หลังจากหมดธุระกับห้องบังคับการเรือ เฉินอันหลานก็รีบไปยังห้องสังเกตการณ์ในทันที เมื่อมาถึงเขาก็ใช้ข้ออ้างว่าตัวเองทำของหายและอยากจะขอตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่ห้องนี้สักหน่อย
หน่วยรักษาความปลอดภัยที่ประจำการอยู่ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรจึงได้เรียกภาพจากกล้องที่อยู่บริเวณชั้นสองของกาสิโนที่เฉินอันหลานไปเยือนเมื่อคืนขึ้นมาให้เขาได้ตรวจสอบตามสบาย
“นี่คือวิดีโอของเมื่อคืนจากกล้องที่กาสิโนตามที่คุณเฉินต้องการครับ”
“ขอบคุณครับ”
‘เคล้ง’
เฉินอันหลานแสร้งขยับตัวเข้าไปกระแทกแก้วน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะจนมันล้มคว่ำและทำให้ของเหลวที่อยู่ด้านในหกเลอะเทอะออกมา พนักงานในห้องนั้นที่เห็นน้ำหกต่างก็ตกใจจนหน้าถอดสี รีบหาผ้ามาซับน้ำกันจ้าละหวั่นเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลซึมเข้าไปในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในห้องจนเกิดความเสียหายขึ้น เฉินอันหลานใช้โอกาสที่ตัวเองสร้างขึ้นนี้ลอบนำชิปที่มีลักษณะโปร่งใสเสียบเข้าไปเครื่องคอมพิวเตอร์ เสร็จเรียบร้อยก็แสร้งหันไปกล่าวขอโทษกับพนักงานในห้องก่อนจะอาศัยช่วงชุลมุนนั้นรีบเดินจากไป
“อรุณสวัสดิ์ครับ
“อรุณสวัสดิ์ครับคุณเฉิน”
……
ระหว่างทางที่เดินไปนั้นมีเสียงกล่าวทักทายดังขึ้นไม่ขาดสาย เฉินอันหลานพยักหน้ารับและตอบกลับคนเหล่านั้นไปอย่างสุภาพ เขาเดินไปได้ระยะหนึ่งจากนั้นจึงตัดสินใจเลี้ยวเข้าไปบริเวณห้องอาหารของเรือ เลือกตรงไปยังห้องน้ำที่ใกล้ที่สุด สำรวจลาดเลารอบ ๆ อยู่สักพักก็ผลักประตูเข้าไปด้านในแล้วกดล็อกประตูอย่างรวดเร็ว
เฉินอันหลานปิดฝาชักโครกแล้วนั่งลง เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นมากดปุ่มบางอย่างสองสามปุ่ม ไม่นานภาพเลือนรางก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเฉินอันหลาน เขาย้ายมือไปแตะ ๆ ลงบนหน้าจออีกสองสามครั้ง สุดท้ายจึงได้ออกมาเป็นวิดีโอจากกล้องวงจรปิดตัวหนึ่งในช่วงวันก่อนที่งานเลี้ยงจะเริ่ม
ภาพจากนาฬิกาข้อมือที่ฉายอยู่นั้นเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดในช่วงวันก่อนที่งานเลี้ยงจะเริ่มขึ้น เฉินอันหลานใช้ระบบตรวจจับใบหน้าสแกนหาฟาวิโนแล้วเลือกบันทึกภาพที่เกี่ยวกับเขาทั้งหมดตั้งแต่อีกฝ่ายก้าวขึ้นเรือมา จริงอยู่ที่ว่าวันนั้นฟาวิโนไม่ได้ขนของอะไรขึ้นมาบนเรือด้วย แต่ถัดจากนั้นหนึ่งวันกลับปรากฏภาพพนักงานหลายสิบคนที่กำลังช่วยกันขนลังไม้ขนาดใหญ่หลายลังขึ้นมาบนเรือ
เฉินอันหลานใช้นิ้วมือซูมภาพบนหน้าจอให้ขยายขึ้นจนกระทั่งพบฟาวิโนที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือและกำลังควบคุมดูแลการขนย้ายครั้งนี้อยู่
สิ่งของขนาดใหญ่จำนวนมากถูกขนขึ้นเรือมาโจ่งแจ้งขนาดนี้ แต่กลับไม่มีใครคิดจะสงสัยหรือตรวจสอบมันเลยสักคน กลับกลายเป็นว่าทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพร้อมใจกันแสดงบทบาทเป็น ‘ผู้สมรู้ร่วมคิด’ ไปโดยปริยาย
ดูท่าคำพูดที่ว่าจะเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยของเจ้าภาพคงจะเป็นแค่เรื่องขบขันไปเสียแล้ว เพราะถ้าของที่ขนขึ้นมานั่นเป็นระเบิดไม่ใช่ยาเสพติดแล้วล่ะก็ คนบนเรือนี้คงไม่มีใครได้กลับขึ้นฝั่งเป็นแน่...
ภาพเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับฟาวิโนยังคงปรากฏขึ้นมาเรื่อย ๆ เป็นภาพที่ฟาวิโนกำลังขนของอยู่เพียงลำพัง เขาใช้เวลากว่าสี่ชั่วโมงในการกระจายยาเสพติดทั้งหมดไปตามห้องพักในชั้นดีลักซ์และชั้นเฟิร์สคลาสทั้งหมด ในที่สุดยาเสพติดกว่า 3 ตันก็ถูกจัดการจนหมดสิ้น...
และมันก็เข้าไปอยู่ในห้องที่เหล่าคุณหญิงและคุณชายทั้งหลายใช้นอนหลับพักผ่อนในยามวิกาลนั่นเอง
ฟาวิโนเลือกใช้วิธีการที่ชาญฉลาดที่สุดทว่าก็โง่เง่าที่สุดเช่นกัน เขาซุกซ่อนยาเสพติด 3 ตันไว้ใต้จมูกโอดินโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว เฉินอันหลานไม่แปลกใจเลยสักนิดว่าทำไมวันสองวันนี้คู่หูผู้ติดตามของโอดินถึงได้หาของนั่นไม่เจอ
แน่ล่ะ พวกเขาคงคาดไม่ถึงว่าของที่ตัวเองตามหามาตลอดจะถูกซ่อนอยู่ในห้องนอนของตัวเองมาโดยตลอด
“ออร์เวลล์เด็ดจริง ๆ นะ ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสนายต้องได้ลอง”
“แต่ถ้าให้เทียบ ฉันว่าฉันชอบเซียร์คนนั้นมากกว่า น่าเสียดายที่อายุสั้น”
“นายเคยนอนกับเซียร์ด้วยเหรอ?”
“แขกบนเรือลำนี้มีใครไม่เคยนอนกับเขาบ้างล่ะ?”
เป็นเสียงของชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งดังลอดเข้ามาในห้องน้ำที่เฉินอันหลานนั่งอยู่ สองเสียงที่ได้ยินจากกลุ่มนั้น เฉินอันหลานจำมันได้ดี พวกเขาคือเจมส์และฟิซ คุณชายสองคนที่เอาแต่พูดเหยียดหยามเขาในวงพนันเมื่อคืน
หึ เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเลยเชียว แม้แต่คนตายก็ไม่เว้น
“นายก็พูดไป มันก็มีอยู่หรอก คนที่ไม่เคยนอนกับเซียร์น่ะ”
“ใคร?”
“โอดินกับไอ้หน้าขาวนั่นอ่ะนะ”
“หน้าขาว? นายกำลังหมายถึงลูกชายนอกสายตาของตระกูลเฉินคนนั้นน่ะเหรอ?”
“ไม่ใช่เขาแล้วจะเป็นใคร” หางเสียงยกสูงขึ้น แฝงแววดูถูกคนเอาไว้อย่างปิดไม่มิด
เฉินอันหลานที่นั่งฟังบทสนทนานั้นในห้องน้ำ เมื่อได้ยินเจมส์พูดคำว่า ‘ลูกชายนอกสายตาของตระกูลเฉิน’ พลันแววตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์ขึ้นในทันที