บทที่ 140 สัตว์หิมพานต์ ของลีเคนา ปักษารามสูร
ฝุ่นสีแดงยังคงลอยคลุ้งไปทั่วทั้งหุบเขา
เสียงโห่ร้องของกองทัพสยามค่อย ๆ เงียบลง
ทั้งสองฝ่ายต่างยืนประจันหน้ากัน
กำลังพลนับหมื่นคนจ้องมองอีกฝ่ายโดยไม่มีผู้ใดขยับ
แม้แต่เสียงลมหายใจก็ยังได้ยินชัด
...
เจ้าพระยาสหัสเดชาหรี่ตามองพระยาเดช
ชายทั้งสองต่างเคยพบกันมาแล้วหลายครั้ง
ครั้งหนึ่งเคยนั่งร่วมโต๊ะเจรจา
ครั้งหนึ่งเคยจับมือกันในงานราชพิธี
แต่วันนี้...
ทั้งคู่กลับยืนอยู่คนละฝั่งของสนามรบ
เจ้าพระยาสหัสเดชายิ้มบาง
"พระยาเดช..."
"คิดไม่ถึงว่าคนเจ็บอย่างเจ้าจะกล้ามา"
พระยาเดชจับด้ามดาบแน่น
"ถ้าฝ่าบาทยังทรงอยู่ที่นี่..."
"ต่อให้เหลือแขนข้างเดียว..."
"ข้าก็ต้องมา"
คำตอบนั้นทำให้เจ้าพระยาสหัสเดชาหัวเราะเบา ๆ
"สมกับเป็นเจ้า"
"น่าเสียดาย..."
"คนเช่นเจ้า..."
"ดันเลือกนายผิดคน"
ทันใดนั้นเอง ขุนหลวงก้าวออกมาข้างหน้าพระองค์ทอดพระเนตรไปยังพระยาพิเชษฐ์
"พิเชษฐ์"
"ยังจะดื้อดึงอีกหรือ"
"เจ้าคิดจริงหรือ..."
"ว่าการก่อกบฏครั้งนี้จะสำเร็จ"
พระยาพิเชษฐ์หัวเราะออกมา
"สำเร็จหรือไม่..."
"ก็ขึ้นอยู่กับวันนี้"
"ตราบใดที่พระองค์ยังมีพระชนม์อยู่..."
"ข้าย่อมไม่มีวันได้สิ่งที่ต้องการ"
ขุนหลวงถอนพระเนตรลงเล็กน้อย
พระสุรเสียงเต็มไปด้วยความผิดหวัง
"เจ้าเคยเป็นขุนนางที่ข้าภาคภูมิใจ"
"แต่วันนี้..."
"เจ้ากลับยอมขายแผ่นดิน"
พระยาพิเชษฐ์สีหน้าแข็งกร้าว
"ขายแผ่นดิน?"
"คนที่ทำให้แผ่นดินล่มสลาย..."
"คือพระองค์ต่างหาก"
"ห้าปีที่ผ่านมา..."
"พระองค์เปลี่ยนทุกอย่าง"
"ทำลายธรรมเนียมเดิม"
"ยกคนชั้นต่ำขึ้นมา"
"ให้พ่อค้ากับชาวบ้านมีอำนาจเหนือขุนนาง"
"แล้วตอนนี้ยังสร้างอาวุธปีศาจขึ้นมาอีก"
เขาชี้ไปทางแนวพลแม่นปืน
"โลกใบนี้กำลังเปลี่ยน..."
"และข้า..."
"ไม่ยอมรับมัน"
ขุนหลวงนิ่งเงียบ
ก่อนจะตรัสเพียงประโยคเดียว
"โลก..."
"ย่อมต้องเปลี่ยน"
"แต่ผู้ที่ไม่ยอมเปลี่ยน..."
"จะถูกโลกทอดทิ้ง"
คำพูดนั้นทำให้พระยาพิเชษฐ์กำดาบแน่นจนเส้นเลือดปูดส่วนขุนเกื้อกลับหัวเราะเบา ๆ
"พอเถอะ..."
"พูดกันไปก็ไร้ประโยชน์"
เขาก้าวออกมาข้างหน้าแรงกดดันระดับมหาอาคมแผ่ออกมาจนพื้นดินแตกร้าว
"ท่านตา..."
เจ้าพระยาสหัสเดชาพยักหน้า
"เข้าใจ"
จากนั้นจึงยกหอกขึ้นสูง
ทางฝั่งสยาม
พระยาเดชก็ยกดาบขึ้นเช่นกัน
ด้านหลังทหารนับหมื่นเริ่มยกโล่
เสียงโลหะกระทบกันดังเป็นระลอก
เคร้ง!
เคร้ง!
เคร้ง!
พลแม่นปืนทยอยขึ้นประจำตำแหน่งใหม่ แนวหน้าทหารหอกลดปลายหอกลงพร้อมกันจอมอาคมทั้งสองฝ่ายเริ่มร่ายคาถา เมฆเหนือยอดเขาหมุนวนอย่างรุนแรง ลมพัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ทุกคนต่างรู้ดี...หากการปะทะเมื่อครู่เป็นเพียงบทนำศึกต่อจากนี้...จะเป็นสงครามเต็มรูปแบบอย่างแท้จริง ขุนเกื้อยกดาบชี้ตรงไปยังขุนหลวง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"วันนี้..."
"จะเป็นวันที่สยามล่มสลาย..."
ขุนหลวงทรงชักพระแสงดาบขึ้นช้า ๆ
ปลายดาบชี้ตรงไปยังขุนเกื้อเช่นกัน
"หรือ..."
"จะเป็นวันที่ผู้คิดคดต่อแผ่นดิน..."
"หมดสิ้น"
วินาทีนั้น...
ทั้งสนามรบตกอยู่ในความเงียบ
ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังก้องขึ้นพร้อมกันจากทั้งสองฝ่าย
"ฆ่าาาาาาาาาาาาาาา!!"
และกองทัพนับหมื่นก็เคลื่อนเข้าหากันราวกับคลื่นเหล็กสองสายที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งตรงหน้า
ทุกคนเข้าฟาดฟันกันอีกครั้ง
เสียงดาบปะทะดาบ เสียงหอกกระแทกโล่ และเสียงระเบิดจากอาคมดังกึกก้องไปทั่วทั้งขุนเขา
ทว่าหลังจากกำลังเสริมของสยามมาถึง...สถานการณ์กลับพลิกผันอย่างชัดเจนกองทัพลังกาสุกะเริ่มถูกผลักถอยทีละน้อย ไม่ใช่เพราะฝีมือการต่อสู้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะอาวุธชนิดใหม่ของสยามที่เปลี่ยนรูปแบบของสงครามไปโดยสิ้นเชิง
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนไฟดังกระหึ่มไม่ขาดสาย
แม้ปืนส่วนใหญ่จะยังเป็นปืนคาบศิลา แต่เมื่อมีพลปืนนับพันนายผลัดเปลี่ยนกันยิงอย่างเป็นระบบ สนามรบทั้งผืนก็แทบไม่มีช่วงว่างให้อีกฝ่ายตั้งหลัก
กระสุนนับพันนัดพุ่งฉีกอากาศราวกับสายฝนเหล็ก ทหารลังกาสุกะที่เพิ่งเงื้อดาบขึ้นกลับถูกยิงล้มลงเสียก่อน แม่ทัพหลายคนไม่อาจแม้แต่จะรวบรวมกำลังพล ทุกครั้งที่พยายามรวมแถวเสียงปืนระลอกใหม่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ปัง!
ปัง!
ปัง!
แม้ผู้ฝึกตนระดับสูงจะสามารถใช้วิชาคุ้มกายรับกระสุนได้ แต่ทหารส่วนใหญ่กลับไม่มีความสามารถเช่นนั้น แนวรบของลังกาสุกะจึงเริ่มแตกเป็นช่วง ๆ เจ้าพระยาสหัสเดชาขมวดคิ้วแน่น สีหน้าของขุนเกื้อเองก็เคร่งเครียดไม่ต่างกัน เขาไม่เคยคิดเลยว่า...เพียงอาวุธของคนธรรมดา จะสามารถกดดันกองทัพผู้ใช้ไสยเวทได้ถึงเพียงนี้
...
ขุนเกื้อหันไปมองลีเคนาหญิงสาวเผยรอยยิ้มเย็นเยียบ
"ในที่สุด..."
"ก็ถึงเวลาของมันเสียที"
นางยกไม้เท้าขึ้นเหนือศีรษะ
อักขระสีดำสนิทนับหมื่นดวงปรากฏขึ้นเต็มท้องฟ้า พื้นพิภพเริ่มสั่นสะเทือน อากาศโดยรอบพลันมืดครึ้ม เมฆดำมหึมาหมุนวนปกคลุมทั่วทั้งยอดเขา
เปรี้ยงงงง!!
สายฟ้าสีม่วงฟาดลงจากฟากฟ้าไม่หยุด แรงกดดันมหาศาลกดทับทุกชีวิตในสนามรบ แม้แต่ขุนหลวงยังต้องเงยพระพักตร์ขึ้นมอง
"นั่นมัน..."
พระยาเดชสีหน้าซีดลงทันที
"สัตว์หิมพานต์..."
"เป็นไปไม่ได้..."
เสียงคำรามต่ำ ๆ ดังขึ้นจากกลางเมฆ ในชั่วพริบตา...เมฆทั้งผืนก็ถูกฉีกออกจากกัน ร่างมหึมาค่อย ๆ โผล่ออกมาจากม่านอัสนี มันคือ...ปักษารามสูร (สกุณาอัสนี) ราชันแห่งพายุอัสนีในป่าหิมพานต์ ลำตัวของมันคล้ายนกอินทรีผสมครุฑขนาดมหึมา
ปีกทั้งสองกางออกจนบดบังแสงอาทิตย์ ขนสีเทาหม่นทุกเส้นสะท้อนประกายโลหะ คมกริบราวกับใบมีดนับหมื่นเล่ม หางยาวคล้ายพญานาค ปลายหางแตกออกเป็นแฉกรูปสายฟ้า ทุกครั้งที่มันสะบัดหาง ประกายอัสนีสีม่วงก็แลบออกมาราวกับอสรพิษนับร้อยตัว ดวงตาสีทองของมันกวาดมองทั่วสนามรบ
เพียงสายตาเดียว
ทหารจำนวนไม่น้อยก็รู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบ
จากนั้น...
มันก็กางปีกออกจนสุด
ตูมมมมม!!
แรงลมมหาศาลพัดกวาดต้นไม้ทั้งผืนป่าจนหักโค่น
ทหารสยามจำนวนมากถึงกับเสียหลักล้มลง
และในวินาทีนั้นเอง...
หญิงสาวผู้ยืนอยู่บนศีรษะของอสูรร้ายก็ก้มลงมองทุกคน ลีเคนายืนอยู่เหนือปักษารามสูร รอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนใบหน้า
"พวกมนุษย์..."
"จงภาคภูมิใจเสียเถิด"
"เพราะพวกเจ้าจะเป็นอาหารของสัตว์หิมพานต์แห่งข้า"
นางชูไม้เท้าขึ้น
ก่อนสะบัดลงเบื้องหน้า
"วายุอัสนี!"
กรี๊ยยยยยย!!
ปักษารามสูรส่งเสียงร้องกึกก้องสะเทือนทั้งหุบเขา
จากนั้นมันก็กระพือปีกอย่างรุนแรง
โครมมมมมมม!!
คลื่นพายุสีม่วงพวยพุ่งออกมา แต่มันไม่ใช่เพียงลม ภายในพายุนั้นเต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าสีม่วงเข้มที่แล่นพล่านราวกับมังกรอัสนี สายฟ้านับพันสายพุ่งลงสู่แนวทหารสยาม
เปรี้ยง!! เปรี้ยง!! เปรี้ยง!!
เสียงระเบิดดังต่อเนื่องไปทั่วสนามรบ โล่เหล็กหลายสิบบานแตกกระจาย ทหารจำนวนมากถูกแรงระเบิดซัดกระเด็น
ผู้ที่ถูกสายฟ้าฟาดโดยตรงต่างร่างกระตุกอย่างรุนแรง กระแสอัสนีไม่ได้เพียงเผาไหม้ร่างกาย แต่มันแทรกซึมเข้าสู่เส้นชีพจร ทำลายการไหลเวียนของพลังอาคมจากภายใน จอมอาคมของสยามหลายคนที่กำลังร่ายคาถาอยู่ถึงกับเลือดกระอัก วงอาคมแตกสลายทันที บางคนล้มลงทั้งที่บาดแผลภายนอกแทบไม่มี แต่ร่างกลับไม่อาจขยับได้แม้แต่นิ้วเดียวพระยาสมานสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
"ระวัง!"
"อย่าให้ถูกสายฟ้านั่น!"
"มันกำลังทำลายอาคม!"
สิ้นเสียงเตือน
ปักษารามสูรก็กระพือปีกอีกครั้งท้องฟ้าทั้งผืนเต็มไปด้วยสายฟ้าสีม่วงที่กำลังตกลงมาราวกับวันสิ้นโลก และในชั่วขณะนั้นเอง...ความได้เปรียบที่สยามเพิ่งช่วงชิงกลับคืนมาก็เริ่มสั่นคลอนอีกครั้ง...
นิน ขุนไวย และหมื่นอินเงยหน้ามองสัตว์อสูรยักษ์ที่โผบินอยู่เหนือสนามรบ
เมฆดำหมุนวนปกคลุมทั่วทั้งหุบเขา สายฟ้าสีม่วงแลบแปลบปลาบอยู่รอบกายของมันไม่หยุด ทุกครั้งที่มันกระพือปีก ลมพายุและกระแสอัสนีก็แผ่ซ่านไปทั่วจนแม้แต่พื้นดินยังสั่นสะเทือน
นินถึงกับเบิกตากว้าง
"...นี่มันตัวบ้าอะไรกันเนี่ย"
หมื่นอินมองขึ้นไป ก่อนสูดหายใจลึก
"มันคือ ปักษารามสูร...หรือสกุณาอัสนี"
"สัตว์หิมพานต์ชั้นสูง"
"ว่ากันว่ามันอาศัยอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดในป่าหิมพานต์ สถานที่ซึ่งพายุฝนฟ้าคะนองไม่มีวันสงบ"
"ทุกครั้งที่มันบิน..."
"ฟ้าจะคำราม"
"ทุกครั้งที่มันกรีดร้อง..."
"สายฟ้าจะผ่าลงมา"
ขุนไวยเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียด
"ที่น่ากลัวไม่ใช่แค่พลังทำลาย"
"สายฟ้าของมันมีอาคมแฝงอยู่"
"ใครโดนเข้าไป..."
"อาคมในร่างจะปั่นป่วน ระบบประสาทจะถูกทำลาย บางคนถึงกับเป็นอัมพาตทั้งชีวิต"
นินลูบคางเบา ๆ
สายตามองไปยังนกยักษ์บนท้องฟ้าไม่กะพริบ
"งั้น..."
"จะฆ่ามันยังไงดี"
ทันใดนั้นเอง...
จี๊ด!
ความเจ็บปวดแล่นผ่านศีรษะของเขาอย่างกะทันหัน
นินยกมือกุมขมับทันที
ภาพบางอย่างผุดขึ้นในห้วงความทรงจำราวกับคลื่นน้ำที่ถูกปลดปล่อย
...
ค่ำคืนหนึ่ง...เด็กชายตัวเล็กนั่งอยู่ข้างกองไฟ ชายผู้หนึ่งหัวเราะเบา ๆ ก่อนเล่านิทานเกี่ยวกับป่าหิมพานต์ให้ฟัง
"...สัตว์ทุกตัวในป่าหิมพานต์ล้วนมีจุดอ่อน"
"...แม้แต่ปักษารามสูรเองก็เช่นกัน"
"...หากวันหนึ่งเจ้าพบมัน..."
"...จงจำคำของพ่อไว้ให้ดี"
ภาพทุกอย่างเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
นินสะดุ้งเฮือก ก่อนเบิกตากว้าง
"...เดี๋ยวนะ"
"พ่อของเจ้าของร่างเดิม..."
"ตกลงเป็นใครกันแน่"
ยิ่งนานวัน...
ความทรงจำที่ผุดขึ้นก็ยิ่งประหลาดชายผู้นั้นไม่เพียงรู้เรื่องป่าหิมพานต์แต่ยังรู้แม้กระทั่งวิธีปราบสัตว์หิมพานต์ระดับสูง คนธรรมดา...ไม่มีทางรู้เรื่องเหล่านี้แน่นอนอย่างไรก็ตาม เวลานี้ไม่มีโอกาสให้ครุ่นคิดนินยกยิ้มมุมปาก ประกายบางอย่างฉายชัดในดวงตา
"ได้แล้ว..."
เขาเงยหน้ามองปักษารามสูร
"สายฟ้าใช่ไหม..."
"งั้น..."
"เจอสายล่อฟ้าหน่อยเป็นไง"
ขุนไวยหันมองทันที
"เอ็งคิดอะไรออกแล้วหรือ"
นินพยักหน้า
"แต่ต้องใช้เวลาหน่อย"
เขาหันไปหาทั้งสอง
"พวกนายกลับไปช่วยพันเข็มก่อน"
"ทางนั้นรับมือไอ้แผนไม่ไหวแล้ว"
ขุนไวยขมวดคิ้ว
"แล้วเอ็งล่ะ"
นินยิ้มกว้าง
"ขอเวลาข้าครึ่งชั่วโมง"
"ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่คิด..."
"ไอ้นกเวรนั่นจะบินไม่ได้อีก"
ทั้งขุนไวยและหมื่นอินสบตากัน
แม้ไม่รู้ว่านินกำลังคิดอะไร
แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา
ไอ้เวรนี้ชอบทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายตลอดทั้งสองจึงพยักหน้า
"ถ้าข้าจะไม่ชอบหน้าเอ็งแต่ครั้งนี้อย่าตายเชียวล่ะ"
"เออ"
สิ้นเสียง
ทั้งคู่ก็พุ่งกลับเข้าสู่สนามรบทันที
...
ส่วนนินกลับเข้าสู่มิติหยก
ภายในคลังเก็บของขนาดมหึมาของหลินชิงฟง เขารีบเดินตรงไปยังมุมหนึ่ง
สายตาหยุดอยู่ที่กองเสาเหล็กขนาดใหญ่หลายสิบต้น
เสาแต่ละต้นสูงเกือบเจ็ดสิบเมตร
หล่อขึ้นจากเหล็กกล้าเนื้อดี
เดิมทีมันเป็นแร่ที่หลินชิงฟงหรือเจ้าของมิติหยกคนก่อนใช้เป็นวัตถุหลอมสร้างของต่างๆ
แต่ตอนนี้...มันกลับมีประโยชน์อีกแบบหนึ่งมุมปากของเขาค่อย ๆ ยกขึ้น
"ใช้งานได้พอดี"
เขาสะบัดมือ
เสาเหล็กทั้งหมดหายเข้าไปในฝ่ามือของเขา
...
นินกลับออกมายังสนามรบอีกครั้ง
สิ่งแรกที่เขาทำคือสวมหน้ากากมองกลางคืน
จากนั้นหยิบระเบิดควันออกมาหลายลูก เขาต้องทำให้ะพวกมันมองอะไรไม่เห็นเพื่อจะได้ไม่สังเกตเห็นแผนการของเขา
ฟิ้ว!
ฟิ้ว!
ฟิ้ว!
ลูกระเบิดถูกขว้างออกไปทุกทิศทาง
ตูม!
ตูม!
ตูม!
ควันสีเทาหนาแน่นพวยพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่กี่อึดใจ
ทั่วทั้งหุบเขาก็ถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกสีขาว
ทหารทั้งสองฝ่ายต่างแตกตื่น
"ระวัง!"
"มันใช้อาคมอะไรอีก!"
แม้แต่ลีเคนายังขมวดคิ้ว
นางเห็นนินเพียงชั่วครู่
เด็กหนุ่มสวมหน้ากากสีดำประหลาด ก่อนจะหายเข้าไปในม่านควันราวกับภูตผี
"เจ้าหนูนั่น..."
"คิดจะเล่นอะไรอีก"
แต่สุดท้าย
นางก็ไม่สนใจ
เพราะคิดว่าลูกเล่นของนินไม่มีทางเปลี่ยนผลของสงครามได้อีกแล้ว
...
ภายในม่านควัน
นินอาศัยหน้ากากมองกลางคืนวิ่งฝ่าเข้าไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานก็ปรากฏตัวด้านหลังท่านเจ้าคุณเรือง
ทว่าทันทีที่เข้าใกล้มือใหญ่ก็พุ่งเข้ามาคว้าลำคอของเขาทันที รวดเร็วเสียจนมองแทบไม่ทัน
"อั่ก!"
นินแทบหายใจไม่ออก
"ลุง!"
"ผมเอง!"
ท่านเจ้าคุณชะงัก ก่อนรีบปล่อยมือ
"ไอ้เวร!"
"ข้าเกือบแทงเอ็งตายแล้ว!"
นินไอแค่ก ๆ ก่อนกลอกตา
"ลุงนี่มือไวชะมัด"
เขารีบกระซิบ
"ผมมีวิธีจัดการไอ้นกเวรนั่นแล้ว"
ดวงตาของท่านเจ้าคุณเป็นประกาย
"ทำยังไง"
นินยิ้ม
"ตามผมมา"
ทั้งสองอาศัยม่านควันเป็นกำบัง รีบเคลื่อนตัวไปยังหน้าผาแห่งเดิม จุดที่นินเคยใช้ยิงจรวดใส่ลีเคนา
เมื่อไปถึง
นินสะบัดมือเบา ๆ
ครืน!
เสาเหล็กขนาดมหึมาหลายสิบต้นปรากฏกองอยู่ตรงหน้า
ท่านเจ้าคุณถึงกับอ้าปากค้าง
"ไอ้ห่า..."
"เอ็งไปขนของพวกนี้มาจากไหน"
นินหัวเราะ
"ไม่สำคัญ"
"ลุงช่วยผมหน่อย"
"เอาเสาพวกนี้..."
"ปักให้ทั่วสนามรบ"
"ไม่ต้องเป็นระเบียบ"
"แต่แต่ละต้นต้องอยู่ห่างกันไม่มาก"
ท่านเจ้าคุณเลิกคิ้ว
"แล้วจะปักไปทำไม"
นินยิ้มเจ้าเล่ห์
"เดี๋ยวลุงก็รู้"
"ลุงยกไหวไหม"
ท่านเจ้าคุณแค่นหัวเราะ
"คิดว่าข้าเป็นใคร"
นินรีบถ่ายทอดพลังวิญญาณเข้าไปในเสาเหล็กทุกต้น
อักขระที่สลักไว้บนตัวเสาเริ่มส่องประกาย
ช่วยลดน้ำหนักลงหลายส่วน
"โยนได้เลย!"
"เออ!"
ท่านเจ้าคุณคว้าเสาต้นแรก
ก่อนเหวี่ยงสุดแรง
หวืดดด!
เสาเหล็กพุ่งทะยานข้ามสนามรบ ก่อนปักลงพื้นเสียงดังสนั่น
ตูม!
จากนั้นต้นที่สอง...
ต้นที่สาม...
ต้นที่สี่...
เสาเหล็กขนาดยักษ์ทยอยปักกระจายไปทั่วสมรภูมิ ลีเคนาเหลือบมองภาพนั้น ก่อนหัวเราะออกมาอย่างเหยียดหยัน
"ฮึ!"
"คิดจะใช้เศษเหล็กพวกนี้หยุดข้าหรือ"
นางโบกมือ
"ปักษารามสูร!"
"หลบไป!"
นกยักษ์กระพือปีกเพียงครั้งเดียว ก็หลบเสาเหล็กทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย
ก่อนอ้าปากคำราม
กรี๊ยยยยย!!
วายุอัสนีมหาศาลก่อตัวขึ้นเหนือท้องฟ้า
เปรี้ยง!
สายฟ้าสีม่วงนับไม่ถ้วนสาดลงใส่กองทัพสยามอย่างบ้าคลั่ง
ในเวลาเดียวกัน
พระยาสมานและพระยาดำรงศ์ก็เข้ารับหน้าที่แทนท่านเจ้าคุณ
ทั้งสองปะทะกับเมียวและขุนเกื้ออย่างดุเดือด
ส่วนท่านเจ้าคุณเรือง...
กลับยืนมองเสาเหล็กที่ปักเรียงรายทั่วสนามรบ
แม้ยังไม่เข้าใจแผนของนิน
แต่เขาก็เชื่อมั่นอยู่เพียงอย่างเดียว
หากเด็กคนนี้ลงมือด้วยตัวเอง...
ย่อมไม่มีทางทำเรื่องไร้สาระแน่นอน…