หลังจากที่ได้เงินจากการขายผักปราณวิญญาณและการขายสูตรแฮมเบอร์เกอร์จากเย่เสี่ยวเฉินมาหนึ่งพันเจ็ดร้อยตำลึงทอง เฟิ่งเทียนจึงเก็บเงินทั้งหมดที่มีเข้าเก็บไว้ในช่องของระบบ วันนี้เขาจะพาน้องๆเข้าไปที่ว่าการของเจ้าเมือง เพื่อติดต่อซื้อภูเขาหลังบ้านและจะซื้อที่ต่อจากไร่ของเขาด้วย รวมทั้งจะดูบ้านในตัวอำเภอด้วย เพราะปีหน้าเด็กๆทั้งสี่คนจะต้องเข้ามาศึกษาที่สถานศึกษา เฟิ่งเทียนวางแผนไว้ว่าหากเด็กๆทั้งสี่คนเริ่มเรียนหนังสือจะให้ผู้คุ้มกันไปรับไปส่งในช่วงแรกเสียก่อน แต่หากเข้าสู่ฤดูฝนก็อาจจะลำบากในการเดินทาง ดังนั้นหากมีบ้านที่อยู่ในตัวอำเภอสำรองไว้และเอาไว้เป็นหน้าร้านในการค้าขายผักในไร่ก็คงจะดีไม่ใช่น้อย
“คาราวะเจ้าหน้าที่ขอรับ ข้ากับน้องๆจะมาติดต่อซื้อที่ดินกับหาซื้อจวนว่างขอรับ” เฟิ่งเทียนพาน้องๆเข้ามาติดต่อเจ้าหน้าที่ที่ตั้งโต๊ะอยู่หน้าที่ว่าการของจวนเจ้าเมือง ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังนั่งเขียนข้อมูลลงในกระดาษ เมื่อเจ้าหน้าที่ทางการได้ยินเสียงเรียกจึงเงยหน้าขึ้นมาพูดคุยกับเฟิ่งเทียน
“พวกเจ้าจะซื้อที่ดินกับซื้อบ้านรึ แล้วมีที่หมายอยู่ในใจแล้วหรือไม่”
“มีขอรับ ข้าต้องการซื้อภูเขาที่อยู่ติดกับหลังบ้านของข้าในหมู่บ้านป่าหมอกกับซื้อที่ดินว่างที่ติดต่อกับไร่ของข้าขอรับ นี่เป็นโฉนดที่ดินของบ้านข้าขอรับ ส่วนบ้านข้ายังไม่มีที่หมายในใจแต่ข้าอยากได้บ้านหรือจวนที่อยู่ใกล้สถานศึกษาหรือใกล้ตลาดขอรับ ข้าต้องขอรบกวนท่านแนะนำให้กับข้าด้วยขอรับ”
“อืม….พวกเจ้าเข้ามาที่ห้องรับรองก่อน ข้าจะไปนำแผนที่ของหมู่บ้านป่าหมอก และข้อมูลของบ้านกับจวนที่ประกาศขายมาให้เจ้าดู”
“รบกวนด้วยขอรับ”
เฟิ่งเทียนพาน้องๆเข้ามานั่งรอในห้องรับรอง สักพักก็มีเจ้าหน้าที่นำข้อมูลแผนที่ของหมู่บ้านป่าหมอกออกมาเพื่อเทียบเคียงกับข้อมูลในโฉนดบ้านของเฟิ่งเทียน และข้อมูลของบ้านและจวนที่ประกาศขายมาให้เฟิ่งเทียนกับน้องๆเลือก
“จากข้อมูลที่เจ้าต้องการ บริเวณภูเขาหลังบ้านของเจ้ามีทั้งหมด 50 หมู่ ราคาขายอยู่ที่หมู่ละ 5 ตำลึงทอง ส่วนที่ดินที่ติดกับไร่ของเจ้าฝั่งซ้ายมีทั้งหมด 20 หมู่ ที่ดินฝั่งขวามีที่ว่างอยู่ 30 หมู่ ราคาขายตกอยู่ที่หมู่ละ 2 ตำลึงทอง เจ้าสนใจซื้อทั้งหมดหรือไม่”
“ข้าตกลงซื้อทั้งหมดขอรับ”
“ส่วนบ้านหรือจวนที่ประกาศขายมีอยู่สี่หลัง หลังแรกเป็นจวนของพ่อค้าผ้าที่ย้ายที่อยู่ไปกับลูกชายในเมืองหลวง เป็นจวนหลังใหญ่ เสนอขายในราคา 1,000 ตำลึงทอง หลังที่สองเป็นจวนของตระกูลอิ่นที่ถูกยึดทรัพย์จากทางการ เสนอขายในราคา 950 ตำลึงทอง ทั้งสองหลังนี้อยู่ห่างจากตลาดไปอยู่เล็กน้อยมีพื้นที่กว้างขวาง หลังที่สามเคยเป็นเหลาอาหารและมีจวนใหญ่อยู่ด้านหลังที่สำคัญอยู่ใกล้กับสถานศึกษาและติดกับตลาดเจ้าของเก่าเสนอขายในราคา 900 ตำลึงทอง และหลังสุดท้ายเป็นบ้านสองชั้นและมีหน้าร้านอยู่ใกล้ที่ว่าการเสนอขายในราคา 700 ตำลึงทอง เจ้าสนในซื้อหลังไหนกันหล่ะ”
“ข้าสนใจทั้งสี่หลังเลยขอรับ แต่ข้าขอไปดูของจริงก่อนตัดสินใจเลือกซื้อได้หรือไม่ขอรับ” จะให้เขาดูแต่ข้อมูลแต่ไม่ได้ดูสภาพบ้านจริง หากซื้อมาแล้วไม่ถูกใจหรือบ้านทรุดโทรมเกินไปเขาก็ขาดทุนแย่ อีกทั้งเขาอยากให้น้องๆมีส่วนร่วมช่วยตัดสินใจด้วย
“ถ้าอย่างนั้น ข้าจะให้เจ้าหน้าที่พาไปดูบ้าน หากพวกเจ้าตัดสินใจได้แล้วค่อยกลับเข้ามาทำเรื่องซื้อขายก็แล้วกัน ส่วนที่ดินที่เจ้าจะซื้อเจ้าจะชำระเงินเลยหรือไม่”
“ขอรับ ข้าจะชำระในส่วนที่ซื้อที่ดินก่อนขอรับ ส่วนบ้านหากข้าตกลงซื้อข้าค่อยเข้ามาทำเรื่องซื้อขายอีกทีขอรับ”
“อืม ดี ราคาที่ดินทั้งหมด 325 ตำลึงทอง”
“นี่เงินขอรับ”
“เดี๋ยวข้าจะไปดำเนินเรื่องเอกสารที่ดินให้กับเจ้า ข้าจะคัดสำเนาและจะให้คนของทางการขี่ม้าเร็วไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อรับทราบว่าที่ดินเหล่านั้นมีเจ้าของแล้ว พวกเจ้ารอสักครู่ก็แล้วกัน”
“ขอรับ”
สักพักเจ้าหน้าที่ทางการจึงนำเอกสารพร้อมโฉนดที่ดินผืนใหม่มาให้กับเฟิ่งเทียน เขาจึงเก็บเอกสารเข้าอกเสื้อที่มีลูกแมวดำติดตามมาด้วย แต่เอกสารเหล่านั้นก็หายเข้าไปเก็บไว้ในช่องมิติ มีที่เก็บซ่อนดีๆและปลอดภัยกับตนเองแบบนี้จะให้เขาเสียเวลาไปฝากไว้ที่โรงรับฝากเงินของทางการให้เสียภาษีเปล่าๆทำไมกัน
เจ้าหน้าที่บังคับเกวียนนำเกวียนลาคันเล็กของพวกเขาไปดูบ้านตัวอย่างทั้งสี่หลัง เฟิ่งหลงและเฟิ่งจินต่างก็ตื่นเต้นสนุกสนาน เพราะพวกเขาจะมีบ้านที่อยู่ในอำเภอ สามคนพี่น้องเดินเข้าออกบ้านตัวอย่างทุกหลังจนสุดท้ายทั้งสามคนจึงตกลงร่วมกันว่าจะซื้อบ้านหลังที่สามที่เคยเป็นเหลาอาหารมาก่อน ซึ่งเฟิ่งเทียนก็คาดหวังกับบ้านหลังนี้อยู่เหมือนกัน เพราะในอนาคตสวนผัก และสวนผลไม้ที่เขาจะปลูกย่อมมีผลผลิตมาก หากมีหน้าร้านเอาไว้รองรับการขายก็คงจะดีไม่น้อย ส่วนเหลาอาหารเก่าสองชั้นนี้เขาจะเปลี่ยนเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตขายผัก ผลไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปของพืชผักผลไม้เหล่านั้นด้วย เมื่อตัดสินใจกันได้แล้วทั้งหมดจึงย้อนกลับไปที่ที่ว่าการอำเภอเพื่อทำการซื้อขายอีกทั้งเฟิ่งเทียนยังจ้างคนของทางการเข้ามาทำความสะอาดปรับปรุงพื้นที่รกร้างอีกด้วย
เฟิ่งเทียนกับน้องๆเดินตัวเบาออกมาจากที่ว่าการอำเภอ มารอบนี้เสียเงินไปพันกว่าตำลึงทอง สงสัยเขาต้องขยันให้มากขึ้นกว่านี้ แต่ที่เขายอมลงทุนมหาศาลก็เพื่ออนาคตของน้องๆทั้งสอง หากพวกเขาเติบโตขึ้นมาแล้วอยากจะประกอบอาชีพอะไรเขาก็พร้อมที่จะสนับสนุน แต่เขาต้องสร้างรากฐานของตนเองให้แข็งแกร่งเสียก่อนเพื่อที่จะได้ปกป้องครอบครัวของเขาได้ เมื่อเสร็จธุระจากที่ว่าการทั้งสามคนจึงพากันไปสั่งซื้อของในตลาดและให้ร้านค้านำไปส่งที่ไร่ จากนั้นหาซื้อถังหูลู่กับขนมกุ้ยกลับไปกินที่ไร่
******************************
ยามดึกเมื่อน้องๆหลับกันแล้ว เฟิ่งเทียนจึงกลับเข้ามาในห้องพร้อมกับลูกแมวเฮยหู่ที่กระโดดออกมาจากอกเสื้อของเขา
“เสี่ยวเฮย พลังปราณของข้าเลื่อนระดับแล้ว อย่างนี้ข้าก็เริ่มฝึกเคล็ดวิชากับเจ้าได้แล้วสินะ”
[ขอรับ นายท่านพร้อมที่จะเข้าไปฝึกฝนในมิติของข้าแล้วหรือไม่]
“อืม…ข้าพร้อมแล้ว แต่เดี๋ยวก่อน..เสี่ยวเป่าข้าจะเข้าไปฝึกในมิติของเสี่ยวเฮย ข้าฝากเจ้าเปิดระบบรักษาความปลอดภัยครอบไร่ทั้งหมด และฝากดูแลน้องๆของข้าด้วย”
[รับทราบ เปิดระบบรักษาความปลอดภัยบริเวณไร่ทั้งหมด]
“ขอบใจมากเสี่ยวเป่า เอาหล่ะเสี่ยวเฮยพวกเราไปกันเถอะ”
[ขอรับนายท่าน]
เฮยหู่พาเฟิ่งเทียนเข้ามิติของมัน เมื่อเข้ามาในมิติกระแสพลังปราณที่อยู่ในมิติก็ทำให้เฟิ่งเทียนสดชื่นมีกำลังขึ้นมาไม่น้อย
“เอาหล่ะ เสี่ยวหู่ข้าพร้อมฝึกฝนแล้ว”
ทันใดนั้นแสงสีทองของคัมภีร์วิเศษสีทองก็ปรากฏออกมา หน้าปกคัมภีร์เคล็ดวิชาซ่อนเงาพยัคฆ์คำรามเปิดออกมายังบทที่ 1 : ย่างก้าวพริบตา
[เบื้องต้นนายท่านต้องฝึกฝนเคล็ดวิชาบทที่ 1 ย่างก้าวพริบตา โดยที่นายท่านต้องโคจรพลังปราณลงสู่เท้าทั้งสองข้างแล้ววิ่งด้วยความเร็วจนถึงขีดสุด ซึ่งข้าจะจำแลงให้พยัคฆ์มายาให้มีระดับฝึกฝนเช่นเดียวกับนายท่าน นายท่านต้องวิ่งหนีไม่ให้พยัคฆ์มายาตะปบได้ ขั้นตอนในการฝึกฝนนี้พยัคฆ์มายาจะปรับระดับเป็นขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง ตามระดับการฝึกฝนของนายท่าน ในการฝึกบทนี้ข้าจะปรับระยะเวลาในมิติเป็น 1 ปี ขอให้นายท่านตั้งใจฝึกจนสามารถเลื่อนระดับเป็นขั้นรากฐานขั้นต้นให้ได้]
“ฝึกบทแรกก็เจองานยากเสียแล้ว เสี่ยวเฮยข้าขอวอร์มเท้าก่อนก็แล้วกัน จะให้ข้าวิ่งหนีพยัคฆ์มายาของเจ้าทันทีก็คงไม่ไหว ข้าขอวิ่งปรับร่างกายสัก 30 นาทีก่อนก็แล้วกัน”
[ได้ขอรับ เมื่อครบ 2 เค่อ (30 นาที) พยัคฆ์มายาของข้าจะเริ่มวิ่งติดตามนายท่านนะขอรับ]
เฮยหู่กระโดดขึ้นไปนอนบนต้นผิงกั่วในมิติ ระหว่างรอเฟิ่งเทียนเตรียมความพร้อมของร่างการในการฝึกเคล็ดวิชาย่างก้าวพริบตา พร้อมกับปรับช่วงเวลาในมิติเป็นเวลา 1 ปี เมื่อครบ 1 ปีเฮยหู่จะพานายท่านออกไปด้านนอกในเวลายามอิ๋น (03.00น.-04.59น.)
ครบสามสิบนาทีในการปรับตัวเฟิ่งเทียนสูดหายใจพร้อมกับดื่มน้ำตกมรกตและล้างหน้า อาการเหนื่อยล้าก็หายไปทำให้เขารู้ว่าน้ำตกมรกตในมิติของเสี่ยวเฮยก็เป็นน้ำทิพย์เช่นกัน ทันใดนั้นเสือดำตัวใหญ่ก็ส่งเสียงก้องคำรามและเดินออกมาจากป่า เฟิ่งเทียนเตรียมพร้อมโคจรพลังลงสู่ปลายเท้าทั้งสองข้างเสือดำหรือพยัคฆ์มายาก็กระโจนวิ่งเข้ามา เฟิ่งเทียนโกยอ้าวไม่รีรอแต่วิ่งไปได้สักพักก็ถูกพยัคฆ์มายาตะปบจนล้มกลิ้งไปกับพื้น
“อ๊ากกกกก..ข้าไม่ยอมแพ้หรอก”
เฟิ่งเทียนกัดฟันลุกขึ้นมาวิ่งอีกครั้ง พลังปราณที่เขาโคจรในร่างกายวนเวียนเคลื่อนที่สู่ปลายเท้าวิ่งหนีออกไปพร้อมกับสูดหายใจรับพลังปราณในอากาศเข้าไปหล่อเลี้ยงเสริมกำลัง เฟิ่งเทียนล้มลุกคลุกคลานถูกพยัคฆ์มายาตะปบจนร่างกายสะบักสะบอม แผลถลอกจากการถูกกระแทกลงพื้นดิน วันเวลาในมิติหมุนเวียนไปเมื่อถึงเวลาพักเฟิ่งเทียนจึงนำอาหาารที่มีสำรองไว้ในมิติออกมากิน เมื่ออิ่มก็เริ่มฝึกใหม่เป็นเช่นนี้ทั้งวันทั้งคืนจนกระทั่งเฟิ่งเทียนเลื่อนระดับเป็นขั้นฝึกฝนระดับกลาง กำไลสีทองก็ปรากฏรอบข้อเท้าทั้งสองข้างของเขา
[ยินดีด้วยนายท่านสามารถเลื่อนระดับเป็นขั้นฝึกฝนระดับกลาง ในตอนนี้ข้อเท้าของนายท่านจะมีกำไลถ่วงน้ำหนักข้างละ 4 จิน (2กิโลกรัม) เมื่อนายท่านฝึกหนักเพื่อเลื่อนระดับเป็นขั้นสูงกำไลถ่วงน้ำหนักจะเพิ่มเป็นข้างละ 10 จิน(5กิโลกรัม) พยัคฆ์มายาก็จะปรับระดับเป็นขั้นกลางและขั้นสูงตามลำดับ]
“แค่นี้ข้าก็แทบตายอยู่แล้วเจ้าจะเพิ่มการถ่วงน้ำหนักอีก ข้าขอพักสักครู่ขออาบน้ำกินข้าวเอาแรงสัก ครึ่งชั่วยามก่อน แล้วข้าค่อยเริ่มฝึกอีกที”
[ได้ขอรับ เมื่อครบ ครึ่งชั่วยามพยัคฆ์มายาของข้าจะเริ่มวิ่งติดตามนายท่านทันทีนะขอรับ]
เหตุการณ์วิ่งสู้ฟัดยกกำลังสองและสามก็ได้เกิดขึ้น เฟิ่งเทียนวิ่งหนีหลบหลีกพยัคฆ์มายาสุดชีวิต ล้มลุกคลุกคลานหอบหายใจเหนื่อยจนปอดแทบจะสลายออกจากร่างกาย ไม่เพียงแค่วิ่งหลบหนีพยัคฆ์มายาเท่านั้นบนท้องฟ้าก็ปรากฏดาบไม้มายาที่พุ่งตกลงมาเรียกได้ว่าหากเป็นเหตุการณ์จริงชีวิตน้อยๆของเขาก็คงจะสูญสิ้นตั้งแต่ถูกตะปบครั้งแรกแล้ว
“อ๊ากกก จะตกลงมาทำไมกันนักหนาเนี่ย! เสี่ยวเฮยเบ๊าได้เบาอย่าเพิ่มภาระให้ข้าอีกเล๊ยยยย" เฟิ่งเทียนวิ่งหนีหลบหลีกดาบไม้มายาและพยัคฆ์มายา ส่วนเฮยหู่ก็ยืดเส้นยืดสายวิ่งตามพยัคฆ์มายามาอีกตัว
“แฮ่กๆๆ ……………” เฟิ่งเทียนนอนกางแขนกางขาหอบหายใจรวยริน ปอดเขาจะฉีกอยู่แล้ว เฮยหู่จึงขยายร่างแล้วเดินมาคาบเขาโยนลงในสระน้ำตกมรกต
[ยินดีกับนายท่านที่เลื่อนระดับสู่ขั้นรากฐานขั้นต้น นายท่านโคจรปรับพลังในร่างกายให้คงที่แล้วข้าจะพา นายท่านออกจากมิติขอรับ]
“อืม….ขอบใจมากนะเสี่ยวเฮย ถึงแม้ว่าการฝึกของเจ้าจะโหดไปสักหน่อยแต่ข้าก็สามารถเลื่อนระดับและสำเร็จเคล็ดวิชาย่างก้าวพริบตา ต่อไปนี้หากข้าจวนตัวข้าก็สามารถแบกน้องๆข้าวิ่งหนีอันตรายได้แล้ว”
[ยินดีขอรับ ….ข้าจะให้นายท่านพักหนึ่งวัน แล้วคืนต่อไปเราจะมาฝึกฝนบทที่ 2 กันขอรับ]
“ขอบใจเจ้ามากที่ยังเมตตาให้ข้าพัก 1 วัน เอาหล่ะข้าดีขึ้นแล้วเราออกจากมิติกันเถอะ ข้าคิดถึงน้องๆจะแย่แล้ว”
เฟิ่งเทียนก็คิดถึงน้องๆทั้งสองคนเช่นกัน ถึงแม้ว่าในโลกด้านนอกจะผ่านไปไม่กี่ชั่วยาม แต่ในมิติของเสี่ยวเฮยนี่ก็ผ่านไปหนึ่งปีแล้ว ไม่อยากจะคิดเลยว่าหากฝึกฝนบทต่อไปจะเหนื่อยขนาดไหน เฮ้อ…ข้าขอออกไปพักผ่อนเอาแรงก่อนก็แล้วกันนะเสี่ยวเฮย!
เมื่อออกมาจากมิติก็ยามอิ๋นพอดี เฟิ่งเทียนตัดสินใจออกไปอาบน้ำผลัดผ้าที่ไม่ได้เปลี่ยนมานานตั้ง 1 ปี กลิ่นเหม็นและสภาพของชุดที่เขาใส่ไม่สามารถที่จะนำกลับมาใส่ได้อีกแล้ว เมื่อเขาแก้ผ้าแช่ตัวในอ่างอาบน้ำเฟิ่งเทียนกลับพบว่าร่างกายของเขาดูสูงขึ้น กล้ามเนื้อร่างกายดูแข็งแรงโดยเฉพาะกล้ามขาที่เขาวิ่งหนีพยัคฆ์มายา พลังยุทธที่เลื่อนขั้นเป็นระดับรากฐานขั้นต้นก็ทำให้เฟิ่งเทียนพึงพอใจยิ่งนัก หากเขาฝึกบรรลุเคล็ดวิชาซ่อนเงาพยัคฆ์คำรามได้สำเร็จ เขาจะขอเสี่ยวเฮยพาเหล่าผู้คุ้มกันของเขาเข้าไปฝึกโหดในมิตินั้นบ้างก็คงจะดีไม่น้อย ^^
**************************
หลังม่านกับเหล่าผู้คุมกัน
เหล่าผู้คุมกัน1 : ทำไมอยู่ๆข้าก็รู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาได้หล่ะ
เหล่าผู้คุมกันทั้งหมด : พวกข้าก็รู้สึกเช่นกันหรือว่าพวกเราจะไม่สบาย
เฟิ่งเทียน : หึ! พวกท่านเตรียมตัวไว้เถอะ !