บทที่ 3: รสชาติแห่งราชันย์ และ เถ่าแก่เนี้ยหน้าเื
กลิ่นหอมของเครื่องเทศชั้นดีและเนื้อสัตว์ที่ถูกตุ๋นจนเปื่อยยุ่ยลอยอบอวลออกมาจากอาคารไม้สักหลังใหญ่สูงสามชั้น ป้ายหน้าร้านเขียนด้วยตัวอักษรสีทองวิจิตรว่า "ภัตตาคารัทอง"
นี่คือร้านอาหารที่หรูหราและมีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหมอกเมฆา และแน่นอนว่า... ราคาอาหารแพงระยับจนชาวบ้านทั่วไปได้แต่มองตาละห้อย
หลินฟานและหยางเจียนยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน ทั้งคู่กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
"ท่านพ่อ..." หยางเจียนเรียกสรรพนามใหม่ด้วยความจำใจ (ตามข้อตกลง) "เรามีเงินติดตัว 0 อีแปะ ร้านนี้แค่ค่าน้ำชาเรายังไม่มีปัญญาจ่ายเลยนะ"
"ใครบอกว่าข้าจะใช้เงินจ่าย" หลินฟานแสยะยิ้ม มั่นใจเต็มเปี่ยม "ข้าจะจ่ายด้วย 'ลิ้น' ของข้าต่างหาก"
"ลิ้น?" หยางเจียนขมวดคิ้ว "เ้าจะไปเลียรองเท้าเขาแลกข้าวรึ? ข้าไม่เอานะ!"
"ไอ้เด็กบ้า! ข้าหมายถึงรสััแห่งจักรพรรดิ!" หลินฟานเขกกะโหลกเ้าลูกชายไปทีหนึ่ง ก่อนจะเดินนำข้ามถนนตรงไปยังหน้าร้าน
ทันทีที่เท้าสกปรกของทั้งสองเหยียบลงบนบันไดหินอ่อนหน้าร้าน เสี่ยวเอ้อ (พนักงานเสิร์ฟ) ที่เฝ้าประตูอยู่ก็รีบกระโจนเข้ามาขวางทันที
"ช้าก่อน! ช้าก่อน!" เสี่ยวเอ้อทำหน้าเหมือนเห็นแมลงสาบ "ที่นี่ภัตตาคารัทอง ไม่ใช่โรงทาน! ไปขอทานที่อื่นไป๊!"
"ข้าไม่ได้มาขอทาน" หลินฟานเชิดหน้าขึ้น แม้เสื้อผ้าจะขาดรุ่งริ่งแต่ท่วงท่ากลับดูโอหัง "ข้ามาเพื่อชี้แนะพ่อครัวของพวกเ้า อาหารที่พวกเ้าทำออกมา กลิ่นมัน... ไม่ได้เื่"
สิ้นเสียงของเขา บรรยากาศหน้าร้านเงียบกริบ ลูกค้าที่กำลังเดินเข้าออกหยุดชะงัก เสี่ยวเอ้อหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ "เ้าขอทานปากพล่อย! กล้าดียังไงมาดูถูกอาหารร้านเรา! พ่อครัวของเราคือยอดฝีมือจากเมืองหลวงเชียวนะ! ออกไปเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะเรียกคนมาลากคอ!"
"เกิดอะไรขึ้น! เอะอะโวยวายอะไรกันหน้าร้านข้า!"
เสียงหวานแต่ทรงพลังดังขึ้นจากด้านในร้าน พร้อมกับการปรากฏตัวของสตรีผู้หนึ่ง นางสวมชุดกี่เพ้าสีแดงสดรัดรูป เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าที่เย้ายวน ผมยาวสลวยปักปิ่นปักผมทองคำ ใบหน้างดงามหยดย้อยแต่ดวงตาคมกริบดุจนางพญาเสือ ในมือข้างหนึ่งถือลูกคิดทองคำ อีกมือถือพัดจีบ
นางคือ 'เจ๊หงส์' (หงส์เหยียน) เ้าของภัตตาคารัทอง ผู้ได้รับฉายาว่า "นางมารหน้าเืแห่งวงการอาหาร"
"เถ่าแก่เนี้ย!" เสี่ยวเอ้อรีบก้มหัว "ขอทานสองคนนี้มาก่อกวนขอรับ แถมยังบังอาจบอกว่าอาหารร้านเราไม่ได้เื่!"
เจ๊หงส์ปรายตามองหลินฟานและหยางเจียน แววตาของนางประเมินมูลค่าเสื้อผ้าของทั้งสองในเสี้ยววินาที... ค่า: 0 ตำลึง
"เ้าหนุ่ม..." เจ๊หงส์เอ่ยเสียงเย็น "เ้ารู้ไหมว่าคนที่กล้ามาปากดีหน้าร้านข้า จุดจบเป็ยังไง? ข้าจะให้โอกาสเ้าถอนคำพูด แล้วไสหัวไปซะ"
หลินฟานไม่ถอยหนี เขาสูดจมูกฟุดฟิดอีกครั้ง แล้วชี้ไปที่หม้อตุ๋นใบใหญ่ที่ตั้งโชว์อยู่หน้าร้าน "หมูสามชั้นตุ๋นยาจีน... สูตรลับตระกูลหงส์สินะ?"
"ใช่ แล้วทำไม?" เจ๊หงส์เลิกคิ้ว
"น่าเสียดาย..." หลินฟานส่ายหน้า "วัตถุดิบดี เนื้อหมูชั้นเลิศ เครื่องยาจีนครบครัน... แต่คนปรุงกลับใจร้อนเกินไป เ้าใส่ 'โป๊ยกั๊ก' ลงไปพร้อมกับ 'อบเชย' ั้แ่เริ่มตุ๋นใช่ไหม?"
เจ๊หงส์ชะงัก "เ้า..."
"โป๊ยกั๊กมีฤทธิ์ร้อนและกลิ่นแรง หากใส่ั้แ่ต้นน้ำซุปจะมีรสขมปร่าที่ปลายลิ้น ส่วนอบเชยถ้าตุ๋นนานเกินไปกลิ่นจะฉุนจนกลบความหวานของเนื้อ..." หลินฟานร่ายยาวราวกับตำราเดินได้ "ที่สำคัญ... เ้าลืมใส่น้ำตาลกรวดลงไปตัดรสขมตอนเคี่ยวไฟครั้งที่สอง ทำให้สีของน้ำซุปดูหมองคล้ำ ไม่ใสกิ๊งดั่งอำพัน"
เขาหยุดพูดแล้วจ้องตาเจ๊หงส์ "ข้าพูดผิดหรือไม่?"
เจ๊หงส์ยืนนิ่งอึ้ง ลูกคิดในมือหยุดดีด นางรู้ดีว่ารสชาติหมูตุ๋นวันนี้เพี้ยนไปนิดหน่อยเพราะพ่อครัวหลักลาป่วย นางจึงต้องลงมือคุมลูกมือเอง แต่ไม่นึกว่าขอทานที่แค่ยืนดมอยู่หน้าร้านจะแยกแยะวัตถุดิบและขั้นตอนการทำได้ละเอียดขนาดนี้!
"เ้าเป็ใครกันแน่?" น้ำเสียงของนางเปลี่ยนไป ไม่มีความดูถูกเจือปนอีก แต่เต็มไปด้วยความระแวงและสงสัย
"ข้าคือ... นักชิมพเนจรที่บังเอิญตกยาก" หลินฟานยิ้มกวน "ข้ามีวิธีแก้น้ำซุปหม้อนี้ให้กลับมาเลิศรสภายใน 1 เค่อ... แต่ข้าไม่ทำให้ฟรีๆ นะ"
"เ้า้าอะไร?" เจ๊หงส์ถามทันที นางคือนักธุรกิจ ถ้าสินค้ามีปัญหาและมีคนแก้ได้ นางยอมจ่าย
"ข้าวสวยร้อนๆ 2 จานใหญ่ หมูตุ๋นหม้อนี้ 1 ชาม... และที่ซุกหัวนอนสำหรับคืนนี้" หลินฟานยื่นข้อเสนอ
เจ๊หงส์หรี่ตามองพิจารณา ก่อนจะคลี่พัดปิดครึ่งหน้าแล้วยิ้มออกมา... รอยยิ้มที่ทำให้เสี่ยวเอ้อขนลุกซู่ "ตกลง... แต่ถ้าเ้าแก้ไม่ได้ หรือรสชาติออกมาห่วยกว่าเดิม... ข้าจะให้คนจับพวกเ้าสองคนสับทำไส้ซาลาเปาโยนให้หมากิน!"
หยางเจียนกระตุกแขนเสื้อหลินฟานยิกๆ กระซิบเสียงสั่น "ท่านพ่อ... นางเอาจริงแน่ สายตานางเหมือนปีศาจเลย!"
หลินฟานลูบหัวลูกชายเบาๆ "ไม่ต้องห่วง... เื่กิน พ่อเ้าไม่เคยพลาด"
เขาเดินอาดๆ เข้าไปในโซนครัวเปิดหน้าร้าน ท่ามกลางสายตาจับจ้องของลูกค้าและลูกมือ หลินฟานถลกแขนเสื้อสกปรกขึ้น (เจ๊หงส์รีบสั่งให้คนเอาผ้ากันเปื้อนมาคลุมให้เขาเพราะกลัวเชื้อโรค)
หลินฟานหยิบขวดน้ำส้มสายชูหมัก ตักน้ำตาลกรวด และสุราจีนขึ้นมา เขาไม่ได้ใช้พลังปราณ (เพราะไม่มี) แต่เขาใช้ "จังหวะ" การเหยาะเครื่องปรุง การเร่งไฟ การคนน้ำซุป ทุกอย่างสอดประสานกันราวกับการร่ายรำ หลินฟานรู้ดีว่าอุณหภูมิเท่าไหร่จะดึงรสชาติอะไรออกมา
ผ่านไปเพียงครู่เดียว... กลิ่นหอมที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิงก็ะเิออกมาจากหม้อ! มันหอมละมุน กลมกล่อม และยั่วน้ำลายจนลูกค้าที่นั่งกินอยู่ถึงกับหยุดเคี้ยว
หลินฟานตักน้ำซุปขึ้นมาหนึ่งช้อน แล้วยื่นไปตรงหน้าเจ๊หงส์ "ชิมซะ... เถ่าแก่เนี้ย"
เจ๊หงส์ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงชิม ทันทีที่น้ำซุปแตะลิ้น ดวงตานางเบิกกว้าง รสชาติความหวานของเนื้อหมูผสานกับความเผ็ดร้อนอ่อนๆ ของเครื่องเทศที่ลงตัว ความขมปร่าหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความกลมกล่อมที่ทำให้อุ่นวาบไปทั้งตัว
"นี่มัน..." นางพึมพำ
"อร่อยจนอยากจะร้องไห้เลยล่ะสิ" หลินฟานยักคิ้ว
เจ๊หงส์วางช้อนลง กลับมาทำหน้าเคร่งขรึม (แม้ในใจจะกรีดร้องว่าอร่อยมาก) นางดีดลูกคิด แกรกๆ อย่างรวดเร็ว "รสชาติใช้ได้... ถือว่าเ้าทำตามสัญญา" นางหันไปสั่งเสี่ยวเอ้อ "จัดโต๊ะมุมห้องให้สองคนนี้ เอาหมูตุ๋นไปเสิร์ฟ... แล้วก็แถมผัดผักให้อีกจาน ถือว่าเป็ค่าเสียเวลา"
หยางเจียนตาเป็ประกาย รีบวิ่งไปจับจองโต๊ะทันที
ขณะที่หลินฟานกำลังจะเดินตามลูกชายไป เจ๊หงส์ก็ใช้พัดขวางหน้าเขาไว้ นางยื่นหน้าสวยๆ เข้ามาใกล้จนหลินฟานได้กลิ่นแป้งหอม "เ้าชื่ออะไร?"
"หลินฟาน"
"ดี... หลินฟาน พรุ่งนี้เช้าเ้าไม่ต้องไปไหน มาทำงานในครัวของข้า ข้าจะจ้างเ้าเป็ผู้ช่วยพ่อครัว... ค่าจ้างวันละ 300 อีแปะ พร้อมที่พักและอาหาร 3 มื้อ" นางยื่นข้อเสนอที่เย้ายวน
หลินฟานยิ้มมุมปาก... แผนหาแม่ เอ้ย แผนหาที่พักสำเร็จ "ข้ามีลูกติดนะ" เขาชี้ไปที่หยางเจียนที่กำลังโซ้ยหมูอย่างตะกละตะกลาม
"ข้าเห็นแล้ว... ถ้ามันดื้อ ข้าจะหักเงินเดือนเ้า" เจ๊หงส์สะบัดพัดแล้วเดินนวยนาดกลับเข้าไปในร้าน ทิ้งกลิ่นหอมจางๆ ไว้
หลินฟานเดินกลับไปที่โต๊ะ หยางเจียนเงยหน้าขึ้นจากชาม ข้าวติดเต็มแก้ม "ท่านพ่อ! หมูนี้อร่อยมาก! นางั์นั่นทำอาหารเก่งชะมัด!"
"เบาๆ หน่อย..." หลินฟานกระซิบพลางคีบหมูเข้าปาก "นางั์นั่นอาจจะกลายมาเป็แม่เ้าก็ได้นะ ใครจะไปรู้"
หยางเจียนทำหน้าเหวอ "แม่? นางเนี่ยนะ? ข้าว่าเราตายก่อนโตแน่!"
สองพ่อลูกหัวเราะและแย่งหมูชิ้นสุดท้ายกันอย่างมีความสุข ท่ามกลางสายตาของเจ๊หงส์ที่แอบมองมาจากเคาน์เตอร์คิดเงิน มุมปากของนางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น