หลังจากนั้นก็มองไปที่ฮูหยินอีกคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ข้างกายฮูหยินชุดแดง อีกฝ่ายสวมชุดกระโปรงอ่าวฉวิน[1]สีฟ้าอ่อน หน้าตาสะสวยแลดูผ่าเผยสง่างาม สายตาที่มองมาที่โม่เสวี่ยถงฉายแววพินิจอยู่หลายส่วน นางเว้นระยะห่างจากฮูหยินชุดแดงสองก้าว แสดงให้เห็นถึงสถานะสูงต่ำ และอยู่ในขอบเขตที่เมื่อสนทนากันก็สามารถได้ยินได้ชัดเจน
ม่านตาของโม่เสวี่ยถงหดแคบเล็กน้อย หากการคาดเดาของตนเองไม่ผิดพลาด สตรีผู้นี้ก็คือ ‘นาง’ นั่นเอง
“ขอบคุณฮูหยินที่ช่วยบอกกล่าว ข้าจะกลับบ้านเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” โม่เสวี่ยถงสูดหายใจลึก ห้ามน้ำตามิให้ไหลออกมา ท่าทางตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังคงย่อกายคำนับต่อสตรีชุดแดงอย่างอ่อนช้อย กล่าวขอบคุณด้วยความเคารพ แล้วให้โม่เยี่ยประคองตนจากไป แม้สีหน้าจะดูร้อนใจ แต่ท่าทางที่แสดงออกยังคงมีสง่าราศีเช่นเดียวกับคุณหนูตระกูลใหญ่
คุณหนูสามสกุลโม่ผู้นี้ช่างแตกต่างจากข่าวลือที่ได้ยินลิบลับ
“พระชายา คุณหนูสามสกุลโม่ผู้นี้ดูไม่เหมือนดังข่าวลือแม้แต่น้อยเลยนะเพคะ แม้จะร้อนใจมากแต่กลับรักษาภาพลักษณ์ของคุณหนูตระกูลใหญ่ไว้ได้ ไม่ตกใจลนลาน รู้กาลเทศะ ช่างหาได้ยากนัก เห็นท่าทางแบบนี้ ไม่น่าจะเป็นสตรีที่รับการอบรมสั่งสอนจากสกุลเล็กๆ ทั่วไปเหล่านั้นได้เลย ดูเหมือนธิดาที่มีจากสกุลสูงศักดิ์ที่เพียบพร้อมไปด้วยอำนาจบารมีมานับร้อยปีเสียมากกว่า” ฮูหยินที่อยู่ในชุดสีฟ้าอ่อนกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม นางดูเหมือนสตรีอายุประมาณยี่สิบสี่ยี่สิบห้าปี ยามนี้สายตาของสตรีอาภรณ์สีแดงจับตามเงาหลังของโม่เสวี่ยถงไป ริมฝีปากทอยิ้มอย่างพึงใจ
“เรื่องบางเรื่องก็ต้องมาเห็นด้วยตาตนเองจึงจะเชื่อได้ ข้าวสารชนิดเดียวกันแต่เลี้ยงคนออกมาได้ร้อยแบบ คุณหนูใหญ่สกุลโม่เป็นคนไม่เลว คุณหนูสามผู้นี้ก็ดูโดดเด่นไม่เบา และยังเป็นธิดาที่เกิดจากภรรยาเอกอย่างแท้จริง แม้จะยังเยาว์วัยไปหน่อย แต่บุคลิกลักษณะกลับดูสง่าผ่าเผยกว่าคุณหนูใหญ่ผู้นั้นอยู่หลายส่วน ข้ารู้สึกว่านางดูคุ้นตายิ่ง แต่นึกไม่ออกว่าเมื่อก่อนเคยพบนางหรือไม่” ฮูหยินชุดสีแดงมุ่นหัวคิ้ว กล่าวพึมพำด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“พระชายาจะเคยพบนางได้อย่างไร ตั้งแต่ยังเยาว์พระชายาก็มิได้ใช้ชีวิตในเมืองหลวง คุณหนูสามสกุลโม่ผู้นั้นก็ได้ยินมาว่าเพิ่งกลับมาเมืองหลวง แล้วจะพบหน้ากันได้อย่างไร”
“แค่รู้สึกคุ้นตามากราวกับเป็นสหายเก่าเยี่ยงนั้น”
“ก็อาจเป็นคนที่มีหน้าตาคล้ายกัน หรือหน้าตาดูคล้ายกับคนที่พระชายาเคยรู้จักกระมังเพคะ”
“ก็เป็นไปได้ แต่แค่ตอนนี้ยังนึกไม่ออกว่าเป็นใครเท่านั้นเอง”
…
อีกด้านหนึ่ง หลังจากโม่เสวี่ยถงเดินออกมาจากป่าเหมยแล้ว จึงพบว่าตนเองไม่มีรถกลับ
ตอนนั้นซือหม่าหลิงอวิ๋นโผล่มากะทันหันเกินไป นางจึงยังไม่ทันคิดแผนรับมือกับเขาให้เรียบร้อย มัวแต่คิดไปทีละขั้นว่าจะทำลายแผนการของซือหม่าหลิงอวิ๋นกับโม่เสวี่ยหมิ่นอย่างไร จนลืมนึกไปว่าป่าเหมยแห่งนี้อยู่นอกเมืองและห่างไกลความเจริญ จะหารถกลับเวลานี้ก็คงยากแล้ว
ขณะที่กำลังนึกร้อนใจอยู่ ก็มีรถม้าหรูหราคันหนึ่งวิ่งมาเทียบอยู่ด้านหน้าของโม่เสวี่ยถง คนบังคับรถกระโดดลงมาจากที่นั่งคนบังคับรถด้วยท่าทางสุภาพนอบน้อม ม่านรถถูกเลิกขึ้น ใบหน้างดงามของลั่วหมิงจูปรากฏออกมา
“ญาติผู้น้อง เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร รีบขึ้นรถมาเร็วๆ ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า” ลั่วหมิงจูไม่พูดมาก กวักมือเรียกนางด้วยสีหน้าร้อนใจ ดูจากท่าทางแล้วคงมีเรื่องด่วนจริงๆ
โม่เสวี่ยถงก็ไม่มากความ จับมือโม่เยี่ยแล้วก้าวขึ้นไปบนรถ ทันทีที่เข้าไปข้างใน ลั่วหมิงจูก็คว้ามือของนางไว้สีหน้าแลดูลนลาน “เกิดเรื่องใหญ่แล้ว วันนี้มีคนพบว่าน้องหญิงสี่ของเจ้าอยู่บนรถกับซือหม่าหลิงอวิ๋นสองต่อสอง ข้าได้ยินพี่หญิงใหญ่ของเจ้าผู้นั้นพูดเหมือนว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเจ้าด้วย ตอนนี้พวกนางกลับไปที่บ้านแล้ว เรื่องนี้ยังไม่กระจ่าง เจ้าไปหลบที่บ้านข้าก่อนดีหรือไม่ ไม่ว่าเป็นคุณหนูจากสกุลไหน หากถูกโยงเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องพรรค์นี้ก็ไม่พ้นมีแต่เสื่อมเสียชื่อเสียง”
ลั่วหมิงจูร้อนใจอย่างแท้จริง ตอนที่โม่เสวี่ยหมิ่นมาถึง รถม้าของนางเพิ่งมาถึงชายป่า ขณะที่กำลังลงจากรถ ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของโม่เสวี่ยหมิ่น ม่านรถม้าคันใหญ่ถูกเลิกสูง ซือหม่าหลิงอวิ๋นกอดกับสตรีผู้หนึ่งในสภาพที่สวมเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยปรากฏต่อสายตาผู้คน ใบหน้าของซือหม่าหลิงอวิ๋นมองเห็นได้ชัดเจน แต่หญิงสาวผู้นั้นซุกใบหน้าอยู่ในอ้อมอกของชายหนุ่ม ทุกคนจึงเห็นไม่ชัดเจนว่าเป็นผู้ใด
ต่อจากนั้นโม่เสวี่ยหมิ่นก็ร้องขึ้นด้วยความตกใจว่า “ซือหม่าหลิงอวิ๋น น้องสาม พวกเจ้า...”
ตอนนั้นลั่วหมิงจูตกใจจนแทบพลัดตกลงมาจากรถ ญาติผู้น้องกับเจิ้นกั๋วโหวซื่อจื่อ... จะเป็นไปได้อย่างไร
เรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น เมื่อสตรีในอ้อมแขนของซือหม่าหลิงอวิ๋นเงยหน้าขึ้น จึงรู้ว่าที่แท้ไม่ใช่โม่เสวี่ยถงแต่เป็นโม่เสวี่ยฉง ผู้ที่ตกตะลึงมิได้มีแค่โม่เสวี่ยหมิ่น แต่เป็นผู้คนทั้งหมดที่ยืนล้อมอยู่รอบรถ
โม่เสวี่ยหมิ่นถามอย่างไม่เต็มเสียงเพียงว่า “น้องหญิงสามไม่ได้มากับพวกเจ้าหรือ แล้วตอนนี้นางไปอยู่ที่ไหนเสียล่ะ” หลังจากนั้นก็เป็นลมล้มพับไป ผู้ที่ตามโม่เสวี่ยหมิ่นมายังมีคุณหนูอีกสองสามคน ทุกคนต่างเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ทันทีที่เกิดเหตุดูชุลมุนวุ่นวาย ซือหม่าหลิงอวิ๋นได้สติคืนมาก็ดึงม่านรถลง แล้วพาโม่เสวี่ยฉงเผ่นหนีไป เห็นบอกว่าจะไปจวนโม่
โม่เสวี่ยหมิ่นถูกอุ้มไปที่รถม้าของคุณหนูคนอื่น รถม้าสองสามคันก็ตามกันไปชมเรื่องงามหน้าที่จวนโม่
ลั่วหมิงจูได้ยินโม่เสวี่ยหมิ่นพูดประโยคสุดท้ายอย่างชัดเจน ดูจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ไฉนจะไม่เข้าใจแจ่มชัด นางรู้ว่าโม่เสวี่ยถงต้องมาป่าเหมยด้วยก็เกรงว่าญาติผู้น้องจะเกิดเรื่อง จึงให้รถม้ารออยู่ที่นั่น แล้วส่งคนไปตามหาทั่วป่าเหมย ท้ายที่สุดเมื่อพบแล้วก็รีบลากนางขึ้นรถ ด้วยกลัวว่านางจะไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น จึงรีบชี้แจงแถลงไขให้ฟัง
ให้ไปหลบที่จวนลั่ว? แค่วันนี้ตนเองไม่กลับจวนโม่ พรุ่งนี้ก็คงมีข่าวลือเสียหายเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดแล้ว โม่เสวี่ยหมิ่นหรือจะปล่อยโอกาสแบบนี้ไปได้ นางเก็บรอยยิ้มเยาะหยันที่ริมฝีปากลง ก่อนช้อนตาขึ้นมองแล้วตบหลังมือของลั่วหมิงจูเบาๆ ยิ้มกล่าวปลอบใจ “พี่หญิงลั่ว เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้าเลย คนที่อยู่กับซือหม่าหลิงอวิ๋นก็คือน้องหญิงสี่ต่างหาก”
“แต่เรื่องทำนองนี้ ต่อให้ไม่มีอะไรก็อาจถูกดึงเข้าไปเกี่ยวพันจนเกิดเรื่องได้อยู่ดี” แม้ว่าลั่วหมิงจูจะเป็นคนซื่อ แต่มิได้โง่ นางรู้ว่าไม่ว่าผู้ใดก็แล้วแต่ที่ถูกดึงเข้าไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ ล้วนเคราะห์ร้ายทั้งสิ้น ถึงคนในรถจะไม่ใช่โม่เสวี่ยถง แต่คำพูดที่เล่าลือบอกต่อกันไปย่อมไม่ชัดเจน ดังนั้นหลังจากเกิดเรื่องนางจึงยังรั้งอยู่เพื่อตามหาโม่เสวี่ยถง
“หากข้าถูกดึงเข้าไปเกี่ยว พี่หญิงใหญ่ก็ไม่แคล้วเช่นกัน หากนางไม่คำนึงถึงชื่อเสียงของจวนโม่จริงๆ ข้าก็ยอมลงน้ำไปพร้อมกับนางด้วย” โม่เสวี่ยถงหัวเราะเสียงเบา เบื้องลึกของดวงตาที่เหลือบมองไปนอกหน้าต่างราวกับถูกฉาบด้วยน้ำแข็งเหมันต์ แสงตะวันจากทิศประจิมสาดส่องลงบนตัวนาง แต่กลับทำให้คนรู้สึกหนาวสะท้านอย่างน่าประหลาด
คิดไม่ถึงว่ามาถึงขั้นนี้แล้ว โม่เสวี่ยหมิ่นก็ยังกัดไม่ปล่อย จะลากนางเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ให้ได้ จึงจงใจพูดให้คนเกิดความสับสน แต่อีกฝ่ายคงประเมินตนเองผิดไป ชีวิตนี้นางกลับมาเพื่อล้างแค้น แล้วจะปล่อยให้โม่เสวี่ยหมิ่นอยู่เป็นสุขได้อย่างไร ปลาไม่ตายตาข่ายก็ต้องขาด!
หนี้แค้นนี้ อย่างไรนางก็ต้องชดใช้
โม่เสวี่ยหมิ่นคิดหมายแต่จะเกาะกิ่งสูง แต่ด้วยฐานะบุตรอนุภรรยาของนางต้อยต่ำเกินไป อย่างมากแต่งไปก็เป็นได้แค่อนุภรรยาของคุณชายสกุลใหญ่ แต่คนเย่อหยิ่งทะนงตนอย่างโม่เสวี่ยหมิ่นมีหรือจะยอมรับได้ ก็เหมือนกับจวนเจิ้นกั๋วโหว แม้ว่าจะตกต่ำลง แต่ฮูหยินเจิ้นกั๋วโหวก็ไม่ยอมให้บุตรอนุภรรยาอย่างนางแต่งเข้าไปเป็นฮูหยินซื่อจื่อ ดังนั้นนางจึงจำเป็นต้องทำให้ถึงที่สุด ดี... ดีมาก!
ด้วยเหตุนี้จวนโม่จึงไม่อาจเกิดเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ หากเรื่องค่อยๆ เงียบหายไปก็ดี แต่ถ้ามีคนขุดคุ้ยทำเรื่องให้แดงขึ้นมาอีกก็จะยิ่งทำให้บานปลาย โม่เสวี่ยหมิ่นย่อมไม่กล้าให้เรื่องไปถึงขั้นนั้น เป้าหมายของนางคือการแต่งงานเข้าสกุลสูงศักดิ์อย่างสมเกียรติ นางจะให้จวนโม่ถูกผู้คนดูถูกได้อย่างไร หากพวกนางสองคนเกิดเรื่อง ชื่อเสียงของบุตรสาวทั้งสกุลโม่ย่อมถูกทำลายไปพร้อมกัน
โม่เสวี่ยหมิ่นไม่กล้าเดิมพันแน่
เมื่อได้ยินวาจาที่เด็ดขาดของโม่เสวี่ยถง และเห็นสีหน้าที่ไม่หวาดหวั่นแม้แต่น้อยของนาง ลั่วหมิงจูก็ค่อยๆ วางใจ แต่ก็ยังมิวายถามย้ำให้แน่ใจ “ไม่เป็นอันใดแน่นะ”
“ไม่เป็นอะไรจริงๆ พี่หญิงวางใจเถอะเจ้าค่ะ” เห็นนางยังมีสีหน้ากังวลใจ โม่เสวี่ยถงก็กลอกตาไปมาก่อนเอ่ยถาม “พรุ่งนี้ค่อยมาหาข้าดีไหม”
“ได้ พรุ่งนี้ข้าจะไปแน่นอน” ลั่วหมิงจูไม่อาจวางใจได้จริงๆ รีบตบอกกล่าวยืนยัน
“ต้องไปหาข้าให้ได้นะ”
“วางใจน่า... ข้าไปแน่นอน”
ยามที่โม่เสวี่ยถงไปถึงเรือนของเหล่าไท่ไท่ ก็ถูกขวางไว้ที่หน้าประตูตามคาดหมาย ด้านในเงียบสนิท เงียบจนเหมือนไม่มีใครอยู่ แต่โม่เสวี่ยถงทราบดีว่าเหล่าไท่ไท่ โม่เสวี่ยหมิ่น รวมถึงโม่เสวี่ยเยี่ยนที่แล่นมารอชมละครสนุกล้วนอยู่กันครบถ้วน
“คุณหนูสาม เชิญเจ้าค่ะ” เมื่อม่านประตูถูกเลิกขึ้น หญิงรับใช้อาวุโสประจำตัวของเหล่าไท่ไท่ก็ออกมา ปรายหางตามองนางอย่างเย็นชาสองสามครั้ง ปากบอกว่าเชิญ แต่ตัวก็ยืนขวางเหลือช่องให้เดินเพียงน้อยนิด สายตาที่มองโม่เสวี่ยถงมิได้มีความเคารพยำเกรงแม้แต่น้อย
โม่เยี่ยที่ตามอยู่ด้านหลังรู้สึกฉุนจัด เดินขึ้นหน้าเข้าไป แต่ถูกโม่เสวี่ยถงดึงแขนเสื้อห้ามไว้
ภายในห้อง เหล่าไท่ไท่นั่งอยู่ในตำแหน่งสูง สายตาทั้งเย็นเยียบและแหลมคมพุ่งเข้ามาที่ใบหน้าของนาง โม่เสวี่ยเยี่ยนนั่งพิงเก้าอี้อยู่ด้านข้าง นั่งทำงานเย็บปักของตนเองคล้ายไม่แยแสสิ่งใด เพียงแต่ยกศีรษะขึ้นมองเป็นครั้งคราว แววตาวับวาวดูตื่นเต้น เห็นได้ชัดว่านึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ
เนื่องจากสถานะบิดาของนางเป็นเพียงพ่อค้า โม่เสวี่ยเยี่ยนจึงริษยาพี่สาวน้องสาวทั้งสามของสกุลโม่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโม่เสวี่ยถง ทั้งที่พวกนางต่างเป็นบุตรสาวภรรยาเอกเหมือนกัน แต่โม่เสวี่ยถงอาศัยสิ่งใดจึงสูงศักดิ์กว่านาง ยามนี้เมื่อเห็นอีกฝ่ายตกที่นั่งลำบาก จึงรอชมความทุกข์ของผู้อื่นอย่างใจจดใจจ่อ ด้วยความริษยาและชิงชัง ที่ยังนั่งอยู่ที่นี่ก็เพื่อรอชมละครสนุกของโม่เสวี่ยถงเท่านั้นเอง
โม่เสวี่ยหมิ่นเห็นโม่เสวี่ยถงเข้ามาก็รีบปราดมาต้อนรับ สีหน้าแสดงความห่วงใยดึงมือนางขึ้นมาจับแล้วกล่าวว่า “น้องสาม เจ้าไปไหนมา ทำไมไปด้วยกันกับซือหม่าซื่อจื่อ แต่แล้วตอนหลังกลับไม่เห็นตัวเล่า ทุกคนต่างเป็นห่วงเจ้านะ”
เป็นห่วง? โม่เสวี่ยถงยิ้มเยาะในใจ ภายในห้องเงียบสงบเยี่ยงนี้ คงจะเตรียมการกันไว้พร้อมแล้วสินะ เกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้น แทนที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาและปกป้องชื่อเสียงของจวนโม่ แต่กลับมาใส่ใจกับคนที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยอย่างนาง โม่เสวี่ยหมิ่นก็ช่างพูดออกมาได้ แต่พูดอ้อมไปอ้อมมาก็หมายจะดึงนางเข้าไปเกี่ยวข้องกับซือหม่าหลิงอวิ๋นนั่นเอง
ซือหม่าหลิงอวิ๋นเกิดเรื่องขนาดนั้น โม่เสวี่ยหมิ่นยังไม่วายจะหาช่องทางเล่นงานนาง ช่างมีความพยายามมากเสียเหลือเกิน!
“ขอบคุณพี่หญิงใหญ่ที่ห่วงใย หลังจากที่พี่หญิงแยกจากไปแล้ว รถม้าของเราก็เสีย โชคดีที่รถของซือหม่าซื่อจื่อตามมาอยู่ด้านหลัง ซื่อจื่อบอกว่าพี่หญิงใหญ่ให้เขามาพร้อมกับข้าและน้องสี่ อีกประเดี๋ยวท่านจะตามมา ข้ากับน้องสี่ก็เลยขึ้นรถมาพร้อมกับซื่อจื่อ พอถึงที่หมาย ข้าก็ลงจากรถก่อนเพื่อไปตามหาพี่หญิง แต่หาเท่าไรก็ไม่พบ สุดท้ายพอกลับไปหาน้องสี่ ปรากฏว่ารถม้าของซื่อจื่อไม่อยู่แล้ว รู้สึกร้อนใจยิ่งจึงรีบกลับมานี่แหละเจ้าค่ะ เอ... หรือว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นเจ้าคะพี่หญิง”
โม่เสวี่ยถงงำประกายเย็นเยียบในดวงตาไว้ แสร้งทำเป็นร้อนใจกลัวว่าจะเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น แล้วพลิกกลับมาจับมือของโม่เสวี่ยหมิ่นรบเร้าถามอย่างตื่นตระหนก
เหล่าไท่ไท่มุ่นคิ้วเล็กน้อยจนแทบไม่สังเกตเห็น แม้ว่าสายตาที่มองไปที่โม่เสวี่ยถงจะดำทะมึน แต่ก็กวาดไปทางโม่เสวี่ยหมิ่นอยู่หลายครา
หากโม่เสวี่ยหมิ่นคิดจะแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตนเองก็แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องราวอันใดด้วยเช่นกัน นางคิดจะดึงตนเองลงน้ำ แล้วตนเองจะปล่อยให้นางลอยนวลไปเฉยๆ อย่างไร นางบอกว่าตนเองไปด้วยกันกับซือหม่าหลิงอวิ๋น ตนเองก็บอกว่าเรื่องนี้นางเป็นคนต้นคิด หากวิเคราะห์กันดีๆ แล้ว ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวข้องกับนางทั้งสิ้น
“น้องสาม เจ้าลงจากรถไปก่อนโดยไม่สนใจน้องสี่เลยได้อย่างไร บนรถยังมีซื่อจื่ออยู่ด้วยอีกคนนะ”
เมื่อเห็นโม่เสวี่ยถงกะพริบตาปริบๆ อย่างผู้บริสุทธิ์ แล้วปัดความรับผิดชอบมาที่นาง โม่เสวี่ยหมิ่นก็ก้มหน้าซ่อนความเกลียดชังไว้ใต้ก้นบึ้งดวงตา ก่อนจะกระทืบเท้า ต่อว่าโม่เสวี่ยถง “น้องสี่อายุน้อยที่สุด ทั้งยังชอบก่อเรื่องยุ่ง ปรกติเวลาออกไปข้างนอก ข้าต้องเตือนแล้วเตือนอีก ทำไมเจ้าถึงไม่เอาใจใส่ให้มากหน่อย ซ้ำยังทำให้นางเกิดเรื่องแบบนี้อีก น้องสามเจ้าก่อเรื่องใหญ่เข้าแล้วรู้หรือไม่”
ทำให้โม่เสวี่ยฉงเกิดเรื่อง? โม่เสวี่ยหมิ่นช่างกล้าพูดออกมาได้!
…………………………………………………………………………………………..………….....
คำอธิบายเพิ่มเติม
[1] อ่าวฉวิน เป็นชุดกระโปรงของสตรีในสมัยราชวงศ์หมิง มีลักษณะเป็นชุดแยกเสื้อกับกระโปรงสองชิ้น เสื้อแขนยาวปกเฉียงป้ายมาทาบอีกด้าน บริเวณปกคอมักกุ๊นขอบด้วยสีขาว สวมกระโปรงจีบม้ารอบตัว