ในเมืองขนาดเล็กแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอาณาจักรชิงซึ่งเป็อาณาจักรเล็กๆที่อยู่ภายใต้การปกครองของสำนักไผ่เขียวทุกๆปีสำนักจะส่งคนมาตรวจสอบผู้ที่มีรากิญญาจากผู้คนจำนวนมากในอาณาจักรต่างๆเพื่อนำกลับไปฝึกฝนในสำนัก
จางซวนและเด็กหนุ่มอีกห้าคนมาถึงเมืองก็เบิกตากว้างนี่เป็ครั้งแรกที่พวกเขาบางคนได้เข้ามาในเมืองจางซวนนั้นเคยลงมากับชายชราเป็บางครั้งจึงสงบใจได้บ้าง
“พวกเราไปกันเถอะที่นี่ไม่เหมาะที่จะอยู่นานเพราะมีแต่พวกคนไม่ดีเคยแต่จะทำร้ายพวกเรา” ชายหนุ่มที่ชื่อติงอิงกล่าว
“นั่นสิได้ยินว่าคนในเมืองมีแต่พวกหลอกลวงไม่จริงใจอาซวนเ้าแน่ใจนะว่าจะรับมือได้” ชายหนุ่มที่มีนามว่าคงซานกล่าว
“แน่นอนข้าเตรียมการเอาไว้แล้วรับรองไม่ถูกอีกฝ่ายหลอกอย่างแน่นอน” จางซวนกล่าว
ทั้งหกคนเดินไปถึงร้านค้าแห่งหนึ่งก่อนที่จะเข้าไปร้านค้าแห่งนี้เป็ร้านประจำที่ชายชรามักจะนำของมาขายและซื้อของจากที่นี่และเ้าของร้านก็เป็คนที่เ้าเล่ห์อย่างมากแต่เพราะชายชราจัดการได้อยู่หมัดอีกฝ่ายจึงไม่อาจเอาเปรียบชายชราได้
“หืมเ้าเด็กตัวแสบ ทำไมวันนี้เ้ามาแล้วตาแก่ของพวกเ้าละ” เฒ่าแก่มองไปยังพวกจางซวนด้วยความแปลกใจ
“ท่านปู่บอกให้ข้ามาขายและซื้อของแทนท่าน”จางซวนยิ้มอย่างใสสื่อออกมา
“โอ้ตาแก่นั่นได้เตือนเ้าหรือไม่ว่าต้องทำอย่างไร” เฒ่าแก่เผยรอยยิ้มที่อบอุ่นออกมา
“แน่นอนข้าเองก็เคยมาครั้งสองครั้งดันนั้นจึงค่อนข้างคุ้นเคยกับวิธีการของเฒ่าแก่”จางซวนกล่าว
“เ้าตัวดีข้ารู้แต่แรกแล้วว่าเ้ามันตัวแสบทุกครั้งที่เ้ามาดวงตาของเ้าจะมองตรงมาที่แววตาของข้าเพื่อจับพิรุธใช่ไหมละแต่ว่าเ้ายังอ่อนหัดเ้าจะต้องสูญเสียครั้งใหญ่แน่” เฒ่าแก่หัวเราะออกมา
“นั่นก็ไม่แน่หรอก”จางซวนกล่าว
กลุ่มเด็กห้าคนที่มากับจางซวนมองหน้ากันพวกเขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นแม้ใบหน้าทั้งสองจะยิ้มให้กันอย่างอ่อนโยนแต่คำพูดกลับเริ่มที่จะรุนแรงขึ้นมาเรื่อยๆ
“ไหนนำของที่จะมาขายออกมา”เฒ่าแก่กล่าว
จางซวนนำสมบัติบางส่วนออกมาก่อนเริ่มจากสิ่งของที่ราคาต่ำออกมาเฒ่าแก่มองไปยังจางซวนก่อนจะยกยิ้ม
“กำไรข้อมือหยกชิ้นนี้แม้จะดูภายนอกงดงามแต่หยกกลับมีคุณภาพไม่ค่อยดีข้าให้แค่10 เหรียญ” เฒ่าแก่กล่าว
“เฒ่าแก่ตลกแล้วแม้เนื้อหยกจะไม่บริสุทธิ์มากนักแต่มันถูกใช้โดยตระกูลขุนนางชั้นสูงมาก่อนเฒ่าแก่ท่านคงไม่คิดว่าตระกูลขุนนางชั้นสูงจะใช้ของถูกราคาแค่ 10 เหรียญหรอกนะ”จางซวนกล่าว
“เหลวไหลเ้ารู้ได้อย่างไรว่ากำไลหยกชิ้นนี้ถูกใช้โดยตระกูลขุนนางชั้นสูง”เฒ่าแก่เย้ยหยัน
“เฒ่าแก่ดูที่ตรงนี้”จางซวนชี้ไปที่สัญลักษณ์เล็กๆของกำไลหยกซึ่งเป็สัญลักษณ์วิหคะสลักเอาไว้
“นี่ของจริงงั้นเหรอ”เฒ่าแก่ใ
“เป็อย่างไร”จางซวนยิ้ม
“เ้าตัวดีได้ได้ รอบนี้ข้าแพ้ เอาไป 50 เหรียญ” เฒ่าแก่กัดฟันกล่าว
“ชิ้นที่สองคือแท่นฝนหมึกชิ้นหนึ่ง”จางซวนหยิบชิ้นที่สองออกมา
“เ้าเปิดราคามาพร้อมกับเหตุผล”เฒ่าแก่ไม่กล้าดูถูกจางซวนอีกจึงให้จางซวนเปิดราคามา
จางซวนเปิดราคาพร้อมกับร่ายประวัติของแท่นฝนหมึกออกมาให้กับเฒ่าแก่ฟังเฒ่าแก่อึ้งอยู่นานจนรู้สึกสับสนจางซวนเล่าประวัติของแต่ละชิ้นราวกับว่าจางซวนเป็คนสร้างมันขึ้นมาเองทำเอาเฒ่าแก่เริ่มเชื่อและลืมที่จะหั่นราคาสุดท้ายก็ถูกจางซวนจูงจมูกจนซื้อในราคาที่สูงกว่าปกติเล็กน้อย
จางซวนที่ได้รับเงินมา500 เหรียญก็ได้ซื้อข้าวและของใช้ที่จำเป็กลับออกไปอย่างสบายใจ
“อาซวนเ้าสนใจจะมารับจ้างขายของที่ร้านของข้าหรือไม่” เฒ่าแก่กล่าวกับจางซวนที่กำลังออกจากร้านด้วยรอยยิ้ม
“เอาไว้เมื่อข้าไม่มีของมาขายแล้วข้าจะมาทำงานกับท่าน”จางซวนกล่าว
“ดีคำไหนคำนั้น” เฒ่าแก่ยิ้มอย่างเอ็นดู
“เป็เด็กที่ฉลาดจริงๆเขาเข้าใจวิธีดึงดูดความสนใจของท่านออกจากเป้าหมายที่แท้จริงทำให้ท่านต้องขาดทุนเล็กน้อย”หญิงวัยกลางคนกล่าว
“ฮ่าฮ่าใช่แล้วเด็กนี่ฉลาดมากแต่ถึงแบบนั้นเขาก็ไม่ได้โลภจนเกินไปเขาเอากำไรแค่เล็กน้อยเท่านั้นซึ่งไม่ทำให้ข้าเสียหายอะไรด้วยซ้ำดังนั้นข้าถึงถูกใจเขาเสียดายที่ข้าไร้ความสามารถไม่อาจมีบุตรได้” เฒ่าแก่หัวเราะขมขื่น
“ไม่สู้รอวันที่เหมาะสมรับเขามาเป็บุตรบุญธรรมดีหรือไม่”หญิงวัยกลางคนที่เป็ภรรยาของเฒ่าแก่กล่าว
“ก็ดีเหมือนกันข้าต้องหาเวลาไปคุยกับตาเฒ่าคนนั้นสักหน่อยมีพวกเราเลี้ยงดูเด็กคนนั้นย่อมกลายเป็พ่อค้าที่ยอดเยี่ยมได้แน่” เฒ่าแก่หัวเราะ
พวกจางซวนที่เดินออกจากเมืองและเดินกลับไปยังเส้นทางเดิมก็ขมวดคิ้วชายห้าคนที่ไปพร้อมกับจางซวนพับแขนเสื้อขึ้นทันที
“อาซวนเ้าระวังตัวเอาไว้ให้ดี”ติงอิงกล่าว
“ใช่แล้วหากมีการต่อสู้เริ่มขึ้นเ้ารีบไปไปหลับหลังก้อนหินทันที” คงซานกล่าว
“ฮี่ฮี่ พวกเด็กน้อยหากไม่อยากตายก็ส่งของทั้งหมดมาข้าเห็นนะว่าเ้าขายของได้เงินมาไม่น้อยเลย” กลุ่มชายฉกรรจ์ห้าคนเผยตัวออกมา
“พวกลุงๆทำไมพวกท่านถึงได้ทำตัวแบบนี้ พวกท่านก็ดูจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งแต่กลับไม่ทำงานและมาหาปล้นเด็กน้อยอย่างพวกเรานี่พวกท่านไม่หายฟ้าดินก็ควรจะอายบิดามารดาที่ให้กำเนิดพวกท่านมาบ้างนะ” จางซวนกล่าว
“ปากดีเอาไว้รอจัดการพี่ๆของเ้าก่อนข้าจะจับเ้าไปขายด้วยวัยและใบหน้าละอ่อนอย่างเ้าน่าจะขายให้กับพวกขุนนางที่ชื่นชอบแนวแบบเ้าได้ราคางาม”ชายฉกรรจ์กล่าว
“คิดจะจับอาซวนไปขายข้ามศพของพวกเราไปก่อนเถอะ” ติงอิงพุ่งทะยานออกไปพลังปราณในร่างโคจรไปที่หมัดก่อนจะปล่อยหมัดออกไป
“โอ้ฝึกยุทธด้วยงั้นเหรอไม่เลวแต่ว่าอ่อนหัด พวกเราอยู่ขอบเขต 2 กันแล้วขอบเขต 1อย่างพวกเ้าจะทำอะไรพวกเราได้” ชายฉกรรจ์หัวเราะออกมา
แต่ว่าเมื่อหมัดของติงอิงปะทะกับร่างของชายฉกรรจ์คนหนึ่งร่างของอีกฝ่ายก็บิดงอล้มลงไปนอนกับพื้นแล้วดิ้นไปมาสีหน้าเขียวคล้ำทันที
“ท่านปู่เหอบอกว่าผู้ฝึกหมัดนอกจากหลอมเรือนกายแล้วต้องออกหมัดให้เป็พวกเ้าแม้จะมีเรือนกายขอบเขต 2 แต่ว่าหมัดของพวกเ้าจะทรงพลังเหมือนกับขอบเขตหรือไม่นั่นก็บอกได้ยาก”ติงอิงกล่าว
“พวกที่ดีแต่ภายนอกแต่อ่อนในสินะ”ตงซานเผยแววตาเ็าและเข้าต่อสู้ทันที
ไม่นานชายฉกรรจ์ก็พากันถูกเด็กหนุ่มทั้งห้าคนทุบตีจนร่างเต็มไปด้วยแผล
“จะเอายังไงกับคนพวกนี้ดี”คงซานกล่าว
“จับไปส่งที่เมืองดีหรือไม่”ติงอิงกล่าว
“ไม่มีประโยชน์ข้าดูที่ป้ายประกาศแล้วไม่มีค่าหัวหรือประกาศจับคนเหล่านี้ต่อให้นำกลับไปก็ไม่น่าจะได้เงิน”จางซวนกล่าว
“แต่หากปล่อยไว้อีกฝ่ายน่าจะกลับมาแก้แค้น”ติงอิงขมวดคิ้ว
“ตอนนี้ใกล้จะค่ำแล้วสัตว์ป่าก็ใกล้จะออกมาแล้วจะรอดหรือตายก็ปล่อยให้โชคชะตาลิขิตก็แล้วกัน”จางซวนกล่าว
คนอื่นๆเห็นด้วยเพราะในูเาตอนกลางคืนอันตรายมากมีสัตว์ป่าดุร้ายและว่ากันว่ามีภูติประหลาดจะปรากฏในยามค่ำคืนพวกจางซวนรีบกลับไปยังบ้านพักบนูเาแล้วทำอาหารแจกทุกคน
“เป็อย่างไรบ้าง”ปู่เหอกล่าว
“ข้าเป็ฝ่ายชนะ”จางซวนยืดอกทันที
“ฮ่าฮ่า ตาแก่นั่นคงจะกัดฟันจ่ายเงินให้เ้าอย่างยากลำบากใช่หรือไม่” ปู่เหอหัวเราะออกมา
“ไม่นะเขาดูจะพอใจด้วยซ้ำแถมเขายังชวนข้าไปทำงานกับเขาด้วย” จางซวนกล่าว
“.....อาซวนหากว่ามีคนอยากจะรับเ้าไปเลี้ยงดูเป็บุตรบุญธรรมเ้าจะไปหรือไม่” ปู่เหอมองจางซวนอย่างจริงจัง
“ไม่ไปหรอกจะให้ข้าทิ้งพวกท่านไปได้อย่างไร แม้คนอื่นๆจะฝึกหมัดกันแล้วแต่ก็ยังแค่ขอบเขต 1อีกอย่างพวกเขาไม่เชี่ยวชาญการใช้หัวแบบข้าพวกเขามีแต่จะถูกรังแก” จางซวนกล่าว
“แต่สำหรับเ้ามันคือโอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตเลยนะเ้าจะได้ทานอาหารดีๆทุกวันได้สวมชุดดีๆตลอดไม่ต้องกังวลเื่เงินทองและได้ทำสิ่งที่ตัวเอง้า”ปู่เหอกล่าว
“สิ่งที่ข้า้าพวกเขาให้ได้หรือไม่ละ” จางซวนกล่าว
ปู่เหอเงียบทันทีแม้จางซวนจะสูญเสียความทรงจำแต่ว่าในใจกลับเฝ้าหาถึงครอบครัวของตนเองตลอดเวลาแม้เขาจะบอกความจริงไปแล้วว่าบิดามารดาของจางซวนตายไปแล้วและพาไปเยี่ยมหลุมศพของทั้งสองแล้วด้วยแต่จางซวนก็ยังคงคิดถึงพวกเขาอยากจะจดจำเื่ในอดีตได้อยากจะได้อยู่กับครอบครัวที่แท้จริงของตัวเองอีกครั้ง
“ที่จริงผู้บำเพ็ญบรรลุเป็เซียนยังไม่อาจชุบชีวิตคนได้แต่หากไปได้ไกลกว่านั้นบรรลุเป็เทพหรือบรรลุเต๋ากลับสามารถชุบชีวิตคนได้”อยู่ดีๆปู่เหอก็กล่าวขึ้นทำให้จางซวนใ
“เื่จริงเหรอ”จางซวนเบิกตากว้างเขาพึ่งจะเคยได้ยินเื่นี้ครั้งแรก
“นี่คือตำราโบราณที่ข้าได้มาตอนที่ยังหนุ่มๆเ้าลองนำไปอ่านดู”ปู่เหอยื่นตำราเก่าแก่ให้กับจางซวนจางซวนที่รับมาก็ััได้ว่ามันมีอายุมานานมากจริงๆไม่ใช่ของที่นำมาหลอกผู้คนได้
จางซวนกลับไปยังห้องและเริ่มเปิดอ่านทีละหน้าซึ่งด้านในได้บอกถึงเื่ราวของคนผู้หนึ่งที่ฝึกฝนจนบรรลุเป็เซียนจากนั้นก็ก้าวเข้าสู่เส้นทางเทพพิสูจน์เต๋าสุดท้ายสามารถชุบชีวิตผู้คนและครอบครัวของตนได้
เขาได้ปกครองพิภพของตัวเองและมีชีวิตยืนยาวใกล้เคียงกับฟ้าดินส่วนครอบครัวของพวกเขาก็ล้วนแต่มีอายุอย่างต่ำหมื่นปีแสนปีด้วยการช่วยเหลือของเขาแต่ว่าการจะเดินบนเส้นทางแห่งเซียนได้จำเป็ต้องมีรากิญญาเสียก่อน
จางซวนยิ่งอ่านมากเท่าไหร่ความปรารถนาในใจก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้นขณะนั้นเองสร้อยคอของจากซวนที่มีแผ่นเหล็กรูปสี่เหลี่ยมห้อยอยู่ก็สั่นไหวอย่างรุนแรงแต่เมื่อจางซวนปิดหนังสือลงสร้อยคอก็หยุดสั่น
“ข้าจะตรวจสอบได้อย่างไรว่าข้ามีรากิญญาหรือไม่”จางซวนกล่าวด้วยสีหน้าสับสน
หลายวันต่อมาจางซวนเริ่มให้ความสนใจกับการฝึกฝนร่างกายมากขึ้นเขาเริ่มฝึกหมัดกับพวกติงอิงเพื่อหลอมเรือนกายให้แข็งแกร่งจากบันทึกที่จางซวนพึ่งอ่านไปผู้ฝึกเซียนนอกจากบ่มเพาะพลังปราณและเต๋าแล้วก็ต้องมีร่างกายที่แข็งแกร่งจึงจะอยู่รอดได้ในยามขับขันเพราะผู้ฝึกลมปราณส่วนใหญ่มีจุดอ่อนที่ร่างกายและเป็จุดอ่อนร้ายแรงทำให้มักจะถูกศัตรูลอบสังหารได้