41 2-2
ตอนที่ 62 ท่านไม่มีสิทธิ์มาวิจารณ์ท่านแม่ของข้า
เหลิงหยุนเจียวเหนื่อยหน่ายจะคุยเรื่องบุรุษผู้นี้เต็มทน จึงรีบดึงบังเหียนควบขี่ม้ามุ่งไปทางค่ายทหารรับจ้างโดยเร็ว
ไป๋ซือหมิงผายมือยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ แล้วเร่งติดตามหลังเหลิงหยุนเจียวออกไปเช่นกัน
“นี่ พี่สาวถัง พี่โม่ต้องหน้าตาอัปลักษณ์เพียงใดกัน? จึงได้สวมใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าไว้ตลอดเช่นนี้?”
“แต่ข้ายืนยันได้ว่า ระดับพลังลมปราณของเขาช่างแข็งแกร่งไร้เทียมทาน มีพี่โม่คอยอยู่เคียงข้างท่านเช่นนี้ ไม่มีผู้ใดในเมืองเฟิงหยวนกล้าสร้างปัญหาให้กับท่านเป็นแน!”
“….”
เหลิงหยุนเจียวปรายหางตามองแรงใส่ไป๋ซือหมิงไปทีหนึ่ง กระแสเย็นชาที่แผ่ซ่านออกมาช่างน่าสะพรึงขวัญยิ่งยวด ผนวกกับรัศมีลมปราณกระแสอ่อนเข้าปกคลุมรอบกาย นางเอ่ยถามขึ้นเบาๆว่า
“แล้วเจ้าคิดว่า คนอย่างข้าหรือจะต้องการผู้ใดสักคนมาปกป้อง?”
สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความอันตรายเข้มข้น ไป๋ซือหมิงถึงกับเหงื่อเย็นแตกพลั่กและรีบหุบปากโดยไว
เมื่อใกล้ถึงค่ายทหารรับจ้าง จู่เหลิงหยุนเจียวก็เอ่ยถามขึ้นว่า
“ไป๋ซือหมิง ตอนนี้รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง?”
ไป๋ซือหมิงกระพริบตาปริบอยู่สองสามที ยิ้มตอบกลับไปว่า
“ค่อนข้างดีอยู่ อาจเป็นเพราะฤทธิ์โอสถวัฏจักรเก้าชีวิต จึงไม่รู้สึกว่าเจ็บปวดร่างกายส่วนใดเลย”
แต่เมื่อใดที่ฤทธิ์โอสถหมดสิ้นไป เขาจะต้องเผชิญพบกับความร้ายกาจของพิษเถาวัลย์ไม้อสรพิษในทันที มันเป็นความเจ็บปวดทรมานเสียยิ่งกว่าความตาย พร้อมด้วยอวัยวะทั้งหมดในร่างกายจะเริ่มเน่าเสียอย่างช้าๆ
เหลิงหยุนเจียวย่อมเข้าใจในจุดนี้กระจ่างชัดแจ้งดี
กล่าวกันตามจริง เวลาชีวิตที่เหลืออยู่ของไป๋ซิหมิงมีไม่ถึงสองวันแล้ว!
“พี่สาวถัง ข้ากำลังจะตายอยู่แล้ว อย่าได้เป็นกังวลให้เสียเวลาจะดีกว่า”
ทันทีที่มาถึง บุรุษผู้หนึ่งในค่ายทหารรับจ้างก็รีบปรี่วิ่งเข้ามาต้อนรับ ไป๋ซือหมทิงกระโดดลงจากหลังม้าและส่งมอบให้อีกฝ่ายดูแลจัดการต่อ
เหลิงหยุนเจียวเองก็ทำเช่นเดียวกัน และจูงมือเหลิงเจียวเหนียงข้ามผ่านประตูค่ายเข้าไป ซึ่งภายในสถานที่แห่งนี้อัดแน่นไปด้วยผู้คนมากมาย
ทั้งสองคาดไม่ถึงเลยว่า ทันทีที่มาถึง จะได้พบกันพี่ใหญ่หวังเร็วปานนี้
ทันทีที่เห็นไป๋ซือหมิง ใบหน้าที่บูดบึ้งราวกับก้นลิงของพี่ใหญ่หวังก็แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มทันที เขารีบวิ่งตรงเข้าไปหาคนทั้งสองอย่างรวดเร็ว
“โอ้? เสี่ยวไป๋ ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะกลับมาถึงที่นี่เร็วปานนี้? พิษถูกถอนออกไปแล้วรึ?”
“ยังเลย พี่ใหญ่หวัง ข้ามาที่นี่เพราะอยากเจอพี่น้องทุกคนในขณะที่ยังมีลมหายใจ”
“แล้วตั้งใจว่าจะจัดเลี้ยงอาหารค่ำสักมื้อส่งท้าย พี่ใหญ่หวังคิดว่าข้าควรจัดที่ไหนดี?”
ไป๋ซือหมิงก็ยังระเบิดเสียงหัวเราะออกมาได้อย่างสนุกสนาน ราวกับว่าเขาไม่ใช่คนที่กำลังจะตายในเร็ววัน
เสี้ยวอึดใจแรก สีหน้าการแสดงออกของพี่ใหญ่หวังเปี่ยมไปด้วยความหวัง ทว่าอึดใจต่อมาเท่านั้น ทุกอย่างพลันแข็งค้างไปเฉยๆ เสมือนว่าวิญญาณได้หลุดจากร่างฉับพลัน
เขารีบหันหน้าไปมองเหลิงหยุนเจียวอย่างรวดเร็ว สุ้มเสียงที่เปล่งถามออกมาดังแสบแก้วหูดีเหลือเกิน จนนางรู้สึกราวกับว่ากำลังมีใครสักคนตีฆ้องตีกลองสนั่นอยู่ข้างหู
“แม่นางถัง ไม่มีทางอื่นแล้วรึ?”
ฝูงชนกว่าหลายคนที่อยู่รอบข้างต่างระเบิดเสียงหัวเราะเยาะดังลั่น หนึ่งในนั้นเป็นชายหัวโล้นที่กำลังชี้หน้ากล่าววาจาเย้ยหยันใส่นาง
“พี่ใหญ่หวัง ท่านยังจะไปหลงเชื่อคนโกหกหลอกลวงเช่นนี้อยู่อีกรึ? ข้าว่า นางมาที่นี่ก็เพื่อหลอกกินข้าวกินน้ำเฉยๆเสียมากกว่า”
“ถูกต้องแล้ว ก็แค่สตรีโง่ๆนางหนึ่ง ยังจะคาดหวังให้มาช่วยอยู่อีกรึ? ท่านอาจารย์หลิวก็บอกไปแล้วว่า พิษชนิดนี้ไร้ซึ่งหนทางรักษา พี่ใหญ่หวัง นี่ท่านกลายเป็นคนหูเบาตั้งแต่เมื่อใด?”
เหลิงหยุนเจียวกระตุกมุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อย นางรู้ดีว่า คนปากสวะเหล่านี้ก็ดีแต่วิจารณ์ผู้อื่นเท่านั้น เอาเข้าจริงก็หามีผู้ใดสามารถช่วยไป๋ซือหมิงได้สักคน
ทางด้านเหลิงเจียวเหนียง เขาไม่สามารถทนฟังคำพูดเย้ยหยันดูถูกจำพวกนี้ได้อีกต่อไป จึงแผดเสียงดังร้องตะโกนใส่กลุ่มคนที่พูดจาไม่ดีกับแม่ของตนว่า
“หุบปากไปให้หมด! ท่านแม่ช่วยพี่ไป๋จนไปพบเถาวัลย์ไม้อสรพิษเข้าแล้วจริงๆ!”
“คนที่ไม่มีปัญญาทำสิ่งใดอย่างพวกท่าน ไม่มีสิทธิ์มาวิจารณ์ท่านแม่ของข้า!!”
เหลิงเจียวเหนียงร้องตะโกนสุดเสียงจบแหบพร่าเล็กน้อย มือเล็กๆสีขาวคู่นั้นกุมจับชายกระโปรงของหลิงหยุนเจียวไว้แน่น
เห็นเป็นเช่นนั้น เหลิงหยุนเจียวก็ตบไหล่ปลอบประโลมเขาเบาๆ และพบว่าร่างทั้งร่างของเด็กคนนี้กำลังสั่นเทาด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างหนัก
ดวงตาของเขายามนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ เบื้องลึกนัยน์ตาสีทองอร่ามของเขาฉายแสงประกายเย็นเยียบออกมาจนดูน่ากลัวเล็กน้อย
“เจ้าเด็กเวรนี่ คงเป็นพวกกำพร้าถูกรับมาเลี้ยงกระมัง? เด็กไม่มีพ่อมีแม่เช่นเจ้า สมควรแล้วที่จะไม่รู้จักคำว่าฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ! พึงรู้ด้วยว่าที่แห่งนี้คือค่ายทหารรับจ้าง!”
ชายหัวโล้นผู้นั้นเดินตรงออกมาและหยุดอยู่ลงตรงหน้าเหลิงเจียวเหนียง ระยะห่างของทั้งคู่ไม่ถึงสามนิ้ว
ด้วยร่างที่กำยำใหญ่โตดูแข็งแกร่งนี้ เขาเปรียบเสมือนยักษาเมื่ออยู่ต่อหน้าเหลิงเจียวเหนียงไม่ผิดเพี้ยน
เหลิงหยุนเจียวมุ่งจิตสังหารจ้องมองอีกฝ่ายตาเขม็งเยือกเย็น และในเสี้ยวพริบตาที่มันยื่นมือเอื้อมเข้าใกล้เหลิงเจียวเหนียง นางก็เร่งพุ่งเข้าคว้าข้อมือไว้ทันที
แต่ถึงอย่างนั้น ข้อมือของชายหัวโล้นผู้นี้ก็ทั้งใหญ่ทั้งหนาและหนักมาก จนเหลิงหยุนเจียวไม่สามารถกุมจับให้มั่นได้ด้วยมือเดียว