เออิจิเดินตามหลังพนักงานสาวคนนั้นไป ทั้งสองคนเดินขึ้นไปที่ชั้นสองภายใต้สายตาที่จับจ้องของนักผจญภัยอีกหลายคน
พนักงานสาวพาเออิจิเข้าไปด้านในห้องหมายเลขหนึ่ง เมื่อเออิจิเดินเข้าไปด้านในห้อง พนักงานสาวก็ขอตัวออกไปยืนรออยู่ด้านนอกห้องทันที เหลือเพียงเออิจิที่ต้องยืนเผชิญหน้ากับชายวัยกลางคน ดูจากการแต่งตัวของเขาแล้วดูท่าน่าจะเป็ผู้ใช้เวทมนตร์ไม่ผิดแน่
เออิจิก้าวขาเดินเข้าไปด้านใน มือขวาของเขาถือหอกไม้ไว้เล่มหนึ่ง ส่วนมือซ้ายของเขาก็ถือกระดาษเอาไว้แผ่นหนึ่ง กระดาษแผ่นนี้ก็คือกระดาษที่เขากรอกข้อมูลลงไปก่อนหน้านี้ เมื่อสักครู่ก่อนที่พนักงานสาวจะออกไป เธอได้ยื่นเอกสารแผ่นนี้ให้กับเออิจิ
"มาปลุกพลังเวทย์ในร่างกายเหรอ เ้าเองก็อายุไม่น้อยแล้วอย่าคาดหวังมากนักล่ะ" ชายวัยกลางคนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "เดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วส่งเอกสารแผ่นนั้นมาให้ข้า"
เออิจิยื่นเอกสารให้กับชายวัยกลางคน แล้วชายวัยกลางคนก็รับเอกสารแผ่นนั้นไปอ่าน
"ชื่อฟูจิกิ เออิจิ เหรอ? เป็ชื่อที่แปลกและหาได้ยากมากเลยนะ ภูมิลำเนาของเ้าคงไม่ใช่คนของจักรวรรดิเรเดียนท์แต่กำเนิด มีความเป็ไปได้สูงว่าถิ่นกำเนิดของเ้าจะอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งของโพ้นทะเล" ชายวัยกลางคนเริ่มวิเคราะห์ข้อมูลที่อยู่ในเอกสารแผ่นนั้น เขาเบนสายตาออกจากเอกสารแผ่นนั้น แล้วเหลือบตาขึ้นมองเด็กหนุ่มโดยตรง
"ร่างกายไม่เลวเลยทีเดียว ใช้หอกเป็อาวุธอย่างงั้นเหรอ ดูแล้วเ้าไม่น่าจะเหมาะกับการเป็ผู้ใช้เวทมนตร์นะ"
"กล้าตัดสินข้าจากข้อมูลเพียงแค่นั้น ไม่คิดว่ามันเร็วเกินไปหน่อยเหรอ" น้ำเสียงที่เ็าดังขึ้นมาจากเออิจิ "คุณสมบัติของข้าจะเหมาะกับการเป็ผู้ใช้เวทมนตร์หรือไม่ แค่ทดสอบดูก็รู้แล้ว เหตุใดถึงต้องพล่ามให้มากความ"
ชายวัยกลางคนตกตะลึงกับคำพูดและน้ำเสียงของเด็กหนุ่ม ั้แ่ที่เขาฝึกฝนมาถึงระดับจอมเวทย์ คำพูดที่ไม่ให้เกียรติและอวดดีแบบนี้ เขาเพิ่งเคยได้ยินจากเด็กหนุ่มเบื้องหน้าคนนี้เป็ครั้งแรก
"ปากดีไม่เบา หวังว่าเ้าจะทำได้อย่างที่ปากพูด มนุษย์เรายิ่งอายุมากขึ้นการปลุกพลังเวทย์ให้ตื่นก็ยิ่งยากเป็เงาตามตัว มาดูกันสิว่าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างเ้า จะแสดงอะไรให้ข้าเห็น" ชายวัยกลางคนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เขาพยายามสะกดข่มความรู้สึกโกรธเกรี้ยวภายในใจของตัวเองอย่างเต็มที่
"วางมือซ้ายของเ้าลงบนลูกแก้วลูกนี้" ชายวัยกลางคนชี้ไปที่ลูกแก้วที่อยู่เบื้องหน้าของเขา เขาอยากจะเห็นบทสรุปของความอวดดีของเ้าเด็กเวรนี่เต็มทน
เออิจิวางมือซ้ายของเขาลงบนลูกแก้วตามที่ชายวัยกลางคนบอก "ข้าต้องทำอย่างไรต่อไป"
ชายวัยกลางคนยังคงไม่พอใจกับคำพูดที่ไม่มีสัมมาคารวะของเด็กหนุ่ม แต่เขาก็จำเป็ต้องทำหน้าที่ของเขาให้ลุล่วง เมื่อบทสรุปออกมาแล้วถึงตอนนั้นค่อยตัดสินเด็กหนุ่มคนนี้อีกที
"หลับตาลงแล้วรับััความอบอุ่นจากลูกแก้วให้ได้ เมื่อเ้าััได้ถึงความอบอุ่นจากลูกแก้ว เช่นนั้นการปลุกพลังก็ถือว่าเสร็จสิ้น"
เออิจิหลับตาลงเพื่อรับััจากลูกแก้ว ความอบอุ่นค่อยๆซึมผ่านฝ่ามือของเขาเข้ามา แต่ทันใดนั้นเองจุดตันเถียนภายในร่างกายของเขาเหมือนกับตอบสนองบางอย่างกับลูกแก้ว เออิจิรู้สึกใกับปฏิกิริยาของร่างกายของตนเอง เขายังคงหลับตาและเพ่งสมาธิจากนั้นเริ่มโคจรพลังลมปราณที่กำลังคลุ้มคลั่งในร่างกาย
'ทักษะเทพหยินหยางฟ้าดินตอบสนองกับความอบอุ่นของลูกแก้วในฝ่ามือ พลังทั้งสองอย่างนี้เกี่ยวข้องกันยังไงกันแน่นะ' เออิจิพยายามทำความเข้าใจกับความรู้สึกที่อบอุ่นกลางฝ่ามือของเขา ไม่นานเวลาก็ผ่านไปสิบอึดใจ เออิจิรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างกำลังค่อยๆปรากฏขึ้นที่หลังมือซ้ายของเขา
ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหวตัดสินใจลืมตาขึ้นมองสิ่งที่เกิดขึ้น อักขระแปลกๆเริ่มก่อตัวขึ้นที่หลังมือซ้ายของเขา ทุกตัวอักษรล้วนแล้วแต่แฝงความเร้นลับแห่งฟ้าดินเอาไว้ มันก่อตัวกันจนกลายเป็วงกลม ในที่สุดก็มองเห็นอักขระเ่าั้ได้อย่างชัดเจนเสียที
'ตัวอักษรอัลฟาเบตอย่างงั้นเหรอ ที่แปลกไปกว่านั้นคือทุกตัวอักษรมีความเร้นลับของฟ้าดินอัดแน่นอยู่ภายใน นี่ก็คือวงแหวนเวทย์ของผู้ใช้เวทย์อย่างนั้นสินะ' เออิจิค่อยๆสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงไปของตัวอักษร ขณะเดียวกันก็โคจรทักษะเทพหยินหยางฟ้าดินในร่างกายของเขาต่อไป เขาพ่นหายใจยาวออกมาเพื่อทำให้ร่างกายของเขาผ่อนคลาย และในที่สุดก็หลับตาลงอีกครั้งเพื่อรวบรวมสมาธิ
ััที่กลางฝ่ามือของเออิจิยิ่งเด่นชัดขึ้นทุกครั้งเมื่อเขาโคจรทักษะเทพหยินหยางฟ้าดิน ใน่แรกมันอบอุ่นเหมือนแสงแดดยามเช้า แต่ยิ่งเออิจิโคจรทักษะเทพหยินหยางฟ้าดินมากขึ้นเท่าไหร่ ความรู้สึกที่เขาััได้จากลูกแก้วก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ในตอนนี้สิ่งที่เขาััได้คือมันเหมือนกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังเผาไหม้มือซ้ายของเขาอยู่
ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนค่อยๆเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เออิจิยังคงวางมืออยู่ที่ลูกแก้วโดยไม่ยอมดึงมือซ้ายของเขาออกมา ถึงแม้ว่ามันจะปวดแสบปวดร้อนมากแค่ไหน แต่เมื่อเทียบกับความตื่นเต้นที่ได้ัักับความลึกลับของฟ้าดิน ความเ็ปทั้งหมดที่กำลังเผชิญอยู่ก็เป็เพียงแค่เื่เล็กน้อยเท่านั้น
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!
ลูกแก้วปลุกพลังกำลังแตกร้าว รอยแยกจำนวนมหาศาลค่อยๆปรากฏขึ้นบนผนังของลูกแก้ว
เพล้ง!
ลูกแก้วปลุกพลังเปล่งประกายแสงสีแดงออกมา ในที่สุดมันก็ทนรับพลังที่มากเกินไปไม่ไหว แตกสลายเป็ผุยผงภายใต้ฝ่ามือของเออิจิในที่สุด
เออิจิค่อยๆลืมตาขึ้นเขาเหลือบมองหลังมือซ้ายของตนเองเป็อย่างแรก วงแหวนเวทย์สีม่วงเก้าวงซ้อนทับกันอยู่ที่หลังฝ่ามือซ้ายของเขา "เท่านี้ก็เป็ผู้ใช้เวทย์แล้วสินะ เช่นนั้นข้าไปปลุกพลังผู้ใช้ออร่าต่อเลยก็แล้วกัน" เออิจิกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
ตัดภาพมายังชายวัยกลางคนที่กำลังยืนตกตะลึงอ้าปากค้างอยู่ ตอนนี้สติสัมปชัญญะของเขาเหมือนกับถูกฟาดด้วยของแข็ง โลกทั้งใบขาวโพลนไปหมด ขณะเดียวกันก็พึมพำอะไรบางอย่างจนฟังไม่ได้ศัพท์
"สีแดง! สีแดง! สีแดง! สีแดง! สีแดง! สีแดง! สีแดง! สีแดง!"
เขาพูดคำเ่าั้วนไปวนมาราวกับคนเสียสติ แต่หลังจากที่ได้ยินเสียงของเด็กหนุ่มที่แสนอวดดีดังขึ้น เขาจึงค่อยๆควบคุมอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของตัวเองให้สงบลง
"เ้า! เ้า! เ้าอย่าเพิ่งไปทดสอบต่อ ระ...รอข้าอยู่ที่นี่ก่อน" ชายวัยกลางคนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ติดขัด อารมณ์ของเขาพลุ่งพล่านเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แต่ที่มากไปกว่านั้นคือความตกตะลึงที่เขาได้แสดงออกมาทางสีหน้าอย่างปิดไม่มิด
ชายวัยกลางคนะโข้ามโต๊ะทำงานของเขาออกไปด้วยความเร่งรีบ แม้แต่ประตูเขายังไม่ใช้มือเปิด เขาถีบประตูบานนั้นจนกระเด็นออกไป ในระหว่างที่วิ่งเขาก็ะโคำๆนึงขึ้นมาอย่างสุดเสียง "กิลด์มาสเตอร์"
เสียงของเขาดังกึกก้องไปทั่วทั้งอาคารกิลด์ พนักงานสาวที่ยืนรออยู่หน้าประตู เกือบจะปลิวลอยไปพร้อมกับประตูบานนั้น โชคดีที่ตอนชายวัยกลางคนถีบประตูเธอรีบหมอบลงด้วยความใ ไม่อย่างนั้นเธอคงปลิวไปกับประตูบานนั้นอย่างแน่นอน
ต้องขอบคุณประสบการณ์การทำงานในฐานะพนักงานต้อนรับของกิลเป็อย่างมาก เพราะในแต่ละวันห้องโถงกิลด์อาจเกิดการทะเลาะวิวาทของนักผจญภัยได้ตลอดเวลา ทำให้เธอมีทักษะหลบหลีกที่เชี่ยวชาญมาก
ด้านล่างชั้นหนึ่งภายในห้องโถงกิลด์ มีนักผจญภัยจำนวนมากจับจ้องไปยังชายวัยกลางคนที่กำลังวิ่งแหกปากด้วยความตื่นเต้น
"นั่นมันจอมเวทย์แมทธิวนี่นา เกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเขาถึงตื่นตูมแบบนั้น" ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้น
"นั่นสิ! ปกติตาลุงนั่นไว้ท่าจะตาย"
"น่าจะมีเื่ใหญ่เกิดขึ้นนะ ไม่อย่างนั้นตาลุงนั่นคงไม่วิ่งโวยวายแบบนั้นแน่"
"เื่อะไรกันนะ ที่ทำให้ตาลุงนั้นสติแตกได้มากถึงขนาดนี้"
ภายในห้องโถงของกิลด์เต็มไปด้วยเสียงจอแจของนักผจญภัย พวกเขาเริ่มพูดคุยกันถึงท่าทางที่ตื่นตระหนกของจอมเวทย์แมทธิว เหล่านักผจญภัยในห้องโถงเริ่มถกเถียงกันไปมาจนฟังไม่ได้ศัพท์
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
้าสุดของอาคารกิลด์ห้องทำงานของกิลด์มาสเตอร์ แมทธิวเคาะประตูด้วยความรุนแรงและเร่งรีบ
"กิลด์มาสเตอร์ ข้าแมทธิวมีเื่ด่วนมารายงานท่านขอรับ"
"เข้ามาเถอะ"
เสียงที่เคร่งขรึมและเ็าดังออกมาจากด้านในห้องของกิลด์มาสเตอร์
"กิลด์มาสเตอร์" แมทธิวเอามือทาบอกแล้วก้มศีรษะเล็กน้อยเพื่อทำความเคารพ
"มีเื่อะไรแต่เช้า เหตุใดเ้าถึงได้ตื่นตระหนกเช่นนี้" น้ำเสียงของกิลด์มาสเตอร์เต็มไปด้วยความรู้สึกไม่พอใจ "เ้าเองก็อายุมากแล้วนะ ผ่านความเป็ความตายมาก็มาก เหตุใดถึงยังควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้อีก"
"ข้าขออภัยกิลด์มาสเตอร์กับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของข้า แต่ข้ามีเื่เร่งด่วนที่ต้องรีบแจ้งท่านในทันทีขอรับ" แมทธิวกล่าวขึ้นอย่างกระหืดกระหอบ แม้ว่าเขาจะพยายามสะกดข่มความตื่นเต้นในใจของตัวเองลงไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ปกปิดมันได้ไม่หมด
"งั้นเ้ารีบพูดมา เื่เร่งด่วนอะไรกันที่ทำให้เ้าตื่นตระหนกได้มากขนาดนี้ มีพวกสัตว์อสูรบุกมาโจมตีอย่างนั้นเหรอ"
"ไม่ใช่ขอรับ" แมทธิวตอบปฏิเสธ จากนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นว่า "ข้าพบคนที่มีคุณสมบัติของมหาปราชญ์เวทมนตร์ขอรับ"
"นั้นสินะ ข้าคิดไว้อยู่แล้วว่ากสรเคลื่อนไหวหมู่นี้ของพวกสัตว์อสูรมันแปลกๆ...." กล่าวจบสีหน้าของกิลด์มาสเตอร์ก็แข็งค้าง "อะไรนะ?" กิลด์มาสเตอร์ถามกลับเหมือนกับฟังไม่ชัด
"ข้าพบคนที่มีคุณสมบัติของมหาปราชญ์เวทมนตร์ขอรับ" แมทธิวกล่าวขึ้นอีกครั้ง
ปัง!
โต๊ะทำงานของกิลด์มาสเตอร์ถูกกำปั้นที่มีพลังมหาศาลของเขาทุบจนแหลกเป็ผุยผง
"เ้าเช็คคุณสมบัติดีแล้วแน่นะ" คราวนี้น้ำเสียงของกิลด์มาสเตอร์เริ่มไม่สงบเหมือนอย่างก่อนหน้านี้แล้ว
"แน่นอนขอรับ หากไม่มั้นใจข้าไม่กล้ามารายงานท่านแน่"
"ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน รีบไปพาเขามาพบข้าด่วนเลย" อารมณ์ของกิลด์มาสเตอร์พลุ่งพล่านจนถึงขีดสุด น้ำเสียงของเขาเร่งรีบกระหืดกระหอบ
"เช่นนั้นท่านรอข้าสักครู่" กล่าวจบแมทธิวก็รีบวิ่งออกไปจากห้องของกิลด์มาสเตอร์ทันที