# บทที่ 25 — บ่อน้ำใต้ตำหนักบุปผา
โม่เฉินไม่ได้เดินตรงไปยังตำหนักกลางทันทีหลังออกจากลานกระบี่
แม้แผนผังของผู้พิทักษ์จะชี้ชัดว่าบ่อน้ำกำเนิดอยู่ใต้ตำหนักบุปผามาร แต่ตำหนักกลางเป็พื้นที่ของเ้าสำนัก มีผนึกคุ้มครองและศิษย์รับใช้ตลอดวัน หากฝ่ายกฎหมายพาคนบุกเข้าไปโดยไม่มีคำอธิบาย คนส่งข่าวที่เหลืออยู่ในสำนักย่อมรู้ทันทีว่าพวกเขาพบจุดพิธีแล้ว
พวกเขาจึงกลับไปยังห้องเก็บป้ายิญญาก่อนเพื่อเปลี่ยนกำลังคุม เสิ่นเยว่โหรวเติมหมอกโอสถให้ป้ายทั้งหกอีกครั้ง เจียงอวี้หลานส่งคำสั่งปิดลานกระบี่ในชื่อ “ตรวจซ่อมผนึกเก่า” ส่วนป้าผู้าุโเดินตรงไปยังตำหนักกลางโดยพาโม่เฉิน ลั่วชิงเสวี่ย และเสิ่นเยว่โหรวมาด้วย
“เ้าสำนักรู้เื่ผนึกใต้ตำหนักหรือไม่” โม่เฉินถามระหว่างทาง
“นางรู้ว่ามีผนึก” ป้าผู้าุโตอบ “แต่ไม่รู้ว่ามีคนกลับโซ่คุ้มครองเป็ค่ายกลบูชายัญ หรือไม่ก็ไม่มีหลักฐานพอจะบอกว่ารู้”
คำตอบนั้นระวังเกินกว่าจะเรียกว่าปกป้องเ้าสำนัก และเปิดเกินกว่าจะเรียกว่าปกปิด โม่เฉินจึงไม่ถามต่อ เขารู้ดีว่าหากมีคนแทรกอยู่ในระดับสูงจริง ทุกคำที่พูดโดยไม่มีหลักฐานอาจกลายเป็อาวุธกลับมาทำร้ายฝ่ายตน
ตำหนักบุปผามารตั้งอยู่บนเนินหินกลางสำนัก กำแพงสีขาวมีลายกลีบดอกบัวสีแดงเข้มพาดยาวไปถึงชายคา แม้ชื่อสำนักจะฟังเหมือนดินแดนมาร แต่สถานที่แห่งนี้กลับงดงามจนเกือบสงบเกินจริง กลิ่นดอกไม้หอมอ่อนลอยมากับลม และแสงแดดบนผิวน้ำในสระหน้าตำหนักทำให้ผู้มาเยือนยากจะเชื่อว่าใต้พื้นเดียวกันมีพิธีสังเวยคนอยู่
ศิษย์รับใช้พาพวกเขาเข้าห้องรับรอง เ้าสำนักซูหวั่นเอ๋อร์มาถึงในเวลาไม่นาน นางสวมชุดยาวสีดำ–ทองผ่าด้านข้างพอให้เคลื่อนไหวสะดวก ผ้าคลุมโปร่งบางพาดเหนือไหล่ เครื่องประดับทองบนผมสะท้อนแสงจนทั้งห้องดูสว่างขึ้นอย่างประหลาด
แต่สิ่งที่ทำให้คนเงียบไม่ใช่เพียงรูปลักษณ์สง่างามของนาง หากเป็แรงกดดันที่ซ่อนอยู่ในทุกก้าว นางไม่จำเป็ต้องปล่อยปราณ ผู้คนก็รู้แล้วว่าเ้าของตำหนักนี้ไม่ใช่คนที่ควรถูกประเมินจากรอยยิ้มเพียงอย่างเดียว
“ป้าผู้าุโเรียกข้าแต่เช้า” ซูหวั่นเอ๋อร์กล่าว พลางมองโม่เฉินเพียงแวบเดียว “แปลว่าเื่ไม่เล็ก”
ป้าผู้าุโส่งแผนที่จากคัมภีร์และบันทึกของเจียงอวี้หลานให้นางอ่าน โม่เฉินสังเกตว่าปลายนิ้วของเ้าสำนักหยุดอยู่ตรงเครื่องหมายบ่อน้ำกำเนิดนานกว่าจุดอื่น
“ข้าเคยคิดว่าผนึกด้านล่างหลับไปแล้ว” นางพูดในที่สุด “ผู้ก่อตั้งวังบุปผามารสั่งให้เ้าสำนักทุกคนเฝ้ามัน แต่บันทึกวิธีเปิดถูกแยกเป็หลายส่วนเพื่อไม่ให้ใครใช้มันตามลำพัง”
“ตอนนี้มีคนรวบส่วนหนึ่งแล้ว” โม่เฉินกล่าว “เขามีค่ายกลบูชายัญ ้าเืของข้า และกำลังใช้เชลยหกคนเร่งให้เราตัดสินใจผิด”
เ้าสำนักมองเขาตรง ๆ “เ้ารู้ได้อย่างไรว่ามัน้าเืเ้า”
“เพราะมันพยายามฆ่าข้าหลายครั้ง แต่ไม่เคยใช้วิธีที่ทำลายร่างข้าจนหมด”
คำตอบนั้นทำให้ดวงตาของซูหวั่นเอ๋อร์นิ่งลง นางหันไปทางลั่วชิงเสวี่ย “และปิ่นของเ้าคือส่วนของกุญแจ”
ลั่วชิงเสวี่ยพยักหน้า ไม่ได้ปิดบังสิ่งที่เกิดที่ลานกระบี่ นางยื่นหยกสองครึ่งที่รวมกันแล้วออกไปให้ดู แต่ยังไม่ปล่อยจากมือ เ้าสำนักไม่ขอรับมัน นางเพียงมองและกล่าวว่า “เก็บไว้กับเ้า ผู้พิทักษ์เลือกตอบเ้า ไม่ใช่ข้า”
หน้าต่างระบบชะตาวายร้ายลอยขึ้นตรงมุมสายตาโม่เฉิน ตัวเลขเหนือเ้าสำนักปรากฏเป็แสงสีทองเข้มจนเกือบมองไม่ชัด
**ค่าชะตา: 8,960**
ระบบเงียบไปหลายอึดใจ ก่อนพูดเบา ๆ “เป้าหมายระดับสูงมาก โฮสต์ควรหลีกเลี่ยงการแย่งสมบัติจากนางในวันนี้”
โม่เฉินเกือบหัวเราะในใจ “วันนี้?”
“ระบบไม่เคยบอกว่าอนาคตห้ามคิด”
เขาปิดหน้าต่างทันที ไม่ใช่เพราะกลัวเ้าสำนักได้ยิน แต่เพราะถ้าระบบพูดต่อ เขาอาจเผลอแสดงสีหน้าไม่เหมาะสมต่อหน้าสตรีผู้มีอำนาจที่สุดในสำนัก
ซูหวั่นเอ๋อร์ลุกขึ้น “ทางเข้าสู่บ่อน้ำกำเนิดไม่มีอยู่ในตำหนักนี้แล้ว อย่างน้อยไม่มีในรูปแบบที่คนทั่วไปเข้าใจ”
“หมายความว่าอย่างไร” เจียงอวี้หลานถาม
“ผู้ก่อตั้งกลัวคนรุ่นหลังเปิดผนึกเพื่ออำนาจ จึงทำให้ประตูเป็ส่วนหนึ่งของสระบุปผาด้านหลังตำหนัก ประตูจะปรากฏเมื่อเ้าสำนัก ผู้สืบทอดกุญแจ และพลังตอบรับของผู้เปิดทางอยู่พร้อมกัน”
ป้าผู้าุโหันมามองโม่เฉิน “พลังตอบรับ ไม่ใช่เื”
“นั่นหมายความว่าเราอาจเปิดได้โดยไม่ให้เขาาเ็” เสิ่นเยว่โหรวกล่าวทันที
โม่เฉินมองนาง “ข้าก็หวังเช่นนั้น”
“เ้าไม่มีสิทธิ์ทำหน้าเหมือนจะลองผิดลองถูก” นางสวนกลับ “หากผนึกเรียกเืจริง เราถอยก่อน”
ลั่วชิงเสวี่ยยกมือแตะปิ่นกระบี่ “และข้าจะไม่ตอบคำถามใดจนกว่าจะรู้ว่ามัน้าอะไร”
เ้าสำนักมองทั้งสามคนสลับกัน แล้วมุมปากนางยกขึ้น “ดี อย่างน้อยพวกเ้าก็ไม่ได้พกความกล้าบ้าบิ่นเข้ามาแทนแผน”
สระบุปผาด้านหลังตำหนักถูกปิดจากคนทั่วไปด้วยระเบียงไม้และพุ่มดอกบัว น้ำนิ่งใสจนมองเห็นก้อนหินก้นสระ แต่เมื่อซูหวั่นเอ๋อร์ยกตราเ้าสำนักขึ้นเหนือผิวน้ำ กลีบดอกบัวทั้งหมดก็หุบลงพร้อมกัน น้ำในสระหมุนเป็วงช้า ๆ เผยลายประตูขนาดใหญ่ใต้ก้นสระ
ลั่วชิงเสวี่ยนำหยกกุญแจเข้าใกล้ผิวน้ำ แสงสีเงินจากมันไหลลงสู่ลายประตู ขณะที่โม่เฉินยืนห่างออกไปตามคำสั่งของเสิ่นเยว่โหรว นางจับข้อมือเขาไว้ด้วยเส้นด้ายโอสถ หากพิษมารเย็นตอบสนองแรงเกินไป นางจะดึงเขาถอยออกทันที
“ข้ารู้ว่าข้าไม่ได้หนีไปไหน” เขาพูดเบา ๆ
“ข้ารู้ว่าเ้ารู้” เสิ่นเยว่โหรวตอบ “แต่ข้าไม่เชื่อว่าเ้าจะทำตาม”
“คำกล่าวหานี้ทำร้ายจิตใจข้ามาก”
“ดี พิษเ้าจะได้ไม่ทำร้ายอย่างเดียว”
ลั่วชิงเสวี่ยเหลือบมองสองคน “หากพวกเ้าจะเถียงกันต่อ ช่วยรอให้ประตูเปิดก่อน ข้าไม่อยากเป็คนแบกเ้าสองคนหนีน้ำ”
โม่เฉินยิ้ม “ข้าจะจำไว้ว่าศิษย์พี่กระบี่ห่วงข้า”
“ข้าห่วงเวลาของคนในป้าย” นางตอบทันที แต่ปลายหูนางแดงขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมองผิวน้ำ
ในจังหวะนั้น พิษมารเย็นใต้ผิวโม่เฉินขยับรุนแรง เส้นด้ายโอสถบนข้อมือเปลี่ยนเป็สีแดง เสิ่นเยว่โหรวจับเขาแน่นขึ้น แต่เขาไม่ฝืนพลัง เขาเพียงปล่อยให้ลมหายใจช้าลงตามที่นางเคยสอน
ผิวน้ำตอบรับด้วยแสงแดงจาง ไม่ใช่เืไหลออกจากเขา หากเป็เงาพลังที่พิษในร่างสะท้อนกลับมา ลายประตูใต้สระสว่างครบสามสี—ดำ เงิน และแดง—ก่อนน้ำจะแยกออกเป็ทางเดินหินทอดลงไปสู่ความมืด
“เปิดแล้ว” เ้าสำนักกล่าว
แต่ไม่มีใครก้าวลงไปทันที ซูหวั่นเอ๋อร์ใช้ปลายกระบี่แตะขอบทางเดิน แสงทองเส้นเล็กวิ่งลงไปตามขั้นหิน แล้วสะท้อนกลับเป็จุดสามจุดกลางทาง
“มีผนึกเตือนภัยสามชั้น” นางบอก “ชั้นแรกแจ้งผู้เฝ้าบ่อน้ำ ชั้นสองบันทึกกลิ่นปราณของผู้ผ่าน และชั้นสุดท้ายจะปิดน้ำกลับมาทับคนที่อยู่ด้านใน”
“เป็ผนึกของสำนักหรือของศัตรู” เจียงอวี้หลานถาม
“ชั้นแรกเป็ของสำนัก สองชั้นหลังถูกเติมทีหลัง” เ้าสำนักตอบ “คนที่ทำรู้โครงสร้างเดิมดีมาก”
คำตอบทำให้ทุกคนเงียบลงอีกครั้ง ผู้แทรกซึมไม่เพียงขโมยบันทึกหรือใช้ตราปลอม แต่เข้าถึงผนึกระดับเ้าสำนักได้ อาจเป็อดีตผู้าุโ คนคุมตำหนัก หรือคนที่ได้รับข้อมูลจากใครบางคนมานานแล้ว
โม่เฉินมองทางเดินใต้สระ “ตัดชั้นสองกับสามได้ไหม”
“ได้ แต่ต้องใช้ตราเ้าสำนักเต็มกำลัง” ซูหวั่นเอ๋อร์ตอบ “เมื่อข้าทำ ศัตรูจะรู้แน่นอนว่ามีคนเข้าบ่อน้ำกำเนิด”
“เขาน่าจะรู้อยู่แล้วว่าทางเปิด” เสิ่นเยว่โหรวกล่าว พลางมองเส้นด้ายโอสถที่ยังผูกข้อมือโม่เฉิน “แต่ยังไม่รู้ว่าเราเข้าไปกี่คน และไม่รู้ว่าเรามีวิธีตัดโซ่หรือไม่”
โม่เฉินพยักหน้า “ปล่อยชั้นสองไว้ ให้มันบันทึกกลิ่นปราณของข้า ลั่วชิงเสวี่ย และเ้าสำนัก ส่วนชั้นสามต้องตัด ไม่เช่นนั้นมันอาจขังเราไว้เพื่อให้ค่ายกลห้องป้ายทำงานจนเสร็จ”
ซูหวั่นเอ๋อร์มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง “เ้ากำลังยอมให้ศัตรูรู้ว่าเ้ามาถึงเอง”
“ศัตรู้าให้ข้ามาอยู่แล้ว ถ้าเราแกล้งให้เขาคิดว่าได้ของที่้า เขาอาจขยับตัวเร็วขึ้น”
“เ้าเชื่อว่าเขาจะเปิดหน้า?”
“ไม่” โม่เฉินตอบ “แต่คนที่มั่นใจว่ากับดักทำงาน มักเริ่มทำผิดเมื่อคิดว่าเหยื่อติดอยู่ข้างในแล้ว”
มุมปากของเ้าสำนักยกขึ้นเล็กน้อย “ป้าของเ้าพูดถูก เ้าหัวแข็ง แต่ไม่ได้โง่”
“ข้าจะถือว่าเป็คำชมจากเ้าสำนัก”
“อย่าเพิ่งรีบดีใจ ข้าพูดสองอย่างพร้อมกัน”
ลั่วชิงเสวี่ยกลั้นยิ้มไม่ทัน ส่วนเสิ่นเยว่โหรวมองโม่เฉินเหมือนพอใจที่ครั้งนี้มีคนอื่นพูดเื่หัวแข็งแทนนาง
ซูหวั่นเอ๋อร์ยกตราเ้าสำนักขึ้น แสงทองแผ่ออกไปแตะชั้นผนึกที่สามเท่านั้น อักขระบนผิวน้ำแตกเป็สะเก็ดแล้วสลายไป แต่ชั้นบันทึกกลิ่นปราณยังอยู่ครบตามแผน
ทันใดนั้น ตัวอักษรเล็กสีดำปรากฏบนผิวน้ำแทนที่อักขระเดิม ไม่ใช่ข้อความจากสำนัก หากเป็ลายมือที่อ่านได้ชัดเจน
**ผู้เปิดทางมาถึงแล้ว**
โม่เฉินยังไม่ทันพูด ระบบชะตาวายร้ายก็ลอยขึ้นข้างตา ดวงตาอีโมจิทำหน้าหงุดหงิดอย่างไม่ปิดบัง
“ผู้เฝ้าค่ายกลด้านล่างได้รับสัญญาณแล้ว” ระบบกล่าว “ข่าวดีคือเขายังรออยู่ ข่าวร้ายคือโฮสต์เพิ่งทำตัวเด่นมากโดยไม่เสียแต้มแม้แต้มเดียว”
“ปกติระบบจะดีใจไม่ใช่หรือเวลาข้าใช้ของฟรี”
“ระบบดีใจเมื่อของฟรีทำให้โฮสต์รอด” มันตอบ “กรณีนี้ยังต้องดูผลลัพธ์”
โม่เฉินปิดหน้าต่างในใจ แล้วหันไปบอกทุกคนว่า “เขารู้แล้ว แต่เขายังไม่เปิดค่ายกลเต็มรูปแบบ”
“เพราะอะไร” เจียงอวี้หลานถาม
“เขายัง้าบางอย่างจากเรา” ลั่วชิงเสวี่ยตอบแทน “คำตอบของข้า หรือเืของเขา”
ซูหวั่นเอ๋อร์เก็บตราเ้าสำนัก “ถ้าอย่างนั้นเราจะไม่ให้เขาได้ทั้งสองอย่างง่าย ๆ”
ก่อนแยกกำลัง ซูหวั่นเอ๋อร์มองเสิ่นเยว่โหรว “เ้ากลับขึ้นไปกับเจียงอวี้หลานได้ หากห้องป้ายกำลังเร่งดึงพลัง นางต้องใช้หมออยู่ที่นั่น”
เสิ่นเยว่โหรวมองทางเดินลงบ่อน้ำ แล้วมองโม่เฉินที่ยังมีพิษมารเย็นอยู่ในร่าง “ข้าจะไปกับเขา”
“เหตุผล?” เ้าสำนักถาม
“ผนึกด้านล่างกำลังมองหาพลังตอบรับของเขา หากพิษถูกกระตุ้น คนที่รู้วิธีหยุดชั่วคราวมีเพียงข้า” นางตอบโดยไม่ลังเล “ฝ่ายกฎหมายมีหมอประจำการสองคน และข้าฝากตำรับหมอกประคองจิตไว้แล้ว”
ซูหวั่นเอ๋อร์พยักหน้า ไม่ได้โต้แย้ง “งั้นอย่าให้ตัวเองกลายเป็คนไข้เพิ่ม”
เสิ่นเยว่โหรวมองโม่เฉิน “คำเตือนนี้ควรพูดกับเขามากกว่า”
“ข้าได้ยินแล้ว” เขารีบบอก
“ดี” นางตอบ “คราวนี้อย่าทำให้ข้าต้องพูดซ้ำ”
แต่ในเวลาเดียวกัน ระฆังเตือนภัยจากห้องเก็บป้ายิญญาดังขึ้นหนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง
เจียงอวี้หลานหยิบแผ่นหยกสื่อสารขึ้น สีของมันแดงฉาน นางอ่านเพียงบรรทัดเดียวก็เปลี่ยนสีหน้า
“คัมภีร์ปกแดงเริ่มดึงพลังอีกครั้งเร็วขึ้นกว่ากำหนด”
ชายหน้ากากทองรู้แล้วว่าพวกเขาเปิดทางเข้าสู่บ่อน้ำกำเนิด หรือไม่ก็ไม่เคยหยุดเฝ้าดูเลยั้แ่แรก
ซูหวั่นเอ๋อร์ชักกระบี่สั้นสีทองจากหลังเอว “ไม่มีเวลาตั้งวงนานกว่านี้”
ป้าผู้าุโสั่งแบ่งกำลังทันที เจียงอวี้หลานกลับไปคุมห้องป้ายิญญากับคนส่วนหนึ่ง ส่วนซูหวั่นเอ๋อร์ ป้าผู้าุโ โม่เฉิน ลั่วชิงเสวี่ย และเสิ่นเยว่โหรวลงทางเดินใต้สระ
ก่อนก้าวลง โม่เฉินหันมองผิวน้ำที่ค่อย ๆ ปิดเหนือศีรษะ พวกเขาไม่ได้กำลังไปหาห้องพิธีเพื่อหยุดมันจากภายนอกอีกแล้ว
พวกเขากำลังเดินเข้าไปยังศูนย์กลางที่ศัตรูรอให้เขามาถึงั้แ่แรก