คืนแรกหลังกลับจากรอยแยกหมายเลขเก้า หลิงเฟิงไม่อาจข่มตาหลับลงได้เลย ภาพของคาลวินที่เปล่งชื่อ ‘เซวียนหลิง’ ก่อนสิ้นลม กับลายอักขระทองที่เรืองขึ้นบนเหรียญทองแดงของป๋ายเหอ วนเวียนอยู่ในห้วงคิดไม่ยอมจาง เขานอนกำเหรียญไว้ในอุ้งมือ รู้สึกถึงความอุ่นแ่ที่ยังไม่จางหายั้แ่คืนก่อน ราวมีลมหายใจบางเบาเต้นอยู่ในเนื้อโลหะ เป็จังหวะเดียวกับหัวใจที่เต้นไม่เป็ส่ำของเขาเอง ทุกคำตอบครึ่งๆ กลางๆ ที่ป๋ายเหอเคยให้ บัดนี้กลายเป็หนามทิ่มแทง เขาต้องรู้ความจริง—ความจริงทั้งหมด และจะไม่รออีกต่อไป
ทว่าการจะพบป๋ายเหอไม่ใช่เื่ง่าย ผู้พิทักษ์ม่านคนสุดท้ายไม่อาจก้าวเข้าเขตสถาบันได้ ราวมีพันธะเก่าแก่บางอย่างกั้นเขาไว้ที่ประตู เช้าตรู่หลิงเฟิงจึงเล่าทุกอย่างให้อาเดรียลกับเซินหรูฟังในมุมเงียบหลังคลังวิชา ทั้งเื่เหรียญ เื่ชื่อเซวียนหลิง และความตั้งใจที่จะออกไปทวงความจริง ‘เ้าจะออกจากสถาบันยามวิกาลโดยไม่มีใบอนุญาตน่ะหรือ’ เซินหรูถาม แต่แทนที่จะห้าม เขากลับยิ้มบางๆ ‘โชคดีที่ข้าอยู่ที่นี่มาสามปี และรู้จักทุกรอยร้าวของกำแพงนี้ดีกว่าอาจารย์คนไหน’
เซินหรูเล่าว่ามีสันดินด้านเหนือของสถาบัน ที่ม่าน์บางเสียจนแทบมองทะลุไปอีกพิภพได้ ตรงนั้นมีศาลเก่าทรุดโทรมที่ผู้คนจากนอกสถาบันมักใช้รอคอยคนใน ‘ถ้าอาจารย์ของเ้าจะรออยู่ที่ไหน ก็คงเป็ที่นั่น’ หลิงเฟิงกำเหรียญแน่นขึ้น มันอุ่นวูบขึ้นทันทีที่เซินหรูเอ่ยถึงสันดินนั้น ราวกับตอบรับ ราวกับชี้ทาง เขารู้ในบัดดล—ป๋ายเหอมาถึงแล้ว และกำลังรออยู่
‘ข้าไปด้วย’ อาเดรียลเอ่ยเรียบๆ เมื่อหลิงเฟิงพยายามจะห้าม เ้าชายเวทเพียงยกคิ้ว ‘เราสาบานแล้วว่าจะเลือกด้วยกัน เ้าลืมเร็วนัก’ คำนั้นทำให้บางอย่างในอกหลิงเฟิงคลายลง เขาพยักหน้า ไม่เถียงอีก คืนนั้นภายใต้ฟ้าสองสีที่ไม่เคยมืดสนิท สามเงาร่างก็ลอบเคลื่อนออกจากลานพัก ตามรอยร้าวของกำแพงที่เซินหรูนำทาง มุ่งสู่สันดินเหนือ
ยิ่งใกล้สันดิน อากาศยิ่งแปลกประหลาด ชี่กับมานาที่ปกติแยกกันชัดในสถาบัน บัดนี้พัวพันกันจนิัชา แสงทองกับแาบนฟ้าสาดลงมาเหลื่อมซ้อน ทำให้เงาของทั้งสามทอดยาวเป็สองสีไปคนละทาง เซินหรูชะงักเมื่อถึงเชิงสันดิน ‘ข้าพาได้แค่นี้ เลยจากนี้คือเขตที่อาจารย์เคยห้ามศิษย์ล่วงล้ำ’ เขามองหลิงเฟิงอย่างมีนัย ‘ระวังตัว และอย่าเชื่อทุกอย่างที่ได้ยินจนหมดใจ แม้แต่จากคนที่เลี้ยงเ้ามา’
ศาลเก่ายืนเดียวดายอยู่ปลายสันดิน หลังคาพังทลายเปิดรับฟ้าสองสี ภายในเงามืด ร่างหนึ่งนั่งคุดคู้อยู่ข้างกองไฟเล็กๆ เมื่อเงยหน้าขึ้น หลิงเฟิงแทบจำไม่ได้—ป๋ายเหอผอมและแก่ลงกว่าวันที่จากกันเพียงไม่กี่เดือนอย่างน่าใ ผมขาวยิ่งบางลง ดวงตาลึกล้ำเต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่อ่านไม่ออก ทั้งโล่งใจ ทั้งหนักอึ้ง ราวคนที่รู้ว่าวันนี้ต้องมาถึง และกลัวมันมาตลอดชีวิต
‘เ้ามาจนได้’ ป๋ายเหอเอ่ยเสียงแหบ ‘และข้าเดาได้ว่าเ้ามาเพื่ออะไร’ หลิงเฟิงคุกเข่าลงตรงข้ามชายชรา ยื่นเหรียญทองแดงที่ยังเรืองชื่อ ‘เซวียนหลิง’ จางๆ ออกไป ‘ท่านบอกข้าว่ามันเป็เพียงของกันภัย’ เสียงเขาสั่นด้วยอารมณ์ที่กลั้นไว้ ‘แต่คาลวินรู้จักชื่อนี้ เซินหรูบอกว่ามันคือชื่อผู้สร้างม่าน์ และมันตามหลอนข้ามาั้แ่จำความได้ คืนนี้ข้าจะไม่กลับไปพร้อมคำตอบครึ่งเดียวอีก ท่านอาจารย์ บอกข้ามาให้หมด ข้าคือใคร’
ป๋ายเหอกวาดสายตามองอาเดรียลและเซินหรูที่ยืนอยู่เื้ัหลิงเฟิง ‘เ้าไว้ใจสองคนนี้ถึงเพียงให้พวกเขารับรู้ความลับที่อาจคร่าชีวิตเ้ากระนั้นหรือ’ ‘ด้วยชีวิต’ หลิงเฟิงตอบไม่ลังเล ชายชราจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถอนหายใจยาว ราวยอมจำนนต่อบางสิ่ง ‘ก็ได้ ถ้าเช่นนั้น จงฟังให้ดี เพราะข้าจะเล่าเพียงครั้งเดียว’ เขาโยนกิ่งไม้เข้ากองไฟจนเปลวลุกโชน
‘แก่นสองพิภพที่อยู่ในกายเ้า—เ้าคิดว่ามันคือพร์ที่เ้าเกิดมาพร้อมโดยบังเอิญหรือ เปล่าเลย’ ป๋ายเหอเริ่ม ‘ในแผ่นฟ้าทั้งสองพิภพ ไม่เคยมีแก่นสองพิภพมากกว่าหนึ่งในเวลาเดียวกัน มันมีเพียงดวงเดียว สืบทอดจากยุคสู่ยุค หลับใหลแล้วตื่นขึ้นในผู้ถือคนใหม่ เมื่อผู้ถือคนเก่าดับสูญ’
‘เมื่อพันปีก่อน สองพิภพยังไม่มีม่านกั้น ชี่กับมานาปะทะกันทุกหนแห่งราวไฟสองกองที่เผาผลาญกันเอง แผ่นดินแหลกเป็จุณ ผู้คนล้มตายนับไม่ถ้วน’ เปลวไฟสะท้อนในดวงตาแก่ชรา ‘ในยุคมืดนั้น มีผู้ถือแก่นสองพิภพนามว่า เซวียนหลิง เขาคือคนเดียวที่พลังทั้งสองสายอยู่ร่วมในกายได้โดยไม่ะเิ และเขาเลือกใช้มันเพื่อหยุดหายนะ’
‘เซวียนหลิงสาน ‘ม่าน์’ ขึ้นด้วยแก่นในกายตน หลอมิญญาตัวเองผูกเข้ากับม่านเพื่อกั้นสองพลังมิให้ะเิใส่กันอีก’ ป๋ายเหอชี้ไปที่เหรียญในมือหลิงเฟิง ‘ลายม่านคลื่นและชื่อบนเหรียญนั้นคือตราของเขา สำนักผู้พิทักษ์ม่านที่ข้าสืบทอดมา ตั้งขึ้นเพื่อเฝ้ารักษาสิ่งที่เขาสละชีวิตสร้างไว้ เ้ากำลังถือตราของผู้สร้างม่าน์อยู่ในมือ หลิงเฟิง’
‘แต่แก่นไม่ได้ดับไปพร้อมเซวียนหลิง’ เสียงป๋ายเหอต่ำลง ‘มันหลับใหล แล้วตื่นในผู้ถือคนใหม่ทุกยุค ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตจนตายโดยไม่เคยรู้ว่าตนถืออะไรไว้ เพราะสำนักเราซ่อนและปกป้องพวกเขา จนกระทั่ง...ผู้ถือคนก่อนเ้า’ เขาหยุด ราวคำต่อไปหนักเกินจะเอ่ย ‘เขานามว่า เซวียนตู และเขาไม่ได้เลือกเฝ้ารักษา เขาเลือก ฉีก ม่านที่บรรพชนสละชีพสร้าง หมายรวมสองพิภพไว้ใต้อำนาจตนเดียว หลอมชี่กับมานาเป็กายะ—กลายเป็สิ่งที่โลกขนานนามว่า ‘เ้าผู้ตัดม่าน’ บอสที่เ้ากำลังหวาดกลัวนั่นเอง’
หลิงเฟิงรู้สึกเืเย็นวาบไปทั้งร่าง ‘ถ้าเช่นนั้น...แก่นในกายข้า’ ‘คือดวงเดียวกับที่เซวียนตูเคยถือ และเซวียนหลิงถือก่อนหน้านั้น’ ป๋ายเหอพยักหน้าช้าๆ ‘เ้าคือผู้สืบทอดคนล่าสุดของสายที่มีทั้งผู้สร้างม่านและผู้ตัดม่านอยู่ในนั้น ‘สีที่สาม’ ที่วาบขึ้นทุกครั้งที่เ้าเร่งสองสายเกือบรวม—นั่นไม่ใช่ความผิดปกติ มันคือแสงแท้ของแก่นเมื่อมันตื่นเต็มที่ และทุกครั้งที่มันส่องขึ้น ม่าน์ก็บางลงอีกนิด พร้อมส่งเสียงเรียกถึงเซวียนตู’
‘นี่คือเหตุผลที่บอสคือ ‘ผู้ปลุก’ พลังในตัวเ้า’ ป๋ายเหอกล่าว แววตาเศร้าสุดจะกล่าว ‘เซวียนตูรอคอยมาเนิ่นนานให้แก่นตื่นในผู้ถือที่มันเอื้อมถึง เพราะลำพังกายะของมันฉีกม่านได้ไม่หมด มัน้า แก่น—้าเ้า เพื่อทำสิ่งที่ค้างไว้ให้สำเร็จ พลังที่เ้าภาคภูมิ พลังที่เ้าใช้ปกป้องคนที่รัก...คือกุญแจสู่หายนะที่มันเฝ้ารอ’
คำนั้นทำให้หลิงเฟิงโซเซ มือที่กำเหรียญสั่นเทา ทุกชัยชนะ ทุกครั้งที่เขาเปิดสองสายเพื่อปกป้องป้าซู เสี่ยวถาว หรืออาเดรียล—เขากำลังไขกุญแจให้ปีศาจที่หมายทำลายทุกสิ่งกระนั้นหรือ มืออุ่นๆ วางลงบนบ่าเขา อาเดรียลก้าวมายืนเคียงข้าง ‘ฟังข้านะ’ เ้าชายเวทเอ่ยเสียงหนักแน่น ‘แก่นไม่ใช่เ้า เ้าต่างหากที่เลือกว่าจะใช้มันอย่างไร เซวียนตูเลือกฉีก เ้าเลือกปกป้อง—นั่นคือความต่างที่ไม่มีพันปีไหนลบได้’ หลิงเฟิงสูดลมหายใจ ดึงสติกลับมาได้ทีละน้อย
‘แล้วท่านล่ะ’ หลิงเฟิงหันกลับไปหาป๋ายเหอ เสียงเครือ ‘ทำไมต้องเป็ข้า ทำไมท่านถึงเลี้ยงข้ามาในเงามืด ทำเหรียญมาปิดบังตัวข้า ราวกับท่านรู้ทุกอย่างมาั้แ่ต้น’ ป๋ายเหอเงียบไปนาน ‘เพราะข้ารู้จริง’ เขาเอ่ยในที่สุด ‘คืนที่ข้าพบเ้าเป็ทารกใต้ม่านสองสี ข้าััได้ถึงแก่นในกายเ้าทันที ข้าไม่ได้อุ้มเ้าขึ้นมาเพราะความสงสารเพียงอย่างเดียว หลิงเฟิง ข้าอุ้มเ้าขึ้นมาเพราะเ้าคือผู้ถือคนใหม่ และข้าหวังจะเลี้ยงเ้าให้เติบโตเป็ผู้ถือที่จะเลือก เฝ้ารักษา ม่าน—สืบการเสียสละของเซวียนหลิง ไม่ใช่เดินตามรอยเซวียนตู’
‘การฝึกทุกอย่าง ความลับทุกชั้น เหรียญที่ปิดแสงดาวมิให้เซวียนตูสืบรู้ที่อยู่ของเ้า—ล้วนเป็ส่วนหนึ่งของแผนนั้น’ ป๋ายเหอก้มหน้า ‘ข้ากำหนดชะตาให้เ้าโดยที่เ้าไม่เคยได้เลือกเอง และข้าขอโทษ’ หลิงเฟิงรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าหายไป ทั้งชีวิตของเขา—ความรัก ความอบอุ่น บ้านที่มีกลิ่นก๋วยเตี๋ยวของป้าซู—ถูกวางอยู่บนแผนการที่เขาไม่เคยรู้
‘แต่ข้าจะไม่โกหกอีก’ ป๋ายเหอเงยหน้าขึ้น น้ำตาคลอ ‘เพราะตลอดหลายปีที่เลี้ยงเ้ามา ข้ารักเ้าเหมือนหลานแท้ๆ และนั่นคือเหตุที่คืนนี้ข้าจึงเล่าทุกอย่าง—เพื่อมอบสิทธิ์ในการเลือกที่ข้าเคยพรากไปจากเ้า คืนกลับสู่มือเ้าเอง เ้าจะเดินทางใด ข้าจะไม่บังคับอีกต่อไป’ หลิงเฟิงจ้องชายชราที่ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่ารู้จักดีที่สุด ความโกรธ ความเจ็บ และความรักปนเปกันจนแยกไม่ออก ในที่สุดเขาก็เพียงพยักหน้าเบาๆ เก็บทุกอย่างไว้ขบคิดในวันข้างหน้า
‘แล้วทำไมชื่อเซวียนหลิงกับเซวียนตูจึงคล้ายกันนัก’ หลิงเฟิงถามขึ้น ป๋ายเหอสะดุ้งเล็กน้อย ราวคำถามนี้แตะถูกแผลที่ลึกที่สุด ‘นั่น...คือความลับที่ข้ายังบอกเ้าไม่ได้ในคืนนี้’ เขาหลบสายตา ‘รู้ไว้เพียงว่า ผู้ถือแก่นทุกยุคไม่เคยยืนลำพัง’ เขามองอาเดรียลแวบหนึ่งอย่างมีนัย ‘เคียงข้างผู้ถือเสมอมี ‘ผู้ประคอง’ จากอีกพิภพหนึ่ง—คนที่พลังตรงข้ามกันแต่ประสานกันได้ หากปราศจากเขา พลังของผู้ถือจะเผาผลาญตัวเองจนดับ ความรู้สึก ‘ราวเคยรบเคียงกันมาก่อน’ ที่เ้าทั้งสองเอ่ยถึง...ไม่ใช่เื่บังเอิญ’
อาเดรียลที่ยืนนิ่งมาตลอดถึงกับชะงัก สายตาเ้าชายเวทเหลือบมองมือที่ยังกุมไหล่หลิงเฟิงไว้ ราวเพิ่งตระหนักถึงน้ำหนักของบางสิ่งที่เกินกว่าคำว่ามิตร หลิงเฟิงเองก็รู้สึกได้ถึงเส้นด้ายบางๆ ที่ร้อยสองชีวิตเข้าด้วยกันมาั้แ่ครั้งแรกที่ดาบทองกับเวทครามประสานกัน ทว่าทั้งคู่ยังไม่กล้าเอ่ยสิ่งที่ก่อตัวขึ้นในใจออกมาเป็คำ
‘จงฟังคำเตือนข้อสุดท้ายของข้า’ ป๋ายเหอจับไหล่หลิงเฟิงแน่น ‘อย่าให้ผู้ใดเห็นแสงดาวนั้นเด็ดขาด วินาทีที่เซวียนตูแน่ใจว่าแก่นตื่นเต็มที่ในผู้ถือที่มันเอื้อมถึง มันจะมา และข้าเกรงว่า...ดวงตาของมันได้สอดส่องอยู่ในสถาบันของเ้าแล้ว’
คำนั้นทำให้สามคนสบตากัน หลิงเฟิงเล่าเื่อาจารย์าุโเฟิ่งที่จงใจส่งพวกเขาไปรอยแยกหมายเลขเก้า และนกกาเถ้าที่บันทึกทุกอย่างส่งข้ามม่าน สีหน้าป๋ายเหอเคร่งขรึมลงทุกที ‘นกกาเถ้า...เครือข่ายสาวกของเซวียนตูใช้สัญลักษณ์นั้นมาแต่ไหนแต่ไร’ จากนั้นเซินหรูเอ่ยขึ้นเบาๆ ว่าอาจารย์ของตนเป็ผู้ส่งเขามาเฝ้าระวังบางสิ่งในสถาบันนี้ั้แ่แรก—และชั่ววินาทีนั้น หลิงเฟิงสังเกตเห็นบางอย่างวาบผ่านดวงตาป๋ายเหอ ความตื่นตระหนกที่ถูกกลบไว้อย่างรวดเร็ว ราวชื่อ ‘อาจารย์ของเซินหรู’ สะกิดอะไรบางอย่างที่ชายชราไม่ยอมเอ่ย
‘มีหนทางไหนบ้าง...ที่ไม่ต้องจบลงด้วยการเสียสละแบบเซวียนหลิง’ หลิงเฟิงถามเสียงแ่ ป๋ายเหอส่ายหน้าช้าๆ ‘ข้าไม่รู้ และนั่นคือเหตุที่ข้าคืนสิทธิ์เลือกให้เ้า—เพราะบางที เ้าอาจหาทางที่บรรพชนทุกคนมองไม่เห็น’ อาเดรียลกำมือหลิงเฟิงไว้แน่น ‘ไม่ว่าเ้าจะเลือกทางไหน ข้าจะอยู่เคียงข้าง’ เขาเอ่ย ทั้งสองยังไม่รู้ว่าคำสัญญานั้นเป็จริงยิ่งกว่าที่ตนเข้าใจเพียงใด
ก่อนจาก ป๋ายเหอถ่ายทอดวิชาหนึ่งให้—‘ลมหายใจกล่อมแก่น’ วิธีหายใจที่ช่วยให้สองสายโคจรเนิบช้าเคียงกัน กดแสงดาวมิให้ปะทุยามคับขัน ‘มันซื้อเวลาให้เ้าได้ แต่ซ่อนเ้าไม่ได้ตลอดไป’ เขากำชับ ‘จงฝึกให้ช่ำชอง เพราะวันที่เ้าต้องเลือกระหว่างปกป้องคนที่รักกับซ่อนตัว...ใกล้เข้ามาทุกที’ หลิงเฟิงน้อมรับวิชานั้นไว้ด้วยใจหนักอึ้ง
แสงทองรางๆ เริ่มจับขอบฟ้าด้านบูรพา ป๋ายเหอลุกขึ้น ‘ข้าอยู่ที่นี่นานกว่านี้ไม่ได้ ม่านที่นี่บางเกินไป หากข้าอยู่ต่อ สิ่งที่เฝ้าระวังเราอยู่จะรู้ว่าข้ามา’ เขาวางมือบนศีรษะหลิงเฟิงครั้งสุดท้าย ‘ป้าซูกับเสี่ยวถาวปลอดภัยดี ข้าฝากคนเฝ้าไว้แล้ว จงตั้งใจฝึก และจงระวังคนรอบข้าง...แม้แต่คนที่เ้าคิดว่าไว้ใจได้ที่สุด’ แล้วร่างชราก็ลับหายไปกับสายหมอกสองสีบนสันดิน ทิ้งหลิงเฟิงไว้กับความจริงที่หนักอึ้งและคำถามที่มากยิ่งกว่าเดิม
ทางกลับเงียบงันยิ่งกว่าขามา หลิงเฟิงเดินนำหน้า ครุ่นคิดถึงทุกคำของป๋ายเหอ จนกระทั่ง—เหรียญในย่ามของเขาเย็นวูบลงอย่างฉับพลัน เย็นเยียบจนแสบมือ ไม่ใช่ความอุ่นของการเรียกหาอีกต่อไป แต่เป็ความเย็นที่เขารู้จักดี ความเย็นที่ป๋ายเหอเคยบอกว่าหมายถึง อันตราย หลิงเฟิงหยุดกึก ‘มีบางอย่างผิดปกติ’ เขากระซิบ มือกุมด้ามเหรียญที่สั่นระริก
ทั้งสามเร่งฝีเท้า เมื่อเงาสถาบันปรากฏในแสงรุ่งสาง ภาพที่เห็นทำให้หัวใจหล่นวูบ—เหนือยอดหอคอยวัดพลัง ฝูงนกกาเถ้าวนเวียนเป็วงดำทะมึน มากกว่าที่เคยเห็น เสียงระฆังเตือนภัยดังแว่วมาแต่ไกล และประตูสถาบันที่ควรปิดสนิทยามนี้กลับเปิดอ้า มีแสงไฟวิ่งวุ่นอยู่ภายใน บางสิ่งเกิดขึ้นในคืนที่พวกเขาแอบออกมา
‘เป็ไปไม่ได้’ เซินหรูพึมพำ ใบหน้าซีดเผือด ‘ไม่มีใครรู้ว่าเราออกมาคืนนี้ นอกจากเราสามคน’ คำนั้นแล่นเข้าหูหลิงเฟิงราวเข็มเย็น ถ้าศัตรูรู้—ถ้าการพบป๋ายเหอในคืนนี้ถูกล่วงรู้—แสดงว่าความลับรั่วไหลจากคนใกล้ตัวที่สุด คนที่อยู่ในวงในของเขาเอง เขากวาดสายตามองอาเดรียลและเซินหรู มิตรสองคนที่เขามอบความไว้ใจทั้งหมด แล้วความคิดที่เขาไม่อยากให้เป็จริงก็ผุดขึ้นมาเย็นเยียบยิ่งกว่าเหรียญในมือ
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นจากในสถาบัน คนถือคบเพลิงกลุ่มหนึ่งวิ่งตรงมา นำหน้าด้วยอาจารย์าุโเฟิ่ง ใบหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ ‘เซี่ยหลิงเฟิง!’ เขาะโ ‘ทั้งสถาบันตามหาเ้าทั้งคืน เกิดเื่ใหญ่แล้ว—’ ทว่าก่อนที่เฟิ่งจะกล่าวจบ หลิงเฟิงกลับรู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมาจากเงามืดข้างกาย ไม่ใช่จากเฟิ่ง ไม่ใช่จากศัตรูที่ไหน แต่ใกล้กว่านั้นมาก ใกล้เสียจนเขาไม่กล้าหันไปมอง เพราะลึกๆ ในใจ เขาเริ่มกลัวว่าจะได้เห็นใบหน้าของคนที่เขารัก จุดหักเหที่จะเปลี่ยนทุกสิ่งกำลังจะมาถึง และคืนนี้—สถาบันร่วมสองพิภพจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป