ตอนที่ 1 เปิดการใช้งานระบบไวรัส
ท้องฟ้าเริ่มสว่าง เผยให้เห็นแสงของรุ่งอรุณทางทิศตะวันออก
เขตมหาวิทยาลัยเซียงหลินในเมืองหนานเจียง ที่ริมหน้าต่างชั้นบนสุดของอาคารหอพักชายในมหาวิทยาลัยไห่เหอ
แสงสลัวในเช้าวันใหม่กำลังใกล้เข้ามาเยือน ฉีโย่วหลันลืมดวงตาที่แดงก่ำของเขาขึ้นมา
แล้วมองสำรวจบริเวณโดยรอบอย่างระมัดระวัง
เขามีส่วนสูงมากกว่า 180 เิเ ร่างกายดูซูบผอม เห็นได้ชัดเลยว่าไม่ได้ตัดแต่งทรงผมมาเป็ระยะเวลายาวนาน ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงกระจายอยู่บนลาดไหล่ของเขา ใบหน้าที่หล่อเหลาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ั์ตาสีแดงก่ำเต็มไปด้วยเส้นเืฝอย
เหตุอันเนื่องมาจากธารน้ำแข็งขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ละลาย จึงทำให้ไวรัสสมัยยุคดึกดำบรรพ์ซึ่งถูกแช่แข็งไว้เป็เวลายาวนานกว่าหลายร้อยล้านปีเกิดแตกออก แล้วทำลายล้างไปทั่วโลก
ภายในระยะเวลาหนึ่งปี มนุษย์ติดเชื้อไวรัสและล้มตายกันเป็จำนวนมาก ทว่าสัตว์ต่าง ๆ ที่ติดเชื้อไวรัสกลับเกิดการวิวัฒนาการอย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้นจากสัตว์นักล่าก็ได้กลายมาเป็สัตว์กลายพันธุ์
และเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกสัตว์กลายพันธุ์ซุ่มโจมตีในตอนกลางคืน ในหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ งานที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาก็คือการเฝ้ายามในตอนกลางคืน
ห้องนอนที่อยู่ด้านหลังเขา จากเดิมสามารถนอนได้แค่แปดคน แต่ตอนนี้มีคนนอนเรียงรายกันอยู่เกือบสามสิบกว่าคน จนแทบจะนอนทับกันอยู่แล้ว
ในนี้มีอาจารย์ เ้าหน้าที่ในมหาวิทยาลัย รวมถึงนักศึกษาด้วย
คนเหล่านี้คือคนที่รอดชีวิตจากการระบาดของไวรัส ไม่รู้ว่าทำไมร่างกายของพวกเขาถึงปรับตัวเข้ากับไวรัสและไม่ตายจากการระบาดของไวรัสเมื่อปีที่แล้ว
หญิงสาวที่นั่งพิงกำแพงอยู่ตรงมุมเตียงเพียงลำพังกลับไม่มีใครเข้าไปเบียดเธอเลยสักคน เธอเป็หญิงสาวที่สวยหวานแต่แฝงไว้ด้วยความกล้าหาญ คิ้วบางของเธอนั้นตรงและเรียวราวกับกระบี่ จมูกเล็กๆ ของเธอช่างดูน่ารักและริมฝีปากบางสีแดงเป็รูปกระจับ
หญิงสาวคนนี้คือดาวมหาวิทยาลัยที่เรียนห้องเดียวกับฉีโย่วหลัน เธอมีชื่อว่าตงฟางไป๋
เมื่อตอนที่เพิ่งเข้าปีหนึ่งใหม่ ๆ ทุกคนพูดกันว่าเธอมาจากครอบครัวที่เชี่ยวชาญด้านศิลปะการต่อสู้ แล้วเธอก็ได้เรียนรู้ศิลปะการต่อสู้มาั้แ่เด็ก
ภายหลังจากโรคไวรัสระบาด เธอก็ปรับตัวเข้ากับชีวิตปัจจุบันได้อย่างรวดเร็วและมีชีวิตอยู่มาจนถึงตอนนี้
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่สัตว์เริ่มกลายพันธุ์และมีสัญชาตญาณการไล่ล่าที่ก้าวร้าวและรุนแรงมากยิ่งขึ้น ก็เป็เธอที่พาทุกคนหนีรอดมาได้หลายครั้งหลายหน
นับั้แ่ที่สวี่โหยวหรันเกิดมา เขาก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็โรคชนิดหนึ่งเดียวที่มีอยู่ในโลก นั่นก็คือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องที่มีมาั้แ่กำเนิดและไม่มีภูมิต้านทานต่อไวรัสทุกชนิด
ผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนได้เสียชีวิตลงไป แต่ทว่าฉีโย่วหลันกลับรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์
ทว่านับั้แ่เมื่อวาน เขาก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่เหมือนเดิม
เขาเข้าใจดีว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่น แต่ก็ไม่สามารถพูดคุยระบายกับคนอื่นได้
เป็เพราะความพิเศษของร่างกาย หลังจากที่เขาได้ติดไวรัสเกือบทุกชนิดมาแล้ว
เมื่อวานนี้เอง ไวรัสพิษสุนัขบ้าที่เขามีอยู่ก็ได้กำเริบขึ้น เป็เพราะตัวเขาเป็โรคพิษสุนัขบ้าด้วย
ในขณะที่เขากำลังสำรวจห้องใต้ดินของมหาวิทยาลัยเพียงลำพัง ทันใดนั้นโรคพิษสุนัขบ้าก็กำเริบ เขาได้แต่นอนกลิ้งไปมา แผดเสียงร้องคำรามและคร่ำครวญอยู่ภายในห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยดินโคลน
ขณะที่เขารู้สึกเหมือนจะตาย จู่ ๆ ก็มีแสงสีขาวแวบเข้ามาในห้วงสมองของเขา ม่านแสงสีขาวโพลนปรากฏขึ้นเลือนราง
เขาได้นึกถึงการฝึกพลังตามหลักธรรมชาติวิชาตกทอดประจำตระกูลที่พ่อเคยสอนให้เขา ทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางรักษาแน่ ๆ แต่ก็อยากลองดูสักครั้ง เขาจึงเริ่มโคจรพลังตามหลักวิชาอย่างบ้าคลั่ง
ความเ็ปบนร่างกายบรรเทาลงมากอย่างน่าอัศจรรย์และม่านแสงสีขาวก็ค่อย ๆ ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อเขาทำจบรอบที่เก้า โรคพิษสุนัขบ้าก็หายเป็ปกติอย่างน่าเหลือเชื่อ
ราวกับว่าไวรัสพิษสุนัขบ้าถูกดูดซึมเข้าสู่บริเวณจุดตันเถียน แล้วตอนนี้ม่านแสงก็สามารถสภาพให้ชัดเจนได้อย่างสมบูรณ์ในที่สุด
สติที่เลือนรางของเขากวาดสำรวจไปยังภาพแสงสีขาว แล้วก็อดไม่ได้ที่จะนิ่งอึ้งไป นี่ผู้ลงทุนด้านเทคโนโลยีที่ไหนกำลังทำการทดลองกับฉันอย่างนั้นหรือ?
แม้ว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันจะพัฒนาถึงขั้นที่สามารถฉายม่านแสงผ่านโทรศัพท์มือถือและถึงขั้นที่มนุษย์กับเครื่องจักรสามารถโต้ตอบกันผ่านม่านแสงได้ แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีบริษัทไหนที่สามารถติดตั้งม่านแสงเข้าไปภายในโสตประสาทของมนุษย์ได้นี่
เขาไม่สนใจที่จะเช็ดทำความสะอาดคราบฟองน้ำลายสีขาวที่ริมฝีปากและโคลนที่เลอะอยู่เต็มตัวเลย แล้วอ่านข้อความบนม่านแสงนั้นอย่างละเอียด
อักษรตัวใหญ่สี่ตัว้า “บัลลังก์แห่งไวรัส”
ด้านล่างมีรายละเอียดอยู่หลายข้อดังนี้
【1.ทักษะการปลุกพลังสายเวท
2.คุณสมบัติพื้นฐาน
3.ทักษะพื้นฐาน】
เขาลองใช้สมาธิแล้วแตะตรงแถวที่หนึ่งด้วยความลังเล ปรากฏว่ามีแถบเมนูเลื่อนลงมา
ส่วนคอลัมน์ถัดไปมีตัวเลือกอยู่ทั้งหมดเจ็ดตัวเลือก แต่กลับมีเพียงคำว่า “คุณสมบัติของดิน” เท่านั้นที่สว่างอยู่ ส่วนตัวเลือกอีกหกที่เหลือล้วนเป็สีเทา อีกทั้งตัวหนังสือก็ยังดูเลือนราง
【คุณสมบัติดิน
1.โล่ปฐี คุณภาพเหล็กดำ สามารถใช้สารประกอบจากธาตุดินเพื่อหลอมกันเป็แผ่นโล่ เพื่อต้านทานการโจมตีทางกายภาพระดับเหล็กดำ ความต้านทานธาตุอ่อน (สามารถอัพเกรดได้)
2.หนามปฐี คุณภาพเหล็กดำสามารถใช้ธาตุดินเพื่อรวมหนามเหล็กเป็สามต้นใช้แทงทะลุจู่โจมศัตรูโจมตีทางกายภาพ (สามารถอัพเกรดได้) 】
นี่คือคู่มือเหรอ?
นี่เป็ทักษะการปลุกพลังที่ฉันสามารถใช้ได้ตอนนี้เหรอ?
หรือนี่จะเป็ผลข้างเคียงหลังจากที่ฉันติดไวรัสพิษสุนัขบ้า?
นี่ฉันกำลังเกิดภาพหลอนยังงั้นเหรอ?
เขาเรียกสติที่อ่อนแอกลับมา แล้วกวาดสายตามองสำรวจไปรอบ ๆ บนพื้นที่เป็คอนกรีต นี่ถือว่าเป็องค์ประกอบของดินเหรอ?
เขารู้สึกมีความใกล้ชิดอย่างน่าประหลาดกับพื้นคอนกรีตพวกนี้
ทันทีที่เขายกมือขึ้น จู่ ๆ ก็มีเสียง “ซวบ” ดังขึ้นเบา ๆ โล่สีดำขนาดใหญ่ก่อตัวกันอยู่ที่มือข้างซ้ายของเขา
“เฮ้ย!” ฉีโย่วหลันสะดุ้งใ ก่อนที่จะสะบัดมือโยนโล่ขนาดใหญ่นั้นออกไป
“ปัง!” เสียงดังสนั่น โล่ขนาดใหญ่กระแทกลงบนพื้นคอนกรีตตรงหน้า
นี่เป็ของจริงเหรอ! ไม่ใช่ภาพหลอนของฉัน!
ฉีโย่วหลันแทบเป็บ้า นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
เขาก็นึกว่าเป็เพราะติดโรคพิษสุนัขบ้าเลยมีผลข้างเคียงทำให้เกิดภาพหลอน
แต่ใครจะรู้ล่ะว่ามันกลับกลายเป็รางวัลจากการที่เขาติดโรคพิษสุนัขบ้า!
เขายกมือขวาขึ้น “ซวบ ซวบ ซวบ” เสียงดังขึ้นเบา ๆ พร้อมกับหนามปฐีแหลมคมสามอันพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน แล้วขึ้นไปบนอากาศอย่างรวดเร็ว
เขาเดินไปแตะเบา ๆ บนหนามแหลมคมพวกนั้น
แข็งแกร่ง เยือกเย็น ราวกับใบมีดที่แหลมคมสามเล่มที่เกือบบาดมือของเขาอยู่แล้ว
นี่ไม่ใช่ภาพลวงตา แต่เป็เื่จริง!
ทักษะการปลุกพลังสายเวทหมายความว่าอะไร? ฉันเป็จอมเวทเหรอ? หรือฉันเป็ป้อมยิงเวท?
เขารวบรวมสมาธิกลับมา ปัดดูตรงคอลัมน์ที่สอง:
เปิดหน้าต่างคอลัมน์ที่สองขึ้นมา สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาก็คืออักษรเล็กหนึ่งบรรทัด
【ไวรัสก็เป็สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งเช่นเดียวกัน เมื่อถูกไวรัสโจมตีอย่างหนักจนไม่มีภูมิคุ้มกัน ไม่สามารถป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้ ตัวอย่างในเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มีความพิเศษ ก็จะมีโอกาสเพียงครั้งเดียวที่จะได้เปิดระบบ】
คุณยินยอมที่จะติดไวรัสทุกชนิดและเริ่มต้นเส้นทางวิวัฒนาการของคุณหรือไม่?
คุณยินยอมที่จะแบกรับความเ็ปและความโชคร้ายทั้งปวง ก้าวไปยังเส้นทางที่เต็มไปด้วยเื และยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษยชาติหรือไม่?
ด้านล่างมีสองตัวเลือก คือ “ยินยอม” กับ “ไม่ยินยอม”
สำหรับคนอื่น สิ่งนี้อาจเป็ตัวเลือกที่ยากลำบากใจมากๆ แต่สำหรับฉีโย่วหลันที่ป่วยเรื้อรังมายาวนานกว่ายี่สิบปีและสิ้นหวังกับชีวิตของตัวเองแล้ว
นี่ยังต้องเลือกอีกหรือ?
จากนั้นก็กำหนดจิตให้กดเลือก “ยินยอม” อย่างไม่ลังเล ตัวอักษรที่มีแสงสว่างก่อนหน้านั้นได้เลือนหายไปจนหมด แล้วปรากฏตัวอักษรใหม่ขึ้นมา
【การติดเชื้อไวรัสคือความตาย แต่ก็เป็วิวัฒนาการด้วยเช่นกัน วิถีแห่งวิวัฒนาการทางชีวภาพนั้นคือความท้าทายที่ไร้ขีดจำกัด เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์แบบในตัวเอง
คุณยินยอมที่จะนำพามวลมนุษยชาติที่สิ้นหวังอย่างไม่จบไม่สิ้น พัฒนาไปสู่ทิศทางที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น จนสามารถเอาชนะเผ่าพันธุ์ไวรัสได้ในที่สุดหรือไม่?)】
ด้านล่างยังคงปรากฏสองตัวเลือกอีกเช่นเคย คือ “ยินยอม” กับ “ไม่ยินยอม”
ฉีโย่วหลันเริ่มเสียสติเล็กน้อย ฉันก็เป็แค่หนุ่มหน้าตาดีธรรมดาคนหนึ่ง บังคับกันขนาดนี้ มันเป็เื่ที่เหมาะสมรึไง?
ฉันถูกบังคับให้ลาออกจากมหาวิทยาลัยตอนปีสอง อีกทั้งยังเรียนศิลปศาสตร์ด้วย
ฉันเป็คนเรียนแย่มาก หน้าที่นี้ควรให้คนเรียนเก่งหรือไม่ก็ผู้นำไม่ใช่หรือ?
ตอนนี้ตามท้องถนนเต็มไปด้วยสัตว์กลายพันธุ์ ร่างน้อย ๆ ของฉันคงจะถูกแยกออกภายในไม่กี่วินาทีแน่นอน ฉันแค่อยากมีชีวิตที่ดีและตามหาพ่อก็เท่านั้น!
คุณแม่จากพวกเขาสองพ่อลูกไปตั้งนานแล้ว ที่เขาเติบโตมาอย่างปลอดภัยจนถึงตอนนี้ ทั้งหมดเป็เพราะความเอาใจใส่ของคุณพ่อเพียงคนเดียว
ยี่สิบปีที่ผ่านมา เขาใช้ชีวิตบนความเจ็บป่วยมาตลอด
ไม่ง่ายเลยกว่าจะมีชีวิตอยู่ถึงวัยยี่สิบปีจนได้เข้ามหาวิทยาลัย แต่ในเช้าวันหนึ่ง คุณพ่อกลับออกจากบ้านไปั้แ่เช้าแล้วไม่กลับมาอีก
คุณพ่อหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เขาได้ไปแจ้งความ แต่กลับไม่ปรากฏตัวบุคคลนี้ เขาตามหาหลายภาคส่วน ก็ไม่ปรากฏตัวบุคคลคนนี้เลยเช่นกัน
เขาเฝ้าถามกับตัวเองมาโดยตลอด หรือว่าฉันจินตนาการไปเองว่ามีพ่ออยู่ด้วย? แต่เห็นได้ชัดเลยว่านี่มันเป็ไปไม่ได้!
เขาทำงานเล็กๆ น้อยๆ ด้วยร่างกายที่บอบบางอ่อนแอของเขา บวกกับขายทรัพย์สินบางส่วนภายในบ้าน แล้วพยายามฝืนใช้ชีวิตมาจนถึงปีสอง
สิ่งที่เป็แรงผลักดันให้เขาพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไปคือการมีชีวิตอยู่เพื่อตามหาพ่อผู้เป็ดั่งที่พึ่งพาอาศัยให้กันและกัน
ดังนั้น จึงกำหนดจิตให้กดเลือก “ยินยอม” อีกครั้งโดยไม่ลังเล
ตัวอักษรหายไป แล้วปรากฏตัวอักษรบรรทัดใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง
【ยิ่งคุณติดเชื้อไวรัสหลายชนิดมากขึ้นเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งสามารถควบคุมทักษะการปลุกพลังได้มากขึ้นเท่านั้น!
ยิ่งคุณรอดพ้นจากความเป็ความตายมาได้มากขึ้นเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น!
จงติดเชื้อไวรัสด้วยความกล้าหาญ แล้วก้าวขึ้นสู่บัลลังก์แห่งาาไวรัส!
ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ตาย แต่ความเ็ปไม่ได้ลดน้อยลง
คุณสมบัติตัวละคร: นักรบเหล็กดำ
ทรัพยากรที่จัดสรร:ไวรัสพิษสุนัขบ้า】
นี่มันหมายความว่าอะไร? ตอนนี้ฉันอยู่ในเลเวลเหล็กดำอย่างงั้นเหรอ? นี่มันเลเวลอะไรกัน?
ติดเชื้อไวรัสด้วยความกล้าหาญ? นี่คือจะให้ฉันก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญบนเส้นทางแห่งความตายอย่างนั้นเหรอ?
อีกอย่างทรัพยากรที่จัดสรรนี่มันหมายความว่าอะไร? ฉันสามารถแบ่งไวรัสพิษสุนัขบ้าออกมาได้ด้วยเหรอ?
ประเด็นสำคัญคือ ถ้าแบ่งให้คนอื่น ใครเขาจะอยากได้ไวรัสพิษสุนัขบ้ากันเล่า?
ฉันลองสำรวจสภาพร่างกายตัวเองดูแล้ว ดูเหมือนว่าจะแข็งแกร่งกว่าเดิมมากจริงๆ อย่างน้อยๆ ความรู้สึกอ่อนแอที่ติดตัวมาครึ่งชีวิตก็ได้หายไปแล้ว
เขารีบนอนคว่ำหน้าลงไปทันที พร้อมกับวิดพื้นไปหลายครั้ง
“ฮู้ว” เสียงพ่นลมด้วยความโล่งใจ ก่อนที่จะดีดตัวขึ้นมา
สำหรับต้นกล้าที่ป่วยมานานกว่ายี่สิบปี การวิดพื้นได้นั้นถือว่าเป็ปาฏิหาริย์
ตอนนี้กลับสามารถวิดพื้นได้ห้าครั้งในหนึ่งลมหายใจ มันช่างง่ายดายและน่าอัศจรรย์ใจเสียเหลือเกิน
เขารีบใช้กระแสจิตกวาดมองไปยังคอลัมน์ที่สาม แล้วแตะเพื่อเปิดมัน
【ทักษะพื้นฐาน
การหลบหนี (ไม่สามารถอัพเกรดได้)】
อะไรวะเนี่ย? นี่มันทักษะบ้าอะไรกัน?
แต่นี่ดันเป็ทักษะพื้นฐานเพียงอย่างเดียวที่ฉันเชี่ยวชาญเสียนี่ ถ้าพูดออกไปคนอื่นจะไม่หัวเราะเยาะแย่เหรอ?
แล้วยังอัพเกรดไม่ได้ด้วย หมายความว่าอย่างไร? ถ้าในอนาคตสู้กับศัตรูไม่ได้ ฉันก็ไม่สามารถวิ่งหนีได้เลยเหรอ?
ฉีโย่วหลันรีบดึงสติกลับมา ให้ตายเถอะ ทักษะนี้มันน่าอายเกินไปแล้ว! ถ้าใครรู้เื่ทักษะนี้ของฉัน ฉันก็จะฆ่ามันให้ตาย!
เพียงแค่คิด โล่สีดำขนาดใหญ่ก็หายวับไปทันที แล้วพอคิดอีกครั้ง หนามปฐีก็หายไปในทันทีเช่นเดียวกัน
เห็นได้ชัดว่าโล่ขนาดใหญ่นี้ใช้สำหรับการป้องกัน ส่วนหนามปฐีแสนลึกลับสามารถจู่โจมได้อย่างฉับพลัน ต้องเป็ทักษะที่ดีสำหรับพวกมีหัวคิดวางแผน และเป็ทักษะนักฆ่าที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว
เขาพยายามทำความคุ้นเคยกับทักษะปลุกพลังทั้งสองด้านนี้อยู่หลายครั้ง จนค้นพบว่าใช้ใจในการรับส่ง แล้วจึงเดินออกจากห้องใต้ดินด้วยหัวใจพองโต
ฉีโย่วหลันนั่งนึกถึงเื่ราวเหล่านี้อยู่ที่ริมหน้าต่างและยังคงรู้สึกเหลือเชื่อ
รางวัลสำหรับการเอาชีวิตรอดจากความสิ้นหวังมันช่างเฟื่องฟูจริงๆ เขาใช้กระแสจิตที่อ่อนแอกวาดไปยังห้วงแห่งความนึกคิดของตัวเอง
ม่านแสงยังคงอยู่ มันไม่ใช่ความฝัน!
เขานึกย้อนไปถึงตัวอักษรเล็กๆ บรรทัดนั้น เป็ตัวอย่างบุคคลที่พิเศษในกลุ่มมนุษยชาติอย่างนั้นเหรอ?
อาการป่วยของฉันมีเพียงหนึ่งเดียวในโลก หากมองจากมุมมองนี้ฉันก็คือตัวอย่างที่พิเศษนั่นจริงๆ
กลุ่มเผ่าพันธุ์มนุษย์หมายถึงอะไร? หรือว่านี่จะเป็สินค้าทดลองด้านเทคโนโลยีต่างดาว?
หรือว่ามีใครที่ดูแลในด้านเทคโนโลยีมนุษย์เห็นฉันป่วยจนดูน่าสงสาร ก็เลยติดตั้งเวอร์ชันทดลองให้กับฉันล่วงหน้า?
ช่างมันเถอะ คิดไม่ออกก็ไม่ต้องไปคิดมัน
แค่รับรองว่าตัวฉันติดไวรัสแล้วไม่ตายก็พอ คงถือว่าเป็สวัสดิการที่ดีที่สุดในโลกปัจจุบันนี้แล้ว
แต่ทว่า เื่นี้เหมือนนิทานเื่พันหนึ่งราตรีของอาหรับ[1]เลย ที่ไม่ควรเล่าให้คนอื่นฟังจะดีกว่า เพราะถ้าเกิดถูกคนนำไปผ่าวิจัยดูล่ะ
โดนเฉพาะทักษะการหลบหนีนั่น ช่างน่าอายเหลือเกิน!
พระอาทิตย์ในยามเช้าค่อยๆ โผล่ขึ้นมา แสงแดดสาดส่องเข้ามาภายในห้อง
ตงฟางไป๋รู้สึกถึงแสงแดดที่ส่องเข้ามาจากทางด้านหลังของเธอ ทันใดนั้นดวงตากลมโตงดงามคู่นั้นก็พลันลืมตาขึ้นมา ก่อนจะดีดตัวะโขึ้นพร้อมกวาดสายตาสำรวจรอบด้านด้วยความระมัดระวังตัว
ฉีโย่วหลันโบกมือให้เธอ สื่อความหมายว่าปลอดภัยดี
ตงฟางไป๋ถอนหายใจด้วยความโล่งใจ มือเรียวสวยคู่นั้นนวดใบหน้าตัวเองเบาๆ
มองซ้ายมองขวา ก่อนจะกระซิบเบาๆ “ตื่น ตื่นได้แล้ว เช้าแล้ว พวกเรารีบฉวยโอกาสตอนที่ฟ้าสว่างและมีสัตว์กลายพันธุ์ออกมาไม่เยอะแล้วไปหาเสบียงกันเถอะ”
ทุกคนตื่นขึ้นมา ก่อนจะแบ่งกลุ่มออกไปกันเป็ทีม
ในมือของทุกคนมีมีดทำครัว ไม้กระบอง ไม้กวาดและอื่นๆ แม้แต่ป้าแม่บ้านก็ยังถือไม้ถูพื้นไว้ในมือ เพื่อใช้สำหรับป้องกันสัตว์กลายพันธุ์ตัวเล็กๆ
ตงฟางไป๋ดูออกว่าฉีโย่วหลันมีอาการเหนื่อยล้า จึงเดินไปที่ริมหน้าต่างแล้วกระซิบบอกเขา “นายจะพักก่อนไหม หรือจะไปพร้อมฉัน”
ฉีโย่วหลันตอบอย่างไม่สบอารมณ์ “ไปกับเธอสิ มัวแต่นอนก็ได้กลายเป็อาหารหนูอยู่ดี”
พูดจบพร้อมกับดีดตัวลุกขึ้นเสียงดัง “พรวด”
ถึงเวลาที่ฉันจะลองใช้ทักษะการปลุกพลังที่แข็งแกร่งแล้ว!
ตัวสั่นล่ะสิท่า เ้าพวกมนุษย์ทั้งหลาย!
ฮ่าฮ่า!
อ้าว ใช้คำผิดไป เอาใหม่....
ตัวสั่นล่ะสิท่า เ้าพวกสัตว์กลายพันธุ์!
[1] ในสำนวนสุภาษิตของจีน มีความหมายว่า เื่ที่เป็ไปไม่ได้