ฉู่เหินผู้ไปจากสำนักจันทร์สกาวเดินไปตามท้องถนนด้วยหัวใจอันหนักอึ้ง
ร่างบุรุษหนุ่มผู้เข้มแข็งและโดดเดี่ยวดูช่างแปลกแยกจากบรรยากาศคึกคักที่ผู้คนสัญจรไปมาโดยรอบเหลือเกิน
ครั้งที่สามแล้ว สำนักวายุจักรพรรดิ สำนักมหาหัสดี และสำนักจันทร์สกาว...
ต้องประสบพบกับเหตุการณ์เช่นนี้ในเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วัน หากเป็คนอื่นคงไม่อาจทนรับความน่ารำคาญนี้ได้ในเมื่อฉู่เหินยังไม่รู้เลยว่าสาเหตุเป็รูปธรรมที่มีคนตั้งตนเป็ปฏิปักษ์กับเขาคืออะไร?
ใครกำลังมุ่งร้ายเขาอยู่กันแน่?
ฉู่เหินสงสัยหนักกว่าเดิม
ตระกูลหลิ่ว? หรือจะเป็ตระกูลเย่?
ไม่มีทาง!
มือของพวกเย่ฉิงหรือหลิ่วเสวียนไม่มีทางยื่นมาถึงนครหลวงนี้ได้แน่
หลังคิดกลับไปกลับมารอบหนึ่งฉู่เหินก็เก็บกวาดอารมณ์ฟุ้งซ่านในจิตใจออกไปจนหมด เขาถอนหายใจแ่เบาดวงตาสุกสกาวเปล่งแสงตัดสินใจ
“นครหลวงมีสำนักยุทธขั้นสูงตั้งมากมาย ข้าไม่เชื่อว่าจะเข้าไม่ได้สักแห่งเดียว...”
แม้จะถูกทำลายติดต่อกันสามครั้ง แต่ก็ไม่อาจบั่นทอนความมั่นใจของฉู่เหินได้ไหนๆ ก็มานครหลวงแล้ว จะยอมก้มหน้ายอมรับความพ่ายแพ้ง่ายดายเช่นนี้ได้อย่างไรสำนักหนึ่งไม่้าเขา ก็เปลี่ยนสำนักเสีย อีกสำนักไม่้าก็เปลี่ยนเป็สำนักต่อไป...ฉู่เหินไม่เชื่อว่าในเมืองหลวงอันกว้างใหญ่ที่มีสำนักยุทธขั้นสูงหลายสิบแห่งจะไม่มีที่ให้เขายืน
ความเชื่อมั่นแน่วแน่ไม่สั่นคลอนครอบคลุมหัวใจฉู่เหิน
ฉู่เหินซื้อแผนที่ตำแหน่งสำนักยุทธขั้นสูงทั้งหลายในนครหลวงมาจากร้านขายของชำข้างทางทันที
สำนักยุทธขั้นสูงทั้งห้าอันเลื่องชื่อยังเหลืออีกสองสำนัก คือ ‘สำนักยุทธจักรพรรดิ’ และ ‘สำนักแรดิญญา’ สำนักยุทธจักรพรรดินับเป็หัวเรือใหญ่แห่งห้ามหาสำนักขนาดใหญ่ที่สุด ศิษย์น้อยที่สุด แต่กลับมีฟ้าประทานที่ชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุด...
“เช่นนั้นก็ไปเสี่ยงโชคที่สำนักยุทธจักรพรรดิดูหน่อยแล้วกัน”ฉู่เหินกำหมัดเล็กน้อย พึมพำผะแ่
ครึ่งชั่วยามให้หลัง ปากประตูใหญ่สำนักยุทธจักรพรรดิ
“สำนักยุทธจักรพรรดิหยุดประกาศรับศิษย์ใหม่ั้แ่เมื่อสองวันก่อนอีกอย่างไม่ใช่ว่าใครๆ ก็เข้าสำนักยุทธจักรพรรดิได้ เ้าไปได้แล้ว”
ปากประตูสำนักอันขรึมขลัง องครักษ์วัยสามสิบกว่าๆ ขวางฉู่เหินไว้เอื้อนเอ่ยประโยคนี้อย่างเฉยชา
ฉู่เหินเกิดคลื่นอารมณ์บางอย่างในใจ แต่ไม่ปริปากพูดอันใดเขาเดินจากมาพร้อมทั้งมุ่งหน้าไปยังสำนักขั้นสูงสำนักถัดไป
...
สำนักแรดิญญา!
“สวัสดี ข้าอยากสมัครเข้าทดสอบเข้าสำนักแรดิญญา!”
“ลงทะเบียนตรงนี้ หลังเที่ยงก็มาเริ่มการทดสอบรอบแรกได้เลย”
“ขอบพระคุณ!”
...
กระนั้น ยามหลังเที่ยงที่นัดกันไว้
“ขออภัยด้วย เมื่อครู่เพิ่งได้รับแจ้งข่าวมาว่ารายชื่อศิษย์ใหม่ที่รับสมัครเต็มแล้ว เ้าไปที่อื่นเถิด!”
มองแววตาเ็าของเ้าหน้าที่ลงทะเบียนและความเปลี่ยนแปลงกะทันหันของอีกฝ่ายแล้วฉู่เหินก็ไม่ซักไซ้มากไปกว่านั้น เขารู้ดีว่าเป็แค่ข้ออ้างแต่ก็เพียงเดินจากไปอย่างสงบนิ่งเท่านั้น
เมื่อเป็เช่นนี้ ฉู่เหินก็ถูกห้ามหาสำนักปฏิเสธหมดสิ้น
เช่นนั้นก็เลือกสำนักยุทธขั้นสูงธรรมดาที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงแทนแล้วกันฉู่เหินคิดว่ามาตรแม้นเป็สำนักยุทธขั้นสูงธรรมดาเพียงไหนก็ต้องมีเอกลักษณ์ในการเรียนการสอนเป็ของตนเอง
อีกอย่างฉู่เหินผู้มีขีดจำกัดสายเืถึงสองอย่างคือกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจและกายเทพโกลาหลเช่นนี้ต่อให้อยู่สำนักยุทธขั้นสูงธรรมดาแค่ไหนก็ไม่มีทางถูกกลบทับแน่
แน่นอน ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
จากนั้น ฉู่เหินจึงมุ่งหน้าไปยังสำนักยุทธขั้นสูงแห่งถัดไปตามเส้นทางบนแผนที่
แต่กระนั้น เื่ราวก็เป็ไปอย่างเหนือกว่าที่ฉู่เหินจินตนาการไว้ลิบลับ
หนึ่งเดือนถัดมาเหตุการณ์และสิ่งที่ฉู่เหินประสบพบเจอนั้นก็เหมือนเช่นที่ผ่านมาคล้ายคลึงจนน่าใ
“สมัครสำเร็จแล้ว ไปทดสอบเถิด!”
“ผลงานไม่เลว พรุ่งนี้สายมารายงานตัวได้”
...
“ต้องขออภัยด้วย ท่านไม่ได้รับคัดเลือกจากสำนักเรา”
“พื้นฐานวรยุทธท่านไม่เลวแต่ไม่เหมาะสมกับเอกลักษณ์การเรียนการสอนของสำนักพวกเรานักแนะนำให้ท่านไปสำนักอื่นจะดีกว่า”
“บุกเบิกชีพจรเส้นที่แปดได้แล้วหรือ? พื้นฐานแน่นมากแต่น่าเสียดายที่ศิษย์ใหม่ของสำนักเราเต็มแล้ว ท่านไปที่อื่นเถิดนะ!”
“คุณสมบัติไม่เลวอย่างยิ่ง มาเข้าสำนักพวกเราเถิด! หืม มีคนเรียกหาข้า โปรดรอสักครู่...โอ๊ะ ต้องขออภัยด้วย ข้าเพิ่งได้รับข่าวมาว่าสำนักของเราหยุดกิจกรรมรับสมัครศิษย์ชั่วคราวท่านกลับไปรอท่าก่อนเถิด ข้าจะแจ้งข่าวให้ท่านเข้าสำนักโดยเร็ว”
...
ปากประตูใหญ่สำนักยุทธขั้นสูงธรรมดาสักแห่งหนึ่ง
ฉู่เหินถือแผนที่ที่ถูกพลิกดูจนเก่าด้วยมือซ้ายจากนั้นจึงใช้สีดำขีดฆ่าตำแหน่งสำนักขั้นสูงหนึ่งในนั้นเป็รูป ‘กากบาท’
เพียงพริบตาเดียว แผนที่นั้นก็มีกากบาทรวมกันทั้งหมดยี่สิบสามสิบตัว
ผู้คนสัญจรไปมาหน้าประตูสำนัก ต่างคนต่างมองฉู่เหินด้วยแววตาพิลึก
“ดูเขาคนนั้นสิ”
“เขาคนนั้นทำไมกันหรือ?”
“เ้ายังไม่รู้อีกหรือ? เขาคนนั้นเข้าร่วมการทดสอบสำนักยุทธขั้นสูงมาสิบกว่าครั้งถูกสำนักยี่สิบกว่าสำนักปฏิเสธไม่รับเข้าเป็ปรากฏการณ์เท่าที่เคยมีการทดสอบศิษย์ใหม่ขึ้นมาเลย”
“ที่แท้คนที่ทั้งเมืองหลวงพูดถึงกัน่หลังมานี้ก็คือเขานั่นเองหรือ?ได้ยินมาว่าพร์ของเขาไม่เลวนี่ทำไมถึงไม่มีสำนักไหนรับเขาเลยเล่า?”
“ยังต้องถามอีกหรือไร? ต้องไปผิดใจกับใครเข้าแหงๆ”
“เขานี่ช่างน่าสงสาร อีกไม่กี่วัน สำนักยุทธขั้นสูงทั้งหมดในนครหลวงจะหยุดการทดสอบแล้วถึงเวลานั้น เขาก็คงไม่ต่างจากหมาข้างถนนสักเท่าใดนัก”
...
ฝูงชนรอบด้านกระซิบกระซาบ ชี้ฉู่เหินพลางวิพากษ์วิจารณ์กัน
ฉู่เหินกลับไม่ทำอันใดต่อสิ่งเ่าั้ เหมือนเห็นจนเป็ปกติธรรมดาไปแล้ว
เหมือนเช่นที่ทุกคนกล่าว หนึ่งเดือนที่ผ่านมา ฉู่เหินถูกสำนักขั้นสูงยี่สิบกว่าแห่งปฏิเสธหมดสิ้น
ลำพังแค่เหตุผลที่ถูกปฏิเสธ ฉู่เหินก็ท่องจำได้ขึ้นใจ
ไม่เพียงเท่านี้ เื่ราวของฉู่เหินยังแพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวงโรงเหล้า โรงน้ำชา หัวถนน ท้ายซอย...ล้วนแล้วแต่ััได้ถึงสายตาผิดแปลกของผู้คนที่มองมายังเขา
แน่นอน สำหรับพวกเขาเ่าั้แล้ว นี่ก็แค่เื่ขำขันเท่านั้นปะไร
เื่ขำขันหลังอาหารและน้ำร้อนน้ำชา ไม่มีใครสนใจหนึ่งในศิษย์ใหม่เป็ล้านอย่างแท้จริงในสายตาคนทั้งหลาย ฉู่เหินก็แค่หนึ่งในศิษย์ใหม่เท่านั้นเอง
สิ่งเดียวที่ไม่เหมือนกันคือฉู่เหินประสบกับเหตุการณ์ที่ ‘พิลึกพิลั่น’ มากกว่าใครจึงกลายเป็เื่ขำขันให้ชาวเมืองพูดถึงยามเวลาว่าง
หลงชิงหยางไปเทือกเขาสระ์ หลงเสวียนซวงก็ยังเก็บตัวอยู่
ไม่มีที่พึ่งพิง ฉู่เหินรู้สึกเหมือนคนทั้งโลกเป็ศัตรูกับเขาอย่างไรชอบกล
แต่ถึงแม้จะเป็เช่นนั้นฉู่เหินกลับสามารถเก็บซ่อนความโกรธเคืองและความกดดันไว้สนิทที่ก้นบึ้งของจิตใจพูดได้ไม่อายปากเลยว่า หากเื่นี้เกิดขึ้นกับใครคนอื่นที่มิใช่เขาเขาคนนั้นต้องสติแตก ห่อเหี่ยวสิ้นแรงใจ ล้มเลิกความตั้งใจไปนานมากแล้ว
แต่ฉู่เหินนั้นต่างออกไปเหตุการณ์กลับตาลปัตรที่พลิกชีวิตของเขาจากหน้ามือเป็หลังมือเมื่อหลายเดือนก่อนดลให้ฉู่เหินสามารถรับเื่ราวต่างๆ ได้เหนือกว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกันนัก
มีโกรธเคือง มีขุ่นแค้น มีกดดัน...
แต่ฉู่เหินกลับรับมันไว้ได้ ไม่ถึงสุดปลายทางไม่ยอมถอดใจ
เห็นท้องฟ้าที่เริ่มหม่นสี ฉู่เหินก็ถอนหายใจเอาความอึดอัดออกมาผ่านไปอีกหนึ่งวัน เหลือแค่สองสามวันเท่านั้น การทดสอบของสำนักยุทธขั้นสูงทั้งหลายในเมืองหลวงก็จะหยุดลง
ถึงเวลานั้นควรไปที่ใดหนอ?
...
ยามรัตติกาล!
ดวงดาราบนนภามืดหลบซ่อนหลังม่านเมฆอันทึบหนา
กระทั่งจันทราสว่างไสวยังััถึงกลิ่นอายผิดธรรมดาถูกเมฆหมอกมัวปกคลุมราวกำแพงมาร
บนถนนสายหลักของนครหลวง โคมไฟยังทอแสงสว่างสุกใส
ในโรงเหล้าอันหรูหรา
บุรุษหนุ่มบุคลิกเ้าสำราญถือจอกสุราหยกไว้ในมือ มุมปากเชิดขึ้นมองสตรีเพศสองสามนางร่ายรำยั่วยวนตรงหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่
ตำแหน่งอกเสื้อของชายหนุ่มปักเป็ภาพ ‘ตะวันร้อนแรง’
ขอบภาพปรากฏลวดลายสายเส้นประณีต ล่องลอย และกำแหงดุจเดียวกับกรงจักรกางใบมีด
ชายกลางคนวัยสามสิบกว่าๆ ยืนอยู่เื้ัชายหนุ่มผู้นั้นเขาหน้าตาสุดแสนธรรมดา จนหากมองเขาแวบเดียวแล้วเ้าตัวเดินเข้าฝูงชนไปได้ลืมหน้าตาเขาอย่างง่ายดายเป็แน่
“เหวยหาน เ้ารู้ไหมว่าทำไมข้าจึงทำเช่นนี้?” บุรุษหนุ่มเปรยขึ้นฉับพลันน้ำเสียงนิ่งนั้นแฝงความท้าทายและสนุกสนาน
ชายวัยกลางคนเื้ัโค้งกายลงเล็กน้อย ตอบกลับด้วยอาการเคารพ“ผู้ใต้บังคับบัญชาเพียงฟังคำบัญชาของนายน้อย มิบังอาจถามเส้นสนกลใน”
“เหอะๆ”
บุรุษหนุ่มดื่มสุราในจอกจนหมดจด เลิกคิ้วหล่อเหลาขึ้นเล็กน้อยเอื้อนเอ่ยออกรสออกชาติ “เ้าอยู่กับข้ามาก็นานปี ฟังคำบัญชาข้ามาโดยตลอดไม่เคยพร่ำบ่นแต่ว่า ข้าคิดว่าเ้าคงสงสัยอยู่ในใจ เป็แค่ ‘มดปลวก’ ตัวหนึ่งแท้ๆ ยกนิ้วบี้ทีเดียวก็ตายแล้ว เหตุไฉนถึงเล่นมันอยู่ในมือทั้งทรัพย์สิน และเสียเวลา...”
เหวยหานไม่พูด เพียงฟังต่อไป
“นายน้อยผู้นี้ทำเช่นนี้มิใช่เพราะนึกครึ้มอยากทำ” บุรุษหนุ่มยิ้มบางเล่าต่อไปว่า “ยามอยู่เมืองหลินเหยียนหลิ่วเซียวเ้าสวะนั่นไม่จัดการเ้านั่นให้เรียบร้อย ทำให้เย่โยวทุกข์ใจว่ากันตามจริง อิสตรีอย่างเย่โยวไม่เหมือนอิสตรีทั่วไปที่กำราบได้โดยง่าย นางทระนงในตนเองไม่ได้เชื่อฟังคำข้าเท่าไรนัก หากข้า้ากุมหัวใจของนางให้ได้ให้นางยอมศิโรราบต่อข้า ก็ต้องมีต้นทุนล่วงหน้าอย่าได้พร่อง”
“ด้วยเหตุนั้นนายน้อยจึงอยากเป็ปฏิปักษ์กับฉู่เหินหรือ?” เหวยหานถามเสียงต่ำ
“ฉู่เหินทำลายงานเลี้ยงวันเกิดเย่โยว เย่โยวย่อมต้องกลัดกลุ้มสุมอกเคียดแค้นอยู่ในใจ ยามนี้ข้าให้ฉู่เหินได้ััความทุกข์ทรมานการถูกจู่โจมซ้ำแล้วซ้ำเล่า...ให้ความอัปยศอดสูที่เย่โยวต้องทนรับในงานวันเกิดของนางย้อนกลับไปที่ตัวมันเป็ร้อยเท่าพันทวีขอถามซิว่าอิสตรีนางนี้จะยอมเชื่อฟังตามข้าไหม? หรือจะยอมเชื่อฟัง?หรือจะยอมเชื่อฟัง...”
เอ่ยคำว่า ‘เชื่อฟัง’ สามคำติดๆ กัน ชายหนุ่มเผยยิ้มมั่นใจอย่างย่ามใจเต็มเปี่ยม
ยินคำอธิบายของอีกฝ่ายแล้ว เหวยหานก็พยักหน้า“นายน้อยคิดได้รอบคอบยิ่งนักขอรับ”
บุรุษหนุ่มหัวเราะแ่เบา ยกทิพย์สุราในจอกขึ้นมา หยัดยืนขึ้นแช่มช้าเอื้อนเอ่ยยั่วเย้า “ทุ่มเทกายใจไปถึงเพียงนี้ คงใกล้ได้ฤกษ์ไปเก็บหางแล้วเหอะๆ...”
………………………..