เช้าวันที่4 ของการมาเยือนโลกบำเพ็ญเซียน
หยางเถาอวี้ตื่นมากู้ลอบแต่เช้าตรู่นางได้กุ้งแม่น้ำขนาดใหญ่นับสิบตัวสมใจอยากกับปลาขนาดเล็กอีกจำนวนหนึ่งหลังอาหารยายจางเข้าป่าไปตุนเสบียงเพียงลำพังตามที่ตกลงกันไว้แต่เย็นวาน
ยายจางเพิ่งคล้อยหลังไปไม่ทันไรหยางเถาอวี้ก็เตรียมตัวออกเดินทางไปสำรวจป่าลึกตามที่ตั้งใจไว้ทันทีวันนี้เป็วันที่ทีเจวันสะสมพลังงานแสงได้จนเพียงพอจะออกบินได้ระยะหนึ่งอย่างปลอยภัยเป้าหมายของการสำรวจคือสุดป่าลึกตรงหน้าผาระยะบินไปบินกลับคงถึงบ้านทันก่อนยายจางจะกลับมาใน่ยามอู่ได้แน่นอน ‘ได้โอกาสแล้ว ทีเจวัน’
‘รับทราบครับ’ ทีเจวันแปรสภาพจากเครื่องรัดข้อมือหรือที่ชาวโลกเรียกว่ากำไลกลับคืนสู่สภาพยานทรงรีสีเงินยวงในพริบตาหลังจากที่หยางเถาอวี้ก้าวขึ้นยานและนั่งประจำที่เรียบร้อยจึงเปิดโหมดอำพรางตัวและเริ่มทะยานขึ้นฟ้าไป
‘เ้านายจะให้ตรงดิ่งไปที่หน้าผาเลยหรือว่าจะแวะที่ไหนก่อนดีครับ’
หยางเถาอวี้ครุ่นคิด ‘จากการสแกนเราค้นพบตำแหน่งของพืชซึ่งแฝงพลังปราณหนาแน่นมากน้อยแตกต่างกันประปรายนั่นคงเป็สมุนไพรปราณซึ่งเรายังไม่มีข้อมูลถ้าเราด่วนเก็บมาอย่างผิดวิธีอาจทำให้สมุนไพรเ่าั้เสียคุณค่าเอาได้เื่นี้ชั้นจึงคิดว่ายังไม่ต้องรีบ แต่ภายในถ้ำสองแห่งใต้หน้าผาที่ไม่สามารถสแกนรายละเอียดด้านในได้ชัดเจนนั่นเป็เพราะอะไร ชั้นอยากรู้ต้นสายปลายเหตุแม้ดูมีความเสี่ยงสูงในการเข้าไปสำรวจไม่น้อยแต่ม่านพลังของนายกับโหมดอำพรางตัวก็น่าจะช่วยปกป้องเราได้ระดับหนึ่งไม่ใช่เหรอ’
‘เรามีรายละเอียดของโลกบำเพ็ญเซียนแห่งนี้น้อยมากนะครับเ้านายผมยังตอบไม่ได้ว่าลำพังแค่ม่านบาเรียของผมจะปกป้องเ้านายได้มากน้อยแค่ไหนเอาแค่การสแกนภายในถ้ำยังดูเหมือนจะมีอุปสรรคเลยถือว่าเป็ประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามครับ’ ทีเจวันเตือน
‘ชั้นเข้าใจแต่ยิ่งเป็อย่างนี้เราก็ยิ่งควรหาคำตอบให้ได้โดยเร็วไม่ใช่เหรอเพราะฉะนั้นก็ลุยถ้ำเสือกันเถอะ เผื่อจะได้ลูกเสือติดไม้ติดมือกลับมา เดินทางได้’ หยางเถาอวี้ตัดสินใจเด็ดขาด
‘รับทราบครับเ้านาย’ ทีเจวันบินตรงไปยังบริเวณหน้าผาในโหมดพรางตัวด้วยความเร็วปานกลางไม่ถึงครึ่งเค่อก็เริ่มมองเห็นหน้าผาอันเป็จุดหมายปลายทาง
‘ถ้ำแรกอยู่ต่ำลงไปราวสิบจั้งปากถ้ำมีเถาวัลย์ปกคลุมหนาแน่นจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ผมจะบินลงไปแล้วนะครับ’ ทีเจวันบินลงไปเทียบปากถ้ำ
‘ปากถ้ำรกแน่นไปด้วยเถาวัลย์ขนาดนี้แถมไม่มีชานยื่นออกมาให้พอเหยียบยืนได้ แล้วเราจะแทรกตัวเข้าไปยังไงดี’ หยางเถาอวี้เห็นสภาพปากถ้ำแล้วหนักใจไม่น้อย
‘ข้อนี้ไม่มีปัญหา ผมเตรียมการไว้แล้วครับท่านศาสตราจารย์อาร์ชต้ายังไม่ได้แจ้งข้อมูลฟังก์ชั่นพิเศษที่เพิ่มเข้ามาในเครื่องให้พวกนักเรียนทราบยานต้นแบบรุ่นผมมีเครื่องมือแพทย์สำหรับการผ่าตัดเล็กด้วยแสงเลเซอร์และเครื่องซ่อมแซมอวัยวะขนาดเล็กติดตั้งมาด้วยเผื่อยามฉุกเฉิน ผมจะใช้แสงเลเซอร์ตัดเถาวัลย์เ่าั้เพื่อเปิดปากถ้ำให้เองครับ’
‘ไอ้หยา เริ่ดมากไว้จะต้องอ่านคู่มือฉบับเต็มของนายบ้างแล้วอย่างนี้ไม่เท่ากับว่าเราสามารถใช้มันเป็อาวุธได้ด้วยหรอกเหรอ’ หยางเถาอวี้อุทานด้วยความดีใจ
‘คงไม่ได้ครับเครื่องมือสำหรับผ่าตัดมีระยะทำการจำกัดนอกรัศมียานแค่ไม่เกิน 3 เมตร หรือก็เท่ากับรัศมีครอบคลุมของม่านบาเรียนั่นเองและวัตถุประสงค์หลักคือการใช้ภายในยานสำหรับทำการผ่าตัดเล็กนะครับไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็อาวุธ’
‘แล้วถ้าอยู่ในสภาพกำไลหละ เปิดโหมดผ่าตัดด้วยเลเซอร์ได้หรือเปล่า’ หยางเถาอวี้สงสัย
‘ได้ครับ รัศมีทำการ 3 เมตรตามข้อจำกัดครับ’
‘นั่นไงนายไม่เคยเห็นดาบเลเซอร์ของอัศวินเจไดหรือไง เยี่ยมไปเลย มีอาวุธป้องกันตัวแล้วเหอๆๆ เสียดาย ถ้ารู้แต่แรกคงใช้นายผ่าฟืนละ คงเบาแรงลงได้เยอะแน่ ฉับๆๆ แป๊บเดียวก็เสร็จทีหลังมีอะไรดีๆ ต้องรีบบอกรู้ไม๊ เฮอะ’ หยางเถาอวี้สวมิญญายายเอียดบ่นเสียยาวยืด
เอ่อ... (*︣ ﹏ *︣ )
หลังจากสตั๊นไปสามวินาทีถึงตั้งหลักได้ทีเจวันรีบเปิดโหมดเลเซอร์ผ่าตัดประยุกต์และจัดการเคลียร์เถาวัลย์ที่ปิดแ่าอยู่บริเวณปากถ้ำจนเริ่มมองเห็นตัวถ้ำได้อย่างชัดเจนว่าสามารถลงไปเหยียบยืนได้
‘ผมจะเปิดประตูด้วยโหมดสะพานและยิงสลิง1ไปที่ปากถ้ำเ้านายจับเชือกไว้ด้วยขณะเดินข้ามไปนะครับ เพื่อความปลอดภัย นอกถ้ำมีลมแรงพอสมควร’ ทีเจวันสำทับเพื่อความเข้าใจตรงกันอีกครั้งหยางเถาอวี้ค่อยๆ ก้าวเดินออกจากสะพานยานเมื่อเห็นว่าเ้านายลงไปยืนบนพื้นถ้ำได้อย่างมั่นคงดีแล้วจึงย่อส่วนลงเป็โหมดกำไลพร้อมเปิดม่านพลังป้องกัน
หยางเถาอวี้ค่อยๆขยับเดินเข้าไปในถ้ำด้วยความตื่นเต้นปนความตึงเครียด ทุกฝีก้าวเต็มไปด้วยความระมัดระวังนางได้กลิ่นอับชื้นโชยเข้าจมูกแรงขึ้นๆเมื่อเดินลึกเข้าไป แสงสว่างจากภายนอกก็เริ่มเข้าไปไม่ถึงต้องอาศัยพลังงานแสงสีเงินนวลตาจากทีเจวันส่องนำทาง
‘รัศมีสแกนของผมเข้าไปลึกได้ราวสิบจั้งก็ถูกรบกวนเ้านายต้องระวังตัวให้ดีนะครับ ทางเดินในถ้ำคดเคี้ยวไปมา แต่ไม่มีทางแยกขณะนี้ยังตรวจไม่พบสัญญาณชีพใดๆ’
‘เข้าใจแล้ว’ หยางเถาอวี้เดินหน้าต่อไป ผนังถ้ำรอบด้านดูเรียบลื่นเพดานสูงพอให้ผู้ใหญ่เดินเข้าออกได้อย่างสะดวกภายในไม่มีสัตว์เช่นพวกค้างคาวหรืองูเงี้ยวเขี้ยวขออยู่เลย นี่ผิดวิสัยถ้ำทั่วไปหรือไม่
‘เ้านายครับยิ่งลึกเข้ามาก็ยิ่งมีพลังปราณเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ นะครับ’
‘ชั้นก็จับความรู้สึกได้เช่นกันยิ่งเดินลึกเข้ามา คล้ายว่าพลังงานในร่างกายเปี่ยมล้นกระฉับกระเฉงขึ้นมากมายแต่บรรยากาศแฝงด้วยคลื่นจิตที่น่ากลัวชอบกล ถ้านายไม่บอกว่าในนี้ไม่มีสัญญาณชีพชั้นคงคิดว่ามีคนแอบดักซุ่มอยู่ข้างหน้านี้แน่ ดูนั่นเริ่มมีแสงสว่างสีขาวนวลเรืองๆ ออกมาจากปลายอุโมงค์แล้ว ยิ่งใกล้ก็ยิ่งสว่างขึ้น’
ครั้นเดินเข้าไปถึงความลึกที่ราวสิบจั้งจึงปรากฏโถงถ้ำขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แห่งหนึ่งสู่สายตาภายในโล่งกว้าง อากาศลดความอับชื้นลงจนเรียกว่าแห้งและสบายอย่างน่าประหลาดผนังถ้ำรอบด้านมีผลึกคล้ายแก้วใสส่องประกายแวววาวโผล่พ้นออกมาเป็ระยะๆนี่คงเป็ที่มาของแสงสว่าง มุมหนึ่งของโถงถ้ำมีแท่นศิลาขนาดยาวราวสองหมี่สูงจากพื้นราวสองฉื่อตั้งอยู่ หยางเถาอวี้ไล่สายตาสำรวจรายละเอียดของแท่นศิลา พลันก็ต้องตื่นใเต็มที่เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่บนแท่นสูงนั้น
“จ๊าก...........ศพ ศพคน” หยางเถาอวี้ร้องเสียงหลงพร้อมะโถอยหลังไปหลายก้าวถ้ามีใครอยู่ด้วยใกล้ๆ คงะโกอดแล้ว
‘สภาพกระดูกบ่งบอกว่าคนผู้นี้ตกตายมานับพันปีแล้วครับ’
‘เฮ้อ ตายไม่ตายก็ไม่ชอบ... ขอบอก’ เมื่อเริ่มตั้งสติระงับความกลัวได้จึงค่อยๆขยับใกล้เข้าไปเพื่อพิจารณารายละเอียด
‘ผู้ตายเพศชาย ช่องท้องมีรอยแผลรอบด้านไม่มีร่องรอยการต่อสู้ คนๆ นี้คงาเ็มาจากที่อื่นอีกทั้งที่ตั้งของถ้ำอยู่ใต้หน้าผา ไม่ได้เข้าออกง่ายๆปากถ้ำก็ทั้งคับแคบทั้งมีเถาวัลย์พันเกี่ยวปิดบังความกว้างเพียงพอสำหรับคนเดินเข้าออกคนเดียว เขาคงเป็ผู้ฝึกปราณและที่นี่น่าจะเป็แหล่งกบดานที่เขารู้จักดี’ หยางเถาอวี้วิเคราะห์ต่อไป ‘ดูเครื่องแต่งกายแล้วคงมีฐานะไม่น้อยที่นิ้วสวมแหวนวงเกลี้ยงสีดำ ยังใส่กำไลผิวเกลี้ยงอีกวง’
‘เ้านายครับ ผมสแกนแล้วภายในบริเวณช่องอกของเขามีตำราอะไรบางอย่างสอดแทรกอยู่ครับ’
‘เอ๋ ตำราเหรอ จะเป็ไปได้ยังไง... หรือว่าจะเป็ตำราสำคัญจนถึงขนาดต้องซ่อนอยู่ในร่างกายเหมือนในหนัง? ถ้าเก็บอยู่ในของจำพวกแหวนมิติจะไม่ปลอดภัยเพียงพอเพราะถ้าตายไป ในหนังบอกว่าแหวนจะสูญเสียเ้าของใครก็สามารถทำพันธะสัญญาใหม่และนำสิ่งที่อยู่ข้างในออกมา... เอ๋ๆๆยิ่งพูดยิ่งเข้าเค้า... ระ หรือว่าอย่าบอกนะว่าแหวนกะกำไลนั่นจะเป็วัตถุห้วงมิติ...’ หยางเถาอวี้จินตนาการลึกล้ำยิ่งนักใช่หรือไม่
“ดูท่าวันนี้ข้าหยางเถาอวี้ จะได้เล่นบทโจรปล้นสุสานซะล๊าวววว”หยางเถาอวี้พูดออกมาพร้อมยกแขนข้างหนึ่งเท้าสะเอว แขนอีกข้างหนึ่งชูกำปั้นขึ้นฟ้าเงยหน้าเล็กน้อย เจ็ดเดือนที่ได้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่จ่อย เอ้ยไม่ใช่ได้ซนเคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่จ่อยสารพัดรูปแบบดูเหมือนจะไม่เสียเปล่าทั้งความซนความห่ามมาครบถ้วน
“แต่จะอย่างไรนี่ก็เป็การล่วงเกินผู้ตายข้าน้อยต้องขออภัยต่อท่านผู้ล่วงลับที่จะต้องล่วงเกินแต่ในเมื่อข้าน้อยได้มาพบพานท่าน นี่คงเป็วาสนาอย่างหนึ่งดังนั้นข้าน้อยขออนุญาตรับมรดกตกทอดทั้งหลายจากท่านนะเ้าคะ จะได้ไม่เสียของขอให้ดวงิญญาของท่านจงไปสู่สุขคติเทอญ อมิตาพุทธ อมิตาพุทธ อมิตาพุทธ”ครั้นอธิษฐานจบหยางเถาอวี้จึงออกคำสั่ง
‘ทีเจวันนายช่วยผ่าช่องอกที่ว่าออกมาให้หน่อย ระวังอย่าให้ตำราเสียหายล่ะ’ หยางเถาอวี้สำทับ
ทีเจวันปฏิบัติตามคำสั่งด้วยดีเพียงวูบของแสงเลเซอร์ปรากฏ ช่องอกของศพก็ถูกเปิดออกหยางเถาอวี้รู้สึกกึ่งแขยงกึ่งโลภเล็กน้อยนางพยายามมองหาอะไรรอบตัวเพื่อใช้ช่วยเขี่ยเอาตำราเล่มนั้นออกจากอกของผู้ล่วงลับแต่รอบด้านไม่มีอะไรให้ใช้ประโยชน์ได้สุดท้ายจึงได้แต่ตัดใจใช้มือตนเองล้วงเข้าไปดึงเอาตำราเล่มนั้นออกมาอย่างเบามือ
“ตำราอะไรเหตุใดจึงเปิดดูไม่ได้” หยางเถาอวี้บ่นเมื่อพยายามจะคลี่เปิดตำราออกดูเนื้อหาภายในแต่เพื่อไม่ไห้เป็การเสียเวลา นางจึงตัดสินใจหันไปรูดทรัพย์ เอ้ยรูดแหวนและกำไลออกมาก่อนตามลำดับ
‘ถ้าอิงตามพวกนิยายยอดฮิตที่เคยอ่านมาเราต้องหยดเืลงไปเพื่อสร้างพันธะจากนั้นใช้จิตในการเก็บและดึงสิ่งของในนั้นออกมาสินะ ทดลองเลยละกัน’ หยางเถาอวี้ยื่นปลายนิ้วออกไปขูดกับผลึกแก้วใสที่ยื่นออกมาจากผนังถ้ำจนเป็รอยบาดจากนั้นจึงหยดเืลงบนแหวนและกำไล พลันปรากฏแสงสว่างทอวาบขึ้นมาจากของทั้งสองสิ่งหยางเถาอวี้รับรู้ได้ถึงพันธะสัญญาที่บังเกิดขึ้นพันผูกพวกมันเข้ากับจิติญญาของตนทันที
‘ได้ผลจริงๆ ด้วย’ หยางเถาอวี้อุทานดีใจ รีบส่งกระแสจิตเข้าไปสำรวจดูพื้นที่ห้วงมิติภายในแหวนคร่าวๆรอบหนึ่งเป็อันดับแรก ภายในแหวนมิติมีขนาดราว 100 x 100 หมี่จัดวางไว้ด้วยสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็สำหรับชีวิตประจำวันอย่างเป็ระเบียบเช่นเสื้อผ้า ตำราหลายอย่าง ส่วนกำไลดูเหมือนจะทำขึ้นจากวัสดุที่แตกต่างกับแหวนภายในมีพื้นที่เก็บของขนาด 100 x 100 หมี่เช่นเดียวกันแต่สิ่งที่เก็บอยู่ข้างในดูเหมือนจะเป็สิ่งของจำพวกอาหาร เครื่องยังชีพฯเท่าที่เห็นคร่าวๆ นอกจากสุรา โถน้ำ ขวดยาหลายขวดแล้ว ที่เหลือล้วนเปื่อยยุ่ยกลายสภาพเป็ผุยผงกองอยู่ คาดว่ากำไลนี้น่าจะสามารถเก็บรักษาพืชหรือเนื้อสัตว์ให้คงสภาพอยู่ได้ในระยะเวลาหนึ่งซึ่งหยางเถาอวี้มารู้ภายหลังว่าตนเดาถูก วัสดุที่ใช้ทำแหวนคือหินห้วงมิติส่วนวัสดุที่ใช้ทำกำไลเรียกว่าหินห้วงมิติพิศวง มันช่วยถนอมอาหาร พืชเนื้อสัตว์ได้นานนับปีโดยไม่เน่าเปื่อย แต่เ้าของกำไลผู้นี้ตายมาแล้วนับพันปีสิ่งของที่เก็บอยู่ภายในจึงเสื่อมสภาพไปแทบหมดอย่างที่เห็น น่าเสียดายนัก
“แหวนกับกำไลสร้างพันธะสำเร็จแล้วหนังสือล่ะ หรือว่าจะต้องสร้างพันธะเหมือนกัน”ว่าแล้วหยางเถาอวี้ก็ตัดสินใจหยดเืลงไปบนปกหนังสือทันใดนั้นพลันปรากฏแสงสว่างเรืองรองแผ่พุ่งออกมาจากตำราที่เคยดูเก่าแก่คร่ำคร่าบัดนี้มันค่อยๆ ปรากฏลวดลายสวยงามบางอย่างผุดโผล่ขึ้นบนหน้าปกราวกับถูกใครบางคนค่อยๆ ใช้แสงสีเงินยวงแทนน้ำหมึกวาดออกมาเป็ภาพยันต์ซับซ้อนสวยงามวิจิตรพร้อมตัวหนังสือกำกับ ‘คัมภีร์แห่งแสงขั้นต้น’ ฝุ่นผงที่เคยจับเกาะอยู่อันตรธานหายไปราวกับเสกหยางเถาอวี้ตื่นตะลึง นางขยับมือเข้าไปหา หมายใจจะลูบไล้ภาพปกอันงดงามนั้นแต่มือกลับวางทาบทับลงไปบนหน้าปกสวยงามนั้นอย่างไม่รู้ตัว
วูบ...วิ้งๆๆๆ...
ทันใดนั้นคัมภีร์แห่งแสงขั้นต้นคล้ายหายวับเข้าไปในฝ่ามือของนางราวเวทย์มนตร์พริบตาต่อมาข้อมูลต่างๆ หลั่งไหลเข้าสู่จิตของนางราวน้ำหลากประโยคที่เด่นชัดที่สุดในห้วงจิตก็คือ ‘คัมภีร์ไตรภาคคัมภีร์แห่งแสงชั้นต้น เมื่อฝึกสำเร็จจะเข้าสู่วิถีกำเนิดเซียน พบพานนับเป็วาสนา’
หยางเถาอวี้ยังไม่ทันหายตื่นตะลึงก็พลันคล้ายได้ยินเสียงทีเจวันะโเตือนมาจากที่ไกลแสนไกล
ผลึกแก้วใสตามผนังรอบด้านบัดนี้ราวกับมีชีวิตพวกมันผุดโผล่ออกมาจากผนังถ้ำราวกับกำลังละลายและหลอมรวมกลับเข้าหากันได้ในพริบตาเพียงชั่วลมหายใจก็รวมตัวกันเข้าจนเป็ผลึกแก้วใสทรงกลมขนาดใหญ่ล้อมเข้าห่อหุ้มหยางเถาอวี้เอาไว้ตรงกลางราวกับไข่ั์
…………….
สลิง1 - ลวดสลิง (wire rope) เป็เชือกประเภทหนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยมัดของเส้นลวดโลหะที่บิดเป็เกลียว
ที่มี- http://www.thaicoatedwire.com/ลวดสลิง_ความรู้.htm