันมาจนถึงแก้วที่ 4กรมการผู้จัดการของหนังสือพิมพ์ดังกล่าวก็บอกเขาก่อนที่พนักงานเสิร์ฟจะนําอาหารเข้ามาว่าได้โยนต้นฉบับเกี่ยวกับโงดินเดียมห์ทิ้งไปแล้ว
“ผมมองเห็นการณ์ไกลนะปอลเมื่อตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ก็ไม่ใช่บุคคลสําคัญอะไรนัก เพราะฉะนั้น ผมก็คิดว่าเมื่อเขาตายไปแล้วใครจะมาสนใจกับการตายของไดโนเสาร์ จริงไหม เื่อย่างนี้ผมว่าคนอเมริกันไม่ค่อยสนใจนักหรอก เอาอย่างนี้ดีกว่า คุณเขียนใหม่ได้ไหมล่ะเอาเื่พระสังฆราชองค์ใหม่ก็ได้ ดูจะมีคนสนใจมากกว่าเสียอีก”
คริสโตเฟอร์ได้แต่นั่งอันอยู่อย่างนั้นวิถีทางการเมืองของอเมริกาได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างแน่นอน
คริสโตเฟอร์นั่งจมอยู่ในบาร์เล็ก ๆ ในเมืองลีโอโปลวิลล์แต่เพียงลําพังฟ้าข้างนอกกําลังมืดลงทุกทีหนังสือที่เขาถือติดตัวมาเพื่ออ่านฆ่าเวลาเปิดกางอยู่บนโต๊ะ
เด็กชายเล็ก ๆ สามคนวิ่งผ่านโต๊ะที่เขานั่งอยู่ออกไปตรงลานกว้าง ไม่ไกลนัก สองคนแรกแบกฟืนผู ๆไว้เต็มอ้อมแขน อีกคนหนึ่งแบกเนื้อก้อนโตที่เริ่มจะมีกลิ่นแล้วพอไปถึงใต้ต้นมิมโมซ่า ก็ช่วยกันก่อไฟขึ้น เปลวไฟที่พลุ่งขึ้นก่อให้เกิดภาพแบบซิลลูเอท ของเด็ก ๆ ที่ยืนอยู่รอบ ๆ กองไฟนั้น เป็เงาดํา ๆเหมือนภูตพรายตัวเล็ก ๆ
เด็กอีกคนหนึ่งค่อย ๆ เคลื่อนตัวห่างจากพวกเพื่อน ๆ ออกมาช้าๆใกล้โต๊ะที่คริสโตเฟอร์นั่งอยู่ ท่าทีที่เดินโหย่ง ๆนั้นเห็นได้ชัดว่าป่วยเป็โรคเรื้อน พอเข้ามาได้จังหวะเหมาะก็ฉวยขวดเบียร์ที่เพิ่งพล่องไปเล็กน้อยแล้วก็ออกวิ่งอย่างรวดเร็ว กลับไปที่กองไฟจากนั้น เบียร์ทั้งขวดก็ผ่านจากปากหนึ่งไปยังอีกปากหนึ่งอย่างตะกละตะกลาม
คริสโตเฟอร์เรียกบริกรให้คิดเงินจากนั้นเขาก็เดินออกจากบาร์ช้า ๆ ถนนทั้งสายดูอ้างว้างว่างเปล่าอย่างไรชอบกล นาน ๆจะพบร่างของขอทานนอนคลุกฝุ่นอยู่ตามข้างถนน
ผิดกับเมื่อตอนกลางวัน เมื่อแสงอาทิตย์ฉาบฉวยขึ้นแนวอาคารคอนกรีตทั้งหลายที่ฉาบไว้ด้วยสีขาวหรือสีชมพูอ่อนจะตั้งตระหง่านสดใสอยู่ใต้ท้องฟ้าสีครามมองไม่เห็นความโสโครกที่แฝงอยู่อย่างเร้นลับ แต่ขณะนี้ภายใต้ความมืดขมุกขมัวของราตรีกาลอาคารเ่าั้เป็ได้เพียงแค่รูปรอยตะลุ่มเลือนราง นาน ๆครั้งที่เขาหันกลับไปมองหนทางเื้ัที่เพิ่งเดินผ่านมาแสงไฟที่เดียวที่ส่องลอดพุ่มไม้ออกมาให้เห็น คือแสงจากกองไฟที่เด็ก ๆ ก่อขึ้น
มันมืดเกินไปที่จะเห็นแนวแม่น้ำแล้วตอนนี้และอากาศที่เย็นชื่นและเสียงระลอกคลื่นที่วิ่งเข้ากระทบฝั่งอยู่เบา ๆทําให้เขารู้ว่ามันอยู่ตรงไหน คริสโตเฟอร์เดินเลียบริมฝั่งน้ำ ที่เมื่อมองไกลดูประหนึ่งทางสีเงินที่พึ่งทอดขึ้นไปยังท้องฟ้า...จนกระทั่ง
เงา ๆ หนึ่งปรากฏขึ้นในแม่น้ำคริสโตเฟอร์จึงหยุดยืนคอยอยู่ตรงนั้น เงานั้นคือเรือลําเล็ก ๆ ลําหนึ่งซึ่งเมื่อเข้ามาเทียบฝั่งเขาก็ะโลงไปนั่งทันที
ภายใต้แสงตะเกียงที่เต้นวับ ๆ แวม ๆคริสโตเฟอร์ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งทักขึ้นข้างหลัง
“สวัสดีครับ”
คริสโตเฟอร์หันกลับไปทางเสียงนั้นทันที
“ฮัลโหล ซังโง เป็ไง สบายดีหรือ?”
ผู้ชายผิวดําคนหนึ่งยืนอยู่ทางด้านหัวเรือแต่งกายด้วยชุดกากีขาสั้น ท่าทางบอกว่าเป็คนที่ได้ผ่านงานหนักมามากเขาคว้ามือคริสโตเฟอร์ไปกุมไว้
“เชิญทางนี้ครับ” บุรุษผู้มีนามว่าซังโงก้าวเข้าไปในประทุนกลางลําเรือ
“ผมต้องขอโทษด้วยที่ทําให้คุณต้องคอยคุณมารอผมทุกคนเชียวหรือครับ”
“ใช่” คริสโตเฟอร์พยักหน้ารับ“4 ครั้งแล้วแต่ไม่เห็นแสงไฟ”
ซังโงหัวเราะ “ผมหลบอยู่ในพุ่มไม้ครับที่จริงผมก็มาคอยคุณอยู่เหมือนกัน แต่เราพลาดเวลากัน คืนนี้ผมคิดว่ายังไงเสียคุณก็คงต้องมาผมก็เลยมาเฝ้าอยู่ แล้วก็เห็นคุณนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ร้านกาแฟนั่น”
“ใช่ ผมก็เห็นคุณข้ามมาเหมือนกัน”
“อา...ตาดีพิลึกนะ” ซังโงหัวเราะอีกแล้วก็ส่งภาษาฝรั่งเศสที่รัวกล้ำด้วยอักษรเอ็มอย่างยืดยาวแต่แล้วก็ต่อท้ายด้วยภาษาอังกฤษว่า
“ไงครับ ตอนนี้มีข่าวอะไรบ้าง”
“มี” คริสโตเฟอร์ตอบ “ตอนนี้ตํารวจเขากําลังคิดว่าคุณอยู่ในแองโกล่ามีสายรายงานว่าคุณตั้งแค้มป์อยู่แถวนั้น”
“หมายความว่าเวลานี้พวกเขากําลังเฝ้าผมอยู่หรือครับ?”
“คิดว่าเป็ตามท่าข้ามมากกว่า”
“ดีแล้ว ผมจะได้หลบไปเสียทางอื่น” ซังโงหัวเราะอีก
“แล้วคุณจะอธิบายเื่การเดินทางของคุณอย่างไร?”คริสโตเฟอร์ถาม
“ผมก็จะบอกเขาว่าผมจะไปตั้งฐานใหม่ไว้ที่หมู่บ้านไหนก็ได้ เอาที่ผมรู้จักดีหน่อยก็แล้วกัน”
“ตอนนี้เหตุการณ์ในคาทังก้าเป็ยังไงบ้าง?”คริสโตเฟอร์ถามอีก
“เงียบครับ...ตอนนี้เงียบผมเสียคนไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วถึง 6 คน ไม่ได้ตายหรอกนะครับ กลับเข้าหมู่บ้านหมด”
“ทําไมล่ะ คุณสั่งให้เขากลับอย่างนั้นรึ?
“ครับ ผมบอกให้คนพวกนั้นไปคอยพบผมอยู่ที่บ้านพวกนี้ไม่ค่อยชอบคนแปลกหน้านัก”
“คุณหมายความว่ายังไง...มีคนแปลกหน้าเข้ามาในบริเวณนี้อย่างนั้นรึ?”
“ครับ ตอนนี้พวกคนจีนออกไปหมดแล้ว...แต่เราก็มีพวกอื่นเข้ามาช่วย เป็พวกผิวดําน่ะครับ”
“อย่าพูดเล่นน่ะ ซังโง” คริสโตเฟอร์กล่าวเสียงเครียด“บอกหน่อยสิว่าพวกนั้นเป็ใคร?”
ซังโงทําท่าขบขัน ขณะที่ตอบว่า
“หล่นลงมาจาก์เชียวละครับ เราใกันแทบแย่”แล้วเขาก็เริ่มต้นหัวเราะอีก
คริสโตเฟอร์มองบุรุษผิวดําที่นั่งอยู่ตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ซังโงดูเหมือนจะเป็คนผิวดําที่มีความคิดความอ่านเกี่ยวกับเื่การเมืองดีที่สุดในหมู่ชาวอาฟริกันด้วยกันแม้ว่าคนพวกนี้จะยังคงมีความเชื่อในเื่ภูตผีปีศาจหลงเหลืออยู่บ้างแต่นั้นเป็เื่ของความเชื่อที่ฝังอยู่ในสายเืจนยากที่จะถ่ายถอนซังโงเองก็เคยเสียทองหนักถึง 50 ออนซ์ เพื่อเซ่นไหว้ภูตผีปีศาจที่ติดตามทำร้ายเขา
เมื่อซังโงเริ่มพูด หลังจากหยุดหัวเราะที่น่ารําคาญนั้นลงเขาก็บอกกับคริสโตเฟอร์ว่า
“คนพวกนั้นเป็คิวบาครับ มีคนดํา 3 คน คนขาว 4คน” เขาดึงซองสีคล้ำออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ยืนให้คริสโตเฟอร์ในซองนั้นบรรจุฟิล์มไว้ 1 ม้วนและเศษกระดาษที่เขียนชื่อชาวคิวบาเ่าั้ด้วยลายมือโย้เย้คล้ายเด็ก ๆ ของซังโง
“พวกนี้มาถึงเมื่อไหร่?” คริสโตเฟอร์ถาม
“สักประมาณเดือนนึงได้แล้วละครับ” ซังโงตอบ “ตอนแรกคนนี้มาก่อน” ซังโงชี้มือไปที่รายชื่อ“ชื่อมานูเอลนี่ พูดภาษาฝรั่งเศสคล่องมาก มารออยู่ 2-3 วันคนอื่น ๆ ก็ตามมา”
“แล้วเขาหาพวกเราพบได้ยังไงล่ะ?”
“ผมว่าน่ากลัวคนจีนจะบอกเขาครับ”
“แล้วคุณรู้ไหมว่าเขา้าอะไร?”
“เปลี่ยนแปลงการปกครองในแองโกล่าละมังครับเห็นพูดกันเื่นี้อยู่ตลอดเวลาประชุมกันก็บ่อย มีเบียร์ดี ๆ กินด้วยกันครับแล้วก็มีปืนดี ๆ ทั้งนั้นเลย”
“มากไหม?”
“ก็ไม่มากนักหรอกครับคุณ มีปืนกลอยู่ 2-3กระบอกเท่านั้น อาวุธไม่พอที่จะทําปฏิวัติหรอกครับ” ซังโงส่ายศีรษะทําหน้าเศร้าๆ
“แล้วเขาเอาอาวุธมาให้พวกคุณหรือเปล่าล่ะ?”
“ไม่หรอกครับพวกนี้ก็เหมือนกับพวกคนจีนตอนที่มาถึงใหม่ ๆ นั่นแหละครับอย่างพวกเรานี่มันต้องสร้างอาวุธเอาเอง แล้วก็เปลี่ยนแปลงการปกครองเอง อาวุธจะเป็อะไรก็ได้ หอกดาบ หรือก้อนหิน ก้อนดินตามเื่ นี่เป็คําสอนของเหมาเจ๋อตุงนะครับ เมื่อเร็ว ๆนี้เราฆ่าพวกแอฟริกาใต้ไปหลายคน เผารถจี๊ปไปคนหนึ่ง พวกคนขาวมันร้ายครับพอเมาเข้าคว้าปืนได้ก็เป่าเลย”
“แล้วเวลานี้พวกคุณตั้งฐานอยู่ที่ไหน?”
“อลิซาเบทวิลล์ครับ”
“แล้วคุณจะกลับไปที่ฐานนั่นอีกหรือเปล่า?”
“กลับสิครับ ก็ผมเป็หัวหน้าอยู่นี่ตอนนี้เรากําลังอยากได้ปืน ถึงอย่างไรพวกคิวบากไม่อยู่กับเรานานนักหรอกครับ”
“ซังโง คุณคิดหรือว่าคุณจะมีโอกาสทําการปฏิวัติ”
“ทำหรือไม่ทำมันก็เหมือนกันนั่นแหละครับอยู่อย่างนี้ยิ่งเสียกว่าติดคุกอีก หนังสือพิมพ์เขียนถึงผมบ้างหรือเปล่าครับ?”
“ในลีโอโปลวิลล์น่ะไม่มีอะไรมากหรอกแต่ผมเห็นมีชื่ออยู่ตามกําแพงตึกรอบ ๆ เมืองเต็มไปหมด ใครก็เชื่อว่าคุณยังไม่ตายสําหรับในกรุงบรัสเซลน่ะ สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจนักสําหรับพวกคุณ”
“คุณจะทํายังไงกับพวกคิวบานี่ล่ะครับ?”
“ก็ให้เขาอยู่ต่อไป จะทำยังไงได้บางทีมันก็เป็การดีเหมือนกันที่คุณจะมีคนที่รู้จักอยู่ใกล้ ๆ คอยให้ความช่วยเหลือดีกว่าที่จะมานั่งคอยคนที่คุณเองก็ไม่รู้จัก ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าจะมาถึงเมื่อไหร่”