บทที่ 2
เมื่อผ่านประตูอาคารสนามบินออกมาแล้ว เธอก็ตั้งหลักด้วยการมุ่งหน้าขึ้นไปทางทิศเหนือ เอื้อมมือไปเปิดวิทยุหมุนจนพบคลื่นของสถานีที่กำลังออกอากาศรายการเพลงป๊อปอยู่ มันก็เหมือนกับสถานีวิทยุทั้งหลายในโลก เพียงแต่เสียงพูดของดีเจ.เท่านั้นที่มีสำเนียงไอริชตลอดเวลาดังกล่าว ไมเคิลจับตาดูการกระทำของภรรยาอยู่เงียบๆ ก่อนจะหันไปทอดสายตามองดูทัศนียภาพสองข้างทาง ออกจะแปลกใจอยู่เหมือนกันที่ได้พบว่า มันเต็มไปด้วยสีเขียวขจีของสุมทุมพุ่มพฤกษ์ เช่นที่เคยได้ยินคำกล่าวขานมา แต่หลังจากเวลาผ่านไปเพียงครู่เขาก็เอื้อมมือไปปิดวิทยุลง“ไหน..ช่วยเล่าให้ผมฟังหน่อยสิ..”แม้สายตาของเขาจะมองตรงไปข้างหน้า แต่จากปลายหางตาเขาสามารถมองเห็นเสี้ยวหน้าของภรรยาได้อย่าชัดเจน “คุณกับลูกมีความเป็นอยู่ยังไงกันบ้าง? ”“ฉันก็สบายดี แม้ว่าจะเบื่อแสนเบื่อ แต่มันก็ยังสบายดีอยู่นั่นแหละ” คาร์ล่าตอบเสียงเข้มไม่ได้ละสายตาจากเส้นทางตรงหน้าไมเคิลขยับตัว แล้วก็เอี้ยวไปมองลูกทั้งสองที่นั่งอยู่ในเบาะหลัง“แล้วลูกสองคนล่ะ เป็นยังไงกันมั่ง ชอบบ้านหลังใหม่ของเราหรือเปล่า? ” เขาถามลูกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าที่ถามภรรยา“แจ๋วเลยฮะพ่อ” เอ็มเจตอบ “ทางฟากหนึ่งมีทั้งป่าละเมาะแล้วก็ท้องทุ่งกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาเลยฮะ..แล้วตรงนั้นมันก็ยังมีโบสถ์เก่าที่มีสนามหญ้าหน้าโบสถ์กับสุสานเก่าแก่อีกด้วย ส่วนทะเลก็อยู่ห่างออกไป แค่เดิน 5 นาทีก็ถึงแล้ว นอกจากนั้นยังมีเกาะเล็กๆ ที่เวลาน้ำลด เราสามารถเดินไปถึงที่นั่นได้ด้วย..”“แล้วบ้านมันก็ใหญ่มากค่ะแด๊ด” คริสซี่เสริมขึ้น “มีห้องนอนใหญ่ๆ ตั้ง 4ห้องแน่ะ นอกจากนั้นก็ยังมีโรงเรือนขนาดใหญ่ที่ต่อจากบ้านออกอีก แล้วก็มีโรงนา..มีคอกขังสัตว์ด้วย..”การที่ทั้งลูกชายลูกสาวของเขา มีความรู้สึกว่า บ้านใหม่หลังนี้ออกจะใหญ่โตกว้างขวางเกินไป น่าจะเป็นเพราะเติบโตขึ้นมาภายในบ้านพักในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่เขายังเป็นหนุ่มโสดนั่นเอง ทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านหลังนั้นมันเล็กเหมือนถูกย่อส่วนลง ดังนั้นเมื่อมาเห็นที่นี่เข้า ลูกทั้งสองจึงมีความรู้สึกว่ามันช่างใหญ่โตมโหฬารเสียจริงๆ“แล้วเครื่องที่พ่อสั่งไว้มาถึงหรือยังล่ะ? ” ไมเคิลมองหน้าลูกทีละคนขณะถาม“มาถึงแล้วก็ติดตั้งเสร็จแล้วด้วยฮะ” เอ็มเจตอบเครื่องที่ว่านั้นก็คือคอมพิวเตอร์ทั้งเซท ที่ไมเคิลเจาะจงให้เป็นแบบเดียวกับที่เขาใช้อยู่ที่มหาวิทยาลัย นอกจากเครื่องดังกล่าวแล้วก็ยังเอาเครื่องเวิร์ด-โปรเซสซิ่งกับดิสค์สำหรับใส่ข้อมูลทั้งหลายติดมาจากสหรัฐฯด้วย เขาตั้งใจว่า ในการเขียนงานที่ค้นคว้าหามาได้ในครั้งนี้ เพื่อความสมบูรณ์แบบของงาน เขาจะเติมข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่ลงไปพร้อมกัน ซึ่งภายหลังจากที่ลงเสร็จแล้ว ก็จะเป็นงานที่มีคุณค่าที่สุด“แล้วคุณล่ะที่รัก มีความเห็นเกี่ยวกับบ้านหลังนี้ยังไงบ้าง? ” เขาหันไปถามภรรยา“ไม่มีความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น..เปลี่ยวจะตาย ห่างจากตัวเมืองตั้ง 20 ไมล์ อากาศก็หนาวเป็นบ้าเป็นหลังจะตายอยู่แล้ว คิดดูก็แล้วกันว่าห้องแต่ละห้องมันกว้างออกอย่างนั้น เรื่องที่จะติดเตาผิงให้มันอุ่นทั่วถึงทุกห้องน่ะเป็นไปไม่ได้หรอก แล้วพวกเพื่อนบ้านก็สอดรู้สอดเห็นกันดีนัก คุณคงไม่เชื่อหรอกนะ ว่าจนป่านนี้แล้วฉันก็ยังต้องต้อนรับคนที่มาแสดงความยินดี ที่คุณกับฉันจะมาอยู่ที่นี่เพื่อมาเขียนหนังสือเกี่ยวกับตำนานพื้นบ้านบ้าบออะไรนั่น แล้วก็ไม่ต้องมาถามฉันด้วยว่า พวกเขาไปรู้กันมาจากที่ไหน”“คงจะจากไปรษณีย์ประจำตำบลละมัง”ไมเคิลว่า “เพราะว่าก่อนหน้านี้ผมเขียนจดหมายมาบอกไว้ที่ไปรษณีย์ว่า เราได้มาเช่าบ้านอยู่ที่นี่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้ามีจดหมายหรือไปรษณียภัณฑ์มาถึงเราละก้อ อย่าได้แปลกใจเลย ให้จัดการส่งมาให้เราได้ทันที ผมไม่อยากคิดว่าคนที่นี่จะเป็นคนประเภทสอดรู้สอดเห็นอย่างที่คุณว่าหรอกนะ ผมว่าเขาเพียงแต่ต้องการแสดงน้ำใจไมตรีกับคุณเท่านั้นละ”คาร์ล่าแตะเบรก ผ่อนความเร็วของรถลงเมื่อถึงทางโค้ง..“ที่นี่เขามีอัตราความเร็วกำหนดไว้เท่าไหร่? ” ไมเคิลเอ่ยถามออกไป แต่สายตาจับอยู่ที่เข็มไมล์ที่ชี้อยู่ประมาณ 65“ถ้าเป็นถนนที่มีรถม้าวิ่งร่วมอยู่ด้วยก็ 55”“ก็เหมือนกับที่บ้านสินะ” ไมเคิลพูดยิ้มๆคาร์ล่าลดความเร็วลงกว่าเดิมชี้มือไปข้างหน้าพร้อมกับบอกว่า“ตรงนั้นมีทางเลี้ยว..”“แม่เลี้ยวผิดตั้ง 2 หนแน่ะค่ะ..” คริสซี่รีบบอก“ทางเลี้ยวเข้าบ้านเราจะต้องอยู่ตรงข้ามกับปั๊มน้ำมันนะฮะแม่” เอ็มเจช่วยบอกล่วงหน้า“ดีมาก ลูกทั้งสอง” ไมเคิลยิ้มอย่างขบขันที่ลูกๆ ต่างช่วยแม่เป็นการใหญ่คาร์ล่าเลี้ยวรถลงจากถนนใหญ่เข้าสู่เส้นทางสายเล็กๆ ไปตามที่มีป้ายบอกไว้ว่า “ทางไปลัสค์ แอนด์ สเคอรี่ส์”“แล้วคุณช่วยทำอะไรตามที่ผมขอร้องให้ช่วยไว้บ้างหรือยังล่ะ? ” ไมเคิลถามอย่างระมัดระวัง“ก็ทำบ้างเหมือนกัน แต่คุณควรจะรู้นะว่าฉันไม่ค่อยมีเวลาว่างเท่าไหร่นักหรอก”เขาพยายามสงบปากสงบคำไว้ที่จะไม่ตอบโต้อะไรออกไป ทั้งที่ก่อนหน้านี้คาร์ล่าเอง เป็นคนบอกว่าเธอแทบไม่มีอะไรทำเลยด้วยซ้ำแต่เขาก็รู้อยู่ว่าเพราะเหตุใดเธอจึงได้เป็นอย่างนี้ คาร์ล่าไม่ได้อยากเดินทางติดตามเขามาอยู่ไอร์แลนด์เลยแม้แต่น้อย เพราะมันหมายถึงเธอจะต้องห่างจากเพื่อนฝูงที่ใกล้ชิดสนิทสนม ห่างจากชีวิตความเป็นอยู่ที่เคยสุขสบายและอบอุ่นในหมู่ญาติมิตร เมื่อเป็นเช่นนี้เธอจึงมักจะสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นเสมอ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตามทีสิ่งที่เขาขอร้องให้เธอช่วย ภายหลังจากที่เธอเดินทางมาถึงและจัดการกับบ้านช่องห้องหอให้เรียบร้อยก็คือ ให้เธอติดต่อกับใครบางคนและบางสถาบันในดับลิน ที่จะช่วยอำนวยความสะดวก เกี่ยวกับงานด้านการค้นคว้าของเขาต่อไป“แล้วคุณติดต่อใครไว้บ้างล่ะ? ” เขาเอ่ยถามออกไปในที่สุด“ฉันจำไม่ได้หรอก ชื่อพวกไอริชมันคล้ายๆ กัน” เธอตอบห้วนๆ“อ้าว..ชื่อสกุลที่คุณใช้อยู่ทุกวันนี้ก็ไอริชเหมือนกันนะ ลืมไปแล้วหรือ? ” ไมเคิลพยายามคลี่คลายบรรยากาศที่ตึงเครียดอยู่ “คูลเลนน่ะมาจากโอ’คูลลิ่นไง”“แต่เคลนไม่ใช่ไอริช” เธอสวนขึ้นทันที ขณะเลี้ยวรถไปตามเส้นทางสายชนบทและ “เคลน” ก็คือชื่อสกุลดั้งเดิมของเธอนั่นเองไมเคิลถึงกับถอนหายใจยาวเมื่อได้ยินคำพูดของภรรยา รู้ดีว่าถึงจะเถียงกันไปเขาก็ไม่มีทางเอาชนะได้ จึงเอนหลังลงพิงพนักเบาะที่นั่ง ทอดสายตามองดูทัศนียภาพที่วิ่งผ่านสายตาไป ขณะเดียวกันก็ให้สัญญากับตัวเองว่า ถ้าไม่คืนนี้ก็เห็นจะเป็นคืนพรุ่งนี้ ที่เขาจะต้องพาเธอออกไปรับประทานอาหารค่ำมื้อดีๆ กันสักมื้อหนึ่ง บางทีมันอาจช่วยให้อารมณ์ของคาร์ล่าดีขึ้นบ้างก็ได้ ซึ่งถ้าวิธีการดังกล่าวได้ผลก็หมายความว่า เขาจะผ่อนพักใจได้อย่างน้อยก็สัก 2-3วันคาร์ล่าเลี้ยวรถไปทางขวามุ่งหน้าไปตามเส้นทางสายคดโค้ง เอ็มเจชะโงกหน้ามาจากข้างหลัง ชี้มือไปทางขวาพร้อมกับบอกบิดาว่า“ตรงนั้นมีปราสาทด้วยฮะพ่อ มีหอคอย มีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมเลย และเลยไปอีกหน่อยผมได้ยินมาว่ามีถ้ำ ที่เราสามารถเดินทะลุออกไปตรงอ่าวอีกด้านหนึ่งได้ด้วยฮะ”“แล้วปราสาทนั่นมันชื่ออะไรล่ะ? ” ไมเคิลเอี้ยวหน้ามาถาม รู้สึกอยู่เหมือนกันว่าคาร์ล่าออกจะขับรถตรงช่วงนี้เร็วเกินความจำเป็นไปสักหน่อย“ผมยังไม่รู้เลยฮะ แต่ไม่เป็นไรหรอก อีกไม่นานมันก็ต้องรู้เองนั่นแหละ” เอ็มเจตอบอย่างมั่นใจ“งั้นทันทีที่เรามีเวลา เราจะออกสำรวจกันเลย” ไมเคิลหันมายิ้มให้ลูกชายอย่างเอาใจ เด็กหนุ่มรีบพยักหน้ารับทันที ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่คริสซี่โน้มตัวมาข้างหน้าพร้อมกับชี้มือไปทางขวา“นั่นไงคะพ่อ..บ้านของเรา..!”ก่อนที่ไมเคิลจะทันหันไปมองตามมือที่ลูกสาวชี้ คาร์ล่าก็ได้เลี้ยวรถเข้าไปในระหว่างเสาหินทรงกลม 2 ต้น และขับผ่านไปตามทางรถวิ่งที่รายเรียงอยู่ด้วยไม้ยืนต้นสองข้างทางด้วยความเร็วค่อนข้างสูง เมื่อสุดทางรถวิ่งก็จะถึงประตูชั้นที่ 2 ซึ่งเปิดออกเป็นครึ่งวงกลมจากทางรถวิ่งด้านใน คาร์ล่าเหยียบเบรกเต็มแรง เป็นผลให้กรวดดินกระจายฟุ้งขึ้นในอากาศ มีร่องรอยแบบเดียวกันนี้เกิดอยู่ตรงบริเวณนั้นหลายรอย“ทิ้งมันไว้ยังงี้ก่อน” ไมเคิลกล่าว “เดี๋ยวพอมีเวลา ผมจะจัดการปรับหน้าถนนเสียใหม่ให้มันเรียบกว่านี้” เขาพยายามเติมรอยยิ้มเข้าไว้ในคำพูดเพื่อไม่ให้มันฟังขัดหู แต่กระนั้นคาร์ล่าก็ยังชำเลืองค้อนอยู่นั่นเอง ที่ทำไมเคิลถึงกับส่ายหน้าด้วยความอ่อนใจเขาลงจากรถและพิจารณาบ้านที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า“แบล๊คแลนส์” ได้ชื่อว่าเป็นบ้านไร่ที่มีขนาดกว้างขวางใหญ่โตมาก น่าจะปลูกสร้างขึ้นตอนช่วงปลายศตวรรษก่อนหรือไม่ก็ต้นศตวรรษนี้ ด้านหน้าหันออกสู่ทางรถวิ่งซึ่งขนาบอยู่ด้วยไม้พุ่มและไม้ยืนต้น เมื่อเลยจากหมู่ไม้ออกไปไม่มากนัก จะเป็นกำแพงใหญ่ที่ก่อขึ้นไว้หยาบๆ แบ่งแยกส่วนที่เป็นทางรถวิ่งออกจากสวนผลไม้ ซึ่งอย่างน้อยต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ไมเคิลจำได้แม่นยำก็มีขึ้นอยู่ในที่นี้ด้วย มันคือต้นแอปเปิลนั่นเอง และน่าจะเป็นสวนผลไม้นี้อีกเช่นกัน ที่เอเย่นต์ซื้อขายที่ดินและบ้านเช่า ได้นำมาใช้ประโยชน์ในการโฆษณาหาผู้เช่าถ้ามองจากลักษณะด้านหน้าแล้วจะเห็นว่า แต่เดิมบ้านหลังนี้ปลูกสร้างขึ้นตามรูปทรงกล่องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ แต่ต่อมาเจ้าของได้ทำการต่อเติมออกไปทางด้านหลัง ส่วนที่เคยเป็นโรงม้าก็เปลี่ยนสภาพเป็นห้องที่ใช้ประโยชน์ในโอกาสพิเศษได้ ส่วนผนังด้านนอกนั้น ครั้งหนึ่งน่าจะเคยฉาบด้วยสีเหลือง แต่มาถึงเวลานี้สีได้ซีดจางลงจนกลายเป็นสีครีมไปแล้ว หลังคามุงด้วยแผ่นหินชนวนสีแดง ส่วนที่มุงเติมขึ้นไว้ใหม่ๆ นั้น มองดูเหมือนรอยแผลเป็นที่โดดเด่นออกมาถ้าจะว่าไปแล้ว บรรยากาศของบ้านหลังนี้ก็ดูน่าสบายดีพอสมควร ไมเคิลบอกตัวเองจากสัมผัสแรกที่เกิดขึ้นในจิตใจ คือเขาชอบบ้านหลังนี้ เขาไม่จำเป็นต้องหันไปมองคาร์ล่าก็รู้ ว่าเธอไม่ได้ชอบมันด้วยเลยแม้แต่น้อย