“โอ..นี่ไม่น้อยเลยนะเฟยอี หากจะเก็บไว้จนถึงฤดูหนาวก็ยังเร็วไป ข้าว่าเ้าเอาออกไปแบ่งขายสักหน่อยเถิด ที่เหลือก็เก็บไว้กิน ่ที่รอให้พืชผักโต”
“ข้าก็คิดเช่นนั้นเ้าค่ะท่านป้าสะใภ้ มันหวานนี่ข้าคิดจะขายสดๆ เช่นนี้ไปเลย แต่หัวไชเท้าข้าคิดว่าจะทำเป็ หัวไชโป้วทั้งแบบเค็ม และแบบหวานเสียก่อนค่อยนำออกไปขาย จะได้เก็บไว้กินได้นานๆ เ้าค่ะ”
“มาๆ ป้าสะใภ้จะช่วยคัดส่วนที่เน่าเสียออกให้เอง พวกเ้าไปล้างไม้ล้างมือหาข้าวกินกันเสียก่อน ค่อยกลับมาช่วยกันขนไปเก็บ” นางหลี่ซื่อพูดพลางม้วนแขนเสื้อขึ้น นั่งลงคัดมันหวานที่เสียหายทิ้งไป
จางเฟยอีก็ไม่คัดค้าน เวลานี้นางก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาแล้วเช่นกัน กล่าวขอบคุณนางหลี่ซื่อไปคำหนึ่งแล้วก็พาเด็กชายทั้งสามคนเข้าไปในครัว
หลังจากกินข้าวเรียบร้อย เด็กชายทั้งสองคนก็พากันเอาถ้วยจานไปล้าง เฉิงลู่ฉีก็แยกเอาข้าวต้มกับผัดผักใส่ไข่ไปให้เฉิงซีห่าว จางเฟยอีจึงลอบเอาตะกร้าสานหยาบๆ จากร้านขายของตกแต่งสวนที่มีเครื่องจักสานหลายชนิดวางขายอยู่ด้วย ออกมา 15 ใบ แล้วแบกพวกมันออกไปที่ลาน
เมื่อครู่ตอนที่นางล้างมือก่อนจะเริ่มกินอาหาร นางเห็นว่ามือของนางมีรอยห้อเื และตุ่มน้ำพองขึ้นมาทั้งสองมือ เ้าของร่างเดิมไม่ค่อยได้ทำงานหนัก ไม่เคยออกไปทำไร่นา งานหนักที่สุดของนางก็คือการซักผ้า แต่ก็ทำเพียงแค่ของตนเองและน้องชายเท่านั้น น้ำจะให้ซักผ้าก็ไม่ค่อยมี จึงแทบไม่มีงานใดที่ต้องใช้แรงมากอีกเลย ผิวพรรณและมือของนางอ่อนนุ่มราวกับไข่ต้ม พอมาจับจอบเสียมขุดดิน ก็เกิดรอยช้ำและเป็แผลขึ้นมาได้ง่าย
นางจึงเกิดความคิดว่า นางคงต้องหาจ้างวานคนเพื่อช่วยทำงานในระยะยาวต่อไป อย่างไรในชีวิตก่อนหน้านางก็มีอายุแค่เพียง 19 ปี ยังไม่ได้ทำงาน ชีวิตนี้ก็เป็เด็กสาววัย 15 คิดอ่านอาจจะยังไม่รอบคอบ หากมีผู้ใหญ่ช่วยเหลืออยู่ใกล้ตัวย่อมราบรื่นกว่า
“ป้าสะใภ้ใหญ่เ้าคะ มันหวานนี่ข้าคิดจะขายให้ป้าสะใภ้ใหญ่กับป้าสะใภ้รอง ให้ท่านนำไปขายต่อให้ชาวบ้านกันเอง ข้าเป็สตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือน หากออกหน้าทำการค้าเองก็คงจะไม่เหมาะ หรือจะให้ผู้อื่นวิ่งเข้าออกบ้านเพื่อมาซื้อผักก็ยิ่งไม่ควร ป้าสะใภ้คิดว่าอย่างไรเ้าคะ”
“เ้าพูดก็ถูกนะเฟยอี หากเ้าจะทำการค้าเองนั้นคงไม่เหมาะแน่ เช่นนั้นเ้าก็ขายให้เราสองคนเถิด แต่ข้าก็ต้องไปขายเอากำไรบ้าง เ้าจะคิดว่าข้าเอาเปรียบเ้าหรือไม่เล่า”
“ไม่เลยเ้าค่ะท่านป้าสะใภ้ ข้าก็ไม่กล้าขายเองอยู่แล้ว เก็บไว้ก็มีแต่จะเน่าเสีย ขายให้ท่านป้าทั้งสองข้าย่อมเต็มใจอย่างยิ่งแล้ว แต่ข้าไม่รู้ราคาของมันหวานนะเ้าคะ ส่วนหัวไชเท้านั่นชาวบ้านก็ยังคงไม่รู้จัก ท่านจะเอาไปขายสดๆ หรือจะทำหัวไชโป้วออกไปขายก็แล้วแต่ท่านลองปรึกษากันดู”
นางหลี่ซื่อหยุดคิดชั่วครู่ ก็กล่าวออกมา
“หัวไชโป้วเค็มกับหวานนั่นเ้าเองก็เป็คนสอนพวกเรา ข้ายังไม่คิดจะเอาไปทำการค้าเอาเปรียบเ้าหรอกเฟยอี อีกอย่างเกลือกับน้ำตาลเราก็มีไม่มากพอที่จะทำออกมาเป็จำนวนมากได้ ครั้งนี้ก็ขายหัวไชเท้าสดไปก่อน มีโอกาสค่อยลองทำหัวไชโป้วออกมาขายกันอีกทีดีกว่า”
“เช่นนั้นก็ได้เ้าค่ะ ข้ารู้วิธีเพาะปลูกหัวไชเท้า อีกหน่อยข้าเพาะปลูกได้เองค่อยมาช่วยกันทำอีกทีก็ดี เช่นนั้นวันนี้ก็เอาของพวกนี้ไปเก็บก่อน พรุ่งนี้รบกวนท่านป้าสะใภ้ใหญ่พาป้าสะใภ้รองมาชั่งน้ำหนักของออกไปขายได้เลยเ้าค่ะ ได้เงินแล้วค่อยเอามาให้ข้าก็ได้”
เด็กชายสามคนเสร็จงานของตัวเองก็ออกมาช่วยจางเฟยอีและนางหลี่ซื่อเก็บมันหวานและหัวไชเท้าที่กองอยู่กับพื้นใส่ตะกร้า จางเฟยเทียนกับเฉิงลู่ฉีเอียงคอมองกองผักตรงหน้าของเขาอย่างงุนงง เหมือนว่าพวกเขาจะขนพวกมันกลับมาบ้านคนละสามรอบเท่ากัน พี่รองจางเฟยหรงขนกลับมาสี่รอบ พี่ใหญ่ขนตอนขากลับเพียงหนึ่งครั้ง เท่ากับต้องได้ผัก 11 ตะกร้า คราวนี้คัดเก็บ ไปๆ มาๆ เหตุใดพวกมันถึงมีมากกว่าที่เขาช่วยกันขนมาได้เล่า นี่มันมีถึง 19 ตะกร้าเลยเชียวนะ!!
จางเฟยเทียนเคยได้เรียนรู้ตัวเลขจากจางเฟยหรง เฉิงลู่ฉีพี่รองก็เคยสอนหนังสือเขามา พวกเขาพอจะนับเลขง่ายๆ ได้ เวลานี้จึงช่วยกันกางมือออกมานับซ้ำไปมาหลายรอบ ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ นึกเจ็บใจตัวเองว่าเหตุใดจึงไม่ตั้งใจฟังที่พี่ชายคนรองสอนให้มากกว่านี้ พวกเขาคงนับผิดไปแล้วแน่ๆ
ไหนจะขนาดของพวกมันอีก ตอนที่พี่ใหญ่ขุดขึ้นมาพวกมันมีแต่หัวเล็กๆ ตัวผอมๆ แห้งเหี่ยว แต่พอกลับมาถึงบ้านพวกมันหลายหัวกลับอ้วนท้วนกันขึ้นมาได้เองถึงเพียงนั้น เด็กน้อยทั้งสองได้แต่ส่ายหัวไปมาอย่างจนใจ แล้วก็ก้มลงช่วยกันยกตะกร้ามันหวานเข้าไปเก็บไว้ในครัวต่อไป
ถึงเวลากลางคืน จางเฟยอีก็เอาอุปกรณ์ทำแผลออกมาวางบนเตียงในห้องนอน หัวใจนางเต้นระรัว เหตุการณ์นี้มันเคยเกิดขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้ว หากนางเป็ลม แล้วล้มหัวฟาดพื้นหายไปจากนิยายเื่นี้อย่างคราวแรกเล่า น้องชายทั้งสองจะทำเช่นไร
ชีวิตในชาติก่อนที่ต้องอยู่เพียงลำพังคนเดียวมันช่างอ้างว้างยิ่งนัก ชีวิตนี้ต่างหากที่ทำให้นางอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกยาวนาน มีญาติพี่น้องที่ดี น้องชายที่น่ารักถึงสองคน นางไม่อยากตายไปจากที่นี่อีกแล้ว และความทรงจำที่รู้ว่าตนได้ตายไปอย่างไรมันไม่น่าพิศมัยเลยสักนิด
คิดได้ดังนั้นนางก็ตัดใจเก็บอุปกรณ์ทำแผลกลับเข้าไปในมิติเช่นเดิม แผลพุพองที่มือนางจะปล่อยไว้เช่นนี้ก่อน ระวังไม่ให้โดนน้ำเดี๋ยวก็แห้งแล้ว ทั้งมันยังไม่ได้เป็าแฉกรรจ์อะไรเพียงแค่รอยห้อเืกับตุ่มน้ำพองเท่านั้น นางระมัดระวังไม่ให้ติดเชื้อก็น่าจะปลอดภัย
……….
เช้าวันต่อมา
ถึงยามเฉินป้าสะใภ้สองคนก็เดินนำท่านลุงทั้งสองและบุตรชายมาด้วยกันทั้งหมด 6 คน เพื่อมารับมันหวานและหัวไชเท้าไปขาย จางเฟยอีบอกกับพวกเขาว่านางเก็บส่วนหนึ่งไว้สำหรับกินแล้ว ให้ยกทั้งหมดออกมาชั่งน้ำหนักได้เลย
มันหวาน 12 ตะกร้า ชั่งได้น้ำหนัก 118 จิน (ประมาณ 59 กิโลกรัม) หัวไชเท้า 7 ตะกร้า น้ำหนัก 35 จิน (ประมาณ 18 กิโลกรัม)
"มันหวาน ราคาขายในเมืองเวลานี้จินละ 30 อีแปะ แต่หัวไชเท้านี่ยังไม่เคยมีใครเคยขุดเอามาขายเลย ข้าไม่รู้จะขายเท่าไรดี" จางต้าฉวนเกาศีรษะอย่างจนใจ
"มันหวานข้าขายให้พวกท่านจินละ 18 อีแปะก็พอเ้าค่ะ ท่านก็เอาไปเพิ่มราคาขายให้ถูกกว่าในเมืองสักหน่อย อย่างไรเราก็ไม่ต้องขนพวกมันไปขายไกล ส่วนหัวไชเท้าต่อไปข้าจะเพาะปลูกมันขึ้นมาเอง ข้าคิดจะขายจินละ 10 อีแปะ พอเอาไปทำหัวไชโป้วราคาจะได้ไม่สูงมากนักชาวบ้านจะได้มีกำลังซื้อ"
"เ้าคิดราคาขายถูกไปหรือไม่หลานสาว นี่มันต่ำกว่าราคาที่ขายอยู่ในเมืองมากเลยนะ" นางหลี่ซื่อเอ่ยออกมาอย่างซื่อตรงเช่นเคย
“ไม่หรอกเ้าค่ะ ข้าไม่คิดจะออกไปค้าขายเอง ผักที่จะเพาะปลูกต่อไปข้าก็จะส่งต่อให้พวกท่านเอาไปขายต่ออีกด้วย พวกท่านยังต้องมีค่าแรงขนส่ง ค่าตะกร้า และมันหวานกับหัวไชเท้านี้ยังสดอยู่ อีกระยะหนึ่งน้ำหนักมันก็จะลดลงไปอีก หากท่านขายออกไปไม่ทันหรือเก็บรักษาไม่ดีจนเน่าเสียส่วนนั้นข้าก็ไม่รับผิดชอบด้วย ราคานี้เหมาะสมแล้วล่ะเ้าค่ะ”
“หลานเฟยอีพูดไม่ผิดหรอกชุนเถา มันหวานร้อยกว่าจิน คนในหมู่บ้านซื้อยังไงก็ไม่หมดแน่ เราคงต้องแบ่งบางส่วนเอาไปขายในเมือง เฟยอีรอบคอบกว่าเ้านักเชื่อหลานเถิด” จางต้าฉวนเห็นด้วยกับจางเฟยอี
“มันหวาน 118 จิน เป็เงิน 2 ตำลึงเงินกับ 124 อีแปะ หัวไชเท้า 35 จิน เป็เงิน 350 อีแปะ เท่ากับทั้งหมด เป็เงิน 2 ตำลึงกับ 474 อีแปะ พวกท่านเอาไปขายก่อนค่อยทยอยเอามาให้ข้าก็ได้เ้าค่ะ ตะกร้า 19 ใบข้าก็ให้ยืม ใช้เสร็จแล้วท่านเอามาคืนข้าด้วยนะเ้าคะ”
ตกลงราคากันได้แล้ว จางต้าฉวนกับจางต้าหลาง ก็ชั่งของแบ่งกันไปคนละครึ่ง ยกกลับไปที่บ้านใหญ่สกุลจาง ก่อนที่พวกเขาจะเข้ามารับผักที่บ้านสาม นางไป๋ซื่อร้องบอกชาวบ้านไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าบ้านสกุลจางจะมีผักมาขายให้กับทุกคน