จ้าเจียวและทงฮูหยินขนทัพกลับบ้านหลักเข่าเมี่ยนเปาและปู่เข่าจีจึงได้บ้านคืน พวกเราจัดการขนขบวนกันเข้ามาในบ้านฉันเข้าไปช่วยเข่าเมี่ยนเปาทำอาหารเลี้ยงแขก ส่วนเจินจูก็มาด้อมๆ มองๆ ตามเดิมคราวนี้เหมือนพยายามจะสลัดพี่ชายที่ดื่มชาสนทนากับไห่หลัวอยู่ในห้องด้านนอกให้พ้นๆ
“ภาพนั่น... โดนสลับจริงเหรอ?”ฉันถามสิ่งที่คาใจทันที เจินจูก็ส่ายหน้า
“เราเพียงปั้นแต่งเื่ไปอย่างนั้นคาดไม่ถึงว่ามันเชื่อ”
“จ้าหมานโถวมีดวงตาแหลมคมยิ่งโดยเฉพาะเื่สมบัติเก่าแก่...เหตุไฉน...” เข่าเมี่ยนเปาเบิกตากว้างจนแทบถลนจากเบ้า
“ถ้าไม่ใช่ว่ามันถูกเราหลอกมันก็เกรงใจลู่เซียนเซิงอยู่หลายส่วน” เจินจูยกมือแตะคาง “เอาเถอะภาพวาดนั้นไม่งอกขาหนีไปที่ใด ชิงมาวันหลังยังไม่สาย บัดนี้สมควรร่วมมือกันกับมันรับมือปู้ติงเสียก่อนตามที่ชี่สุ่ยกล่าวกับมันไว้”
“เรา้าตกลงบางอย่างกับพวกท่าน” อยู่ดีๆเสวี่ยไช่ที่อยู่ด้านนอกก็พูดดังจนทุกคนในบ้านได้ยิน “ศีรษะของปู้ติงขอให้เราเป็ผู้ปลิดทิ้งด้วยตนเอง”
“ไม่ขัดข้อง” เจินจูตอบรับทันที“ข้าพเ้าไม่มีปัญญาปลิดศีรษะมัน บ่ายเบี่ยงภาระให้แก่ท่านถือว่าสบายใจยิ่ง”
“เหตุไฉนท่านจึง้าศีรษะของปู้ติงผู้นี้?”ลู่ฝู่เลิกคิ้ว ฉันลืมไปว่าเขาเป็เหมือนตำรวจ อาจส่งเธอเข้าซังเตแต่เสวี่ยไช่กลับไม่มีทีท่าหวาดกลัว พูดออกมาหน้าตาเฉย
“มันสังหารผู้คนในครอบครัวเรา”เธอกล่าวเสียงเย็นพอจะฆ่าคนได้พร้อมบุ้ยไปที่อีกคนในห้อง “โดยมีมันสมรู้ร่วมคิด”
พวกเรามองตามทิศที่เธอบ่งชี้ก็เห็นไห่หลัวนั่งก้มหน้ารับแต่โดยดี
“ข้าพเ้ากลับไม่เชื่อไห่หลัวหรือเป็ผู้สมรู้ร่วมคิดสังหารครอบครัวท่านที่ผ่านมาเห็นพวกท่านสนิทสนม...” ลู่ฝู่ขมวดคิ้ว มองหน้าพวกเราแต่ละคน ฉัน เข่าจีกับเข่าเมี่ยนเปาไม่รู้เื่ส่วนเจินจูก็เพ่งสายตามองไห่หลัวเหมือนเร่งเร้าให้เขารีบๆ พูดอะไรสักอย่างเพื่อแก้ตัว
“ผู้ใดว่าเราสนิทสนมกับมัน เพียงร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์”
“ข้าอยากฟังความจากท่าน...แล้วก็อยากฟังจากคุณชายไห่ด้วย”ฉันพูดแก้สถานการณ์ไม่ให้อึดอัดยิ่งไปกว่านี้เสวี่ยไช่กระแทกตัวนั่งลงกับเก้าอี้ที่ดูสบายที่สุดในบ้านก่อนจะซดชาร้อนๆ หลายอึก
“ย่อมได้” วางถ้วยชาเสร็จเธอก็เริ่มเล่า“แต่เดิมเราอาศัยอยู่บนเทือกเขาทางตะวันตก ฤดูเหมันต์หฤโหดนัก ในครอบครัวเราจึงประกอบด้วยผู้คนที่สามารถทนทานความหนาวเหน็บและหิมะใช้ร่างกายในการควบคุมหิมะธารน้ำแข็งสี่สิบแปดฝ่าเท้าเหมันต์นี้ก็เป็บรรพบุรุษของเราบัญญัติขึ้น
“พวกเราอยู่อย่างปลีกวิเวกไม่ข้องเกี่ยวกับบุคคลภายนอกต่างถือดีในวิชาที่ตกทอดกันมา คาดไม่ถึงว่าในยุทธจักรล้วนประกอบด้วยตัวประหลาดฝีมือพิสดารเลิศล้ำ วันหนึ่งพบชายาเ็ เราจึงพาตัวมารักษาคาดไม่ถึงมันกลับเป็ไส้ศึกให้แก่ปู้ติง”
“ชายาเ็ผู้นั้น...”
“เป็ข้าพเ้า” ไห่หลัวพูดแต่ก่อนจะได้กล่าวอะไรมากกว่านั้น เสวี่ยไช่ก็เล่าต่อ
“ปู้ติงบัดซบและลูกศิษย์ชั่วช้าโสโครกของมันต่อสู้กับผู้คนของเราสังหารเด็ก สตรี คนชรา และชายหนุ่มฉกรรจ์เราเอาตัวรอดมาได้หากแต่สูญเสียผู้คนในครอบครัวหมดสิ้นเผ่าพินาศย่อยยับเหลือผู้รอดชีวิตเพียงหยิบมือและพบว่าสมบัติประจำตระกูลเสวี่ยถูกคนนอกหยิบฉวยไป
“ไห่หลัวผู้นี้กลับยังเสนอหน้าพยายามกล่าววาจาเหลวไหลให้เราเลิกติดตามสมบัติประจำตระกูลคืนมาเราจัดการไล่มันไป คาดว่าแม้มันไม่ถูกเราฆ่าก็ต้องลื่นไถลตกเขาจบชีวิตคาดไม่ถึงมันกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพลอยหน้าลอยตาราวไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นจวบจนบัดนี้”
“ท่านรู้จักกับปู้ติงรึ?” ฉันถามไห่หลัวเขาพยักหน้า
“ครั้งกระโน้นปู้ติงเชื้อเชิญซือฟู่ข้าพเ้าซึ่งเป็สหายเก่าเดินทางสู่ตะวันตกปู้ติงฝากฝังความทางด้านนี้ไว้กับศิษย์สำนักผู้ไว้ใจได้ก่อนออกเดินทางข้าพเ้าไม่ทราบจุดประสงค์ของการเดินทางแต่ได้ติดตามซือฟู่ไประหว่างทางอากาศเลวร้าย ข้าพเ้าพลัดตกจากหลังม้าาเ็ก็ได้เสวี่ยไช่ช่วยชีวิตข้าพเ้าขาหักและป่วยหนักหลับไม่ได้สติ ทราบเื่ราวอีกคราเมื่อปู้ติงและซือฟู่นำผู้คนบุกเข้ามา...ข้าพเ้าพูดสัตย์จริงตามที่ประสบ เชื่อหรือไม่ก็สุดแต่ท่านในเวลานั้นข้าพเ้าสับสนและแทบเอาชีวิตตนเองไม่รอด ได้แต่นำเด็กเล็กไม่กี่คนซุกผ้าห่มหลีกพ้นสายตาซือฟู่และปู้ติง”
“ซือฟู่มาตามหาท่านหรือ?” เจินจูถามคงไม่เคยซักรายละเอียด
“ท่านกล่าวไม่ผิดระหว่างตามร่องรอยของข้าพเ้าก็พบหมู่บ้านของเสวี่ยไช่ซึ่งเป็เป้าหมายแต่เดิม...”
พวกเราเงียบกันไปพักหนึ่งด้วยความอึดอัด
“ไห่หลัวท่านทราบหรือไม่ว่าสมบัติประจำตระกูลของเสวี่ยกูเหนียงคือสิ่งใด?” ลู่ฝู่ถาม
“ข้าพเ้าไม่ทราบ ซือฟู่ไม่เคยบอกกล่าวเสวี่ยไช่เองก็ไม่ปริปาก”
เสวี่ยไช่ร้องเฮอะคำหนึ่ง
“เด็กพวกนั้นล่ะ?” ฉันหันไปถามเสวี่ยไช่
“...รอดชีวิต” เธอพูดก่อนหันไปหาคู่กรณี“เรายกความดีนั้นให้เ้าแต่ใช่ว่าเราจะให้อภัยเ้าที่ชักนำหายนะมาสู่เราและวงศ์ตระกูลเ้ายังมิได้พิสูจน์ว่าเ้าไม่ทราบความ”
“ข้าพเ้าจนปัญญาจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจมิเช่นนั้นข้าพเ้าคงพิสูจน์ให้ท่านเห็นเป็เวลานานแล้วไม่รอจนเื่ราวล่วงเลยมานานถึงเพียงนี้ หากแต่แม้ข้าพเ้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์โศกนาฏกรรมที่ข้าพเ้าเป็ต้นเหตุ แม้ตายสักร้อยคราก็มิอาจชดใช้”
เสวี่ยไช่ไม่ตอบอะไร
“เสวี่ยกูเหนียง เห็นใจผู้ที่เพิ่งต้องแบกรับภาระของผู้นำตระกูลและผู้ที่เพิ่งสูญเสียพี่ชายทั้งสองด้วยเถิด”เจินจูพูด
“พี่ชายท่านล้วนประพฤติตนเหลวไหลเ้าสาวของไห่เจ๋อผีแท้จริงเป็สหายเรา เคยเตือนหลายคราก็ไม่ฟัง”
“ข้าพเ้าต้องขออภัยแทนเกอเกอโง่งม”
ฉันหันไปกระซิบกับเจินจู
“ไม่มีวิธีอะไรให้สองคนนี้ดีกันเลยเหรอ?”
เด็กหนุ่มผมขาวยักไหล่เป็ทำนองว่าเขาไม่ได้เป็ที่ปรึกษาปัญหาหัวใจสักหน่อยแล้วยักคิ้วให้ฉันเหมือนจะบอกว่า ทำไมฉันไม่ลองเป็แม่สื่อเองล่ะ
ฉันถอนหายใจ เอาวะอยากเห็นเขามีความสุขกันก็ต้องลงแรงหน่อยแล้ว
“เสวี่ยไช่ตอนที่คุณชายไห่มาพักรักษาตัวน่ะ เขาาเ็มากขนาดที่เขาพูดจริงไหม?”
“มันขาหักจริง ปากมันม่วงคล้ำราวกับศพตอนเราพบก็เข้าใจว่ามันกลับไปหาบรรพบุรุษของมันเสียแล้วด้วยซ้ำ” เธอตอบ
“ถ้าเขาขาหักก็คงช่วยอะไรไม่ได้เท่าไหร่หรอกยิ่งถ้าขาหักบวกเป็ไข้คงไม่มีทางเรียกคนมาได้ ข้าว่าเขาไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเื่แบบนั้นที่เขาคอยอยู่ข้างท่านมาตลอดตอนนี้แถมยังช่วยท่านตอนอยู่ในบ้านของจ้าหมานโถวก็เพื่อชดใช้เมื่อตอนนั้นไม่ใช่เหรอ?”
“ผู้ใดก็กระทำเื่เช่นนั้นได้เป็การพิสูจน์ความบริสุทธิ์อันใด?”
“แต่ไม่ใช่ว่าใครก็...”
“...ไม่เป็ไร ข้าพเ้ายอมรับแล้ว...ข้าพเ้าได้ทำผิดใหญ่หลวงต่อนางโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์”
“อย่าถอดใจเร็วแบบนั้นสิ!”คนเขาอุตส่าห์ช่วย “ถ้าสมมุติคุณชายไห่หาหลักฐานว่าเขาไม่รู้เื่จริงท่านจะให้อภัยเขาหรือไม่?”
“หลักฐานแบบนั้นไม่มี”เสวี่ยไช่พูดออกมาง่ายดาย “เราจะยอมให้อภัยมันก็ต่อเมื่อมันเอาสมบัติประจำตระกูลเราคืนมาจากปู้ติงและพาตัวเองและซือฟู่ของมันไปกราบขอขมาสุสานครอบครัวเรา”
“เกรงว่าข้าพเ้าไม่อาจทำข้อสุดท้ายของท่านให้เป็จริง...ซือฟู่ข้าพเ้าเสียชีวิตเสียแล้ว ข้าพเ้าไม่ทราบเป็ผู้ใดลงมือสังหาร”ไห่หลัวถอนใจยาว
“ประเสริฐแท้ มารดามันเถอะนั่นเป็ปัญหาของเ้าไม่ใช่ปัญหาของเรา”
ดูท่าจะยากเสียแล้วแฮะ...
“แต่อย่างน้อยหากท่านสำเร็จนางก็พร้อมให้อภัยท่านแสดงว่าในจิตใจนางยังมีบางส่วนที่เชื่อว่าการได้พบกับท่านเป็การนำพาของชะตาฟ้าลิขิตหาใช่แผนการชั่วร้ายไม่” เจินจูกล่าวต่อ เสวี่ยไช่ไม่ยอมรับแต่ไม่ปฏิเสธ อึดใจต่อมาเธอถึงค่อยหัวเราะ
“เราเพียงเห็นว่า ระหว่างมันอยู่กับเรามันมีสภาพน่าเวทนา”
คุณชายไห่ป่วยขนาดไหนเนี่ยตอนอยู่แถวนั้น...เห็นว่าปากม่วงเป็ศพแช่แข็ง ดูจากเสื้อผ้าของเสวี่ยไช่แล้วบ้านเกิดเธอคงหนาวพอดูหนาวขนาดที่มีคนตัวเย็นแบบเธอวิวัฒนาการออกมาได้ ยิ่งทำให้สงสัยว่าทั้งซือฟู่หรืออาจารย์ของไห่หลัวกับไอ้เ้าปู้ติงมันต้องเก่งขนาดไหนถึงสู้กับเ้าถิ่นได้ฉันคนหนึ่งล่ะที่ไม่อยากยุ่งกับแท่งหิมะที่ไม่รู้จะโผล่พรวดขึ้นมาจากตรงไหน
“ท่านตกหลุมรักมันในสภาพน่าเวทนา โอ ปกติหนุ่มฉกรรจ์มักตกหลุมรักสาวอ่อนแออรชรน่าปกป้องนี่กลับกันเป็สาวฉกรรจ์ตกหลุมรักหนุ่มอ่อนแอน่าปกป้อง” หนุ่มผมขาวพูด
“...” ไห่หลัวกลอกตา
“ใครว่าเรารักมัน ผายลมมารดาเ้า”
“ฮะๆ ว่าแล้วว่าท่านต้องกล่าวเช่นนั้น”เจินจูหัวเราะร่วน “แถวนี้ผายลมเหม็นคละคลุ้งยิ่งนัก ข้าพเ้าขอหลบเข้าครัวก่อน”
ชี่สุ่ยที่นั่งเงียบมาตลอดสะบัดพัดคลี่ออกพลางมองลู่ฝู่
“ท่านเล่า?ท่าทางท่านจะมีอดีตอันเผ็ดร้อนกับจ้าหมานโถวผู้นั้นข้าพเ้าขโมยฟังคำสนทนาเพียงไม่กี่ประโยคยังพอคาดคะเนออก”
พอพูดถึงตรงนี้เข่าเมี่ยนเปาที่หั่นผักอยู่ดีๆ ก็ทิ้งมีดเดินออกมาฟังฉันเลยเข้าไปรับ่ทำต่อแล้วเงี่ยหูฟังจากในครัว
ลู่ฝู่กระดกน้ำชาแก้วหนึ่งทั้งที่ก่อนเสวี่ยไช่จะพูดถึงเื่ราวในอดีตระหว่างเธอกับไห่หลัวเขานั่งคุยกับชี่สุ่ยอย่างออกรส พอหัวข้อสนทนาเบนมาทางตัวเองก็ได้แต่ยิ้มฝืดๆ
“วันนี้ท่านทั้งหลายได้เห็นพฤติการณ์อันไม่น่าดูชมระหว่างข้าพเ้าและทงฮูหยินและข้าพเ้าได้เล่าไปบ้างแล้ว บัดนี้ขอเล่าอีกครั้งเพื่อสหายเซียง”