ศิลาเดินตามขุนเหล็กมาได้ระยะหนึ่งเขาสังเกตุมองทั่วบริเวณ รอบกายด้วยสายตาทึ่ง เพียงไม่นานเขาก็เดินอยู่ในทางแคบก่อนจะเดินขึ้นบันไดวนสูงขึ้นไปเก้าชั้นทั้งพื้นที่เหยียบเดินตลอดทาง บันไดที่เดินล้วนทำจากทองคำบริสุทธิ์
อึดใจต่อมาเขาฟ้าครามสามพี่น้องและขุนเหล็กก็มาหยุดยืนอยู่บนยอดสุดของปราสาทสาย ลมพัดผ่านทอดยาวสุดสายตาคือผืนป่าที่ทอแสงละอองดาว เหนือผืนฟ้าคือจันทราเด่นสง่าและดาราที่แพรวพราว ศิลาามองเบื้องหน้าใจกลางลานกว้างทำจากทองคำคือแท่นบูชาทำจากหินอ่อนเด่นสง่าและบนแท่นบูชานั้นเขาสังเกตุเห็นธนูสีทองแผ่ออร่าสีขาวนวลออกมา
“บททดสอบสุดท้าย” ขุนเหล็กหันมามองหน้าศิลาก่อนจะเผยมือไปทางธนู “เจ้าจะได้ศาสตราวุธนี่ไปครอบครองหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้า”
“บททดสอบสุดท้ายคือยกธนูนี่ให้ขึ้นซินะขอรับ” ศิลาถาม
“เจ้ารู้อยู่แล้วหรอ” ขุนเหล็กสงสัย ศิลาพยักหน้า
“ธนูแค่นี้ดูท่าคงไม่หนักหรอกมั้ง” ซุนหงอคงพูด ศิลาหันมองหน้าหงอคงก่อนจะฉีกยิ้มพูดขึ้นว่า
“งั้นนายลองไปยกดูสิ” เขาชี้ไปทางธนูสีทองที่อยู่บนแท่นบูชาคันธนูสลักลวดลายพระญานาครัดพันทั่วคันธนู
ซุนหงอคงยิ้มมองหน้าศิลาประมาณว่าแค่นี้สบายก่อนจะพูดขึ้น “ถ้าข้ายกได้ข้าขอนะ”
“ได้ซิ ถ้านายยกขึ้นอ่ะนะ” ศิลาพูดขึ้นเดินหลบทางให้ซุนหงอคง
“จัดไป” ซุนหงอคงเดินบิดแขนยืดร่างกาย “ข้าเคยยกเสาค้ำยันสมุทรที่ทะเลตงไห่มาแล้วนะจะบอกให้ เทียบกับกระบองทองของข้าแล้วธนูนี่ยังดูเบากว่าเป็นไหนๆ” หงอคงหันมายิ้มเชิงข่ม
หงอคงยื่นมือขวาไปจับคันธนู วินาทีนั้นเองท้องฟ้ายามราตรีที่กระจ่างสุกสระกราวไปด้วยจันทราและดาราเต็มท้องฟ้าพลันมือคลึ้มวิปริตราวกับกำลังจะเกิดมหาภัยพิบัติเกิดอาเพศที่พร้อมจะกลืนกินโลกได้ทุกวินาที
“ลมนี่มันอะไรกันคะ” ฟ้าครามตะโกนด้วยความสงสัย เอามือจับชายกระโปรงผ้า ที่โบกสบัดจากแรงลมที่โหมกระหน่ำยิ่งกว่าลมพายุ “เราอยู่ในมิติพิเศษไม่น่าจะมีลมได้นี่คะ”
“นี่ไม่ใช่ลมจากธรรมชาติครับนายหญิง” สัมพาทีพูดพยายามยืนอย่างยากลำบาก
“อำนาจของธนูหรอ” ศิลาเปรย เขาหันไปมองฟ้าคราม “เปลี่ยนไปใส่ชุดเกราะซิคะ”
“พยศใช้ได้นี่เจ้าธนู” ซุนหงอคงหรี่ตามองธนู
ครืนนนน เปรี้ยง!... สายอัสนีบาตสีทองแบ่นไปทั่วผืนฟ้าผสมกับครืนลมที่พัดกระหน่ำราวกับเสียงร้องคำรามของนาคา
เจี๊ยกกกกกกก!.........
หงอคงจับคันธนูออกแรงยกเต็มกำลังหน้าแดงกล่ำ ทว่าธนูมหาโมลีกลับไปขยับสักนิดจนลิงหน้าแดงหน้าเขียวจากการเค้นแรงออกมาสุดชีวิต หงอคงเปลี่ยนมาใช้ปราณ พลังจิต พลังเวทมนต์เข้าช่วยในการยกธนูทว่าธนูโมลีก็ยังไม่ขยับสักนิด พื้นทองคำที่ทุกคนยืนเริ่มแตกร้าวเป็นวงกว้างจากที่ซุนหงอคงยืนจากการใช้พลังของซุนหงอคง
แฮก แฮก แฮก... หงอคงปล่อยมือจากธนูหายใจหอบก่อนจะหันมาพูดกับศิลา
“ไม่ไหว” แฮก..แฮก “หนักเป็นบ้าธนูอะไรฟร่ะ” ลิงบ่น
ศิลาหรี่ตาลงมองธนูโมลี เขานึกย้อนไปถึงตำนานหนึ่งในรามเกียรติ์ นั่นคือตอนที่พระรามยกศรมหาโมลีซึ่งเป็นเหตุการณ์เลือกคู่ครองให้กับนางสีดา ในตอนนั้นพระรามได้ตรัสว่าหากมีบุญวาสนาบุพเพสันนิวาสกับนางสีดาขอให้ยกธนูขึ้น
แต่เขาก็ไม่ค่อยแน่ใจถึงแม้ชื่อของธนูจะเหมือนกันแต่เหตุการณ์ที่และเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นต่างกับในตำนาน แต่มนุษย์เราย่อมต้องผ่านการลองผิดลองถูกเพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้าได้ต่อไป
ศิลาเดินเข้าไปยังแท่นบูชาจ้องมองธนูโมลีก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นพนม
“หากข้าศิลามีบุญวาสนาที่จะได้ครอบครองมหาศาสตราธนูมหาโมลี ขอให้ข้ายกขึ้น” เขายื่นมือขวาไปจับคันธนู สายตาของเขาทั้งแข็งกร้าวสีหน้ามุ่งมั่นพร้อมกับพูดขึ้นต่อ
“จะเป็นแค่มหาศาสตราที่มีแต่นามธรรมหรือจะเป็นมหาศาสตราที่ฝากตำนานไว้ในพันปีท่านจงเลือกเถิด แต่ข้าต้องการพลังของท่านมหาศาสตราผู้สูงส่งเพื่อครองไว้ซึ่งสัจธรรมของตนเอง เพื่อดำรงคงไว้ซึ่งคุณธรรมของตัวข้า เพื่อถามกับโลกใบนี้และเพื่อเส้นทางที่ไม่เคยมีผู้ใดเคยพบพานพลังของท่านนั้นจำเป็นสำหรับข้า” ศิลาพูดก่อนจะออกแรงยกธนู
เปรี้ยง!....... ครืนนนนน
วินาทีนั้นเองเขากลับยกขึ้นได้อย่างง่ายดายพร้อมกับสายฟ้าสีทองฟาดใส่ลงมายังคันธนู คันธนูมหาโมลีจากสีทองสวยสง่าเปลี่ยนเป็นคันศรสีดำลายนาคาสีทองอย่างลึกล้ำ
“ผู้เล่นศิลา ปฏิบัติบรรลุตามเงื่อนไขได้รับมหาศาตราวุธในตำนานธนูมหาโมลี ระดับ ไร้ระดับ”
เสียงจากระบบดังขึ้น ศิลาจ้องมองธนูในมือเป็นวินาทีเดียวกับเมฆาเคลื่อนฉายแสงจันทราลงมาอาบร่างของชายหนุ่มเกิดเป็นเสาร์แสงจันทราละอองดาวสีทองอมขาวนวลรอบตัวชายหนุ่มส่งเสริมให้เขายิ่งดูเด่นลึกล้ำแผ่ความน่าเกร็งขามออกมาทุกสัมผัส
“สีหน้าของนายท่านดูแปลกไปนะ” สัมพาทีมองศิลาพูดขึ้นเรียกให้ทุกคนสังเกตุ
สีหน้าของศิลาแทนทีจะดีใจกลับขมวดคิ้วสงสัยเต็มใบหน้า
เขาพบว่าธนูยอดศาสตรากลับไม่มีพลังโจมตีไม่มีทักษะอะไรมีแต่สกิลพิเศษทวีคูณ ขุนเหล็กเดินเข้าไปหาศิลาพร้อมกับพูดขึ้น
“ธนูมหาโมลีไม่มีศรหรือลูกธนูที่ใช้ ผู้ใช้ต้องสร้างศรขึ้นมาเองด้วยพลังของตนอาวุธชิ้นนี้จะแปรเปลี่ยนไปตามสถานะการและผู้ใช้ หากโจมตีผ่านธนูมหาโมลีพลังทำลายจะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณหนึ่งร้อยเท่า”
“ร้อยเท่า” ศิลาเลิกคิ้วตลึง “แปรว่าธนูมหาโมลีจะแข็งแกร่งหรืออ่อนแอขึ้นอยู่กับผู้ใช้ซินะครับ” ศิลาถาม ขุนเหล็กพยักหน้า
เขาฉีกยิ้มอย่างสมใจก่อนจะลองสร้างศรพลังปราณขึ้นมา วินาทีต่อมาปรากฎศรสีขาวนวลปนทองขึ้นในมือของศิลาก่อนที่เขาจะลองยิงขึ้นไปบนฟ้า
บึ่ม... ครืนนนน พลังปราณรูปศรแตกระเบิดกลายเป็นละอองดาวตกกระจายไปทั่วทุกทิศทางอย่างสับสน วินาทีต่อมาทั่วบริเวณห่างออกไปก็เกิดแสงเสียงระเบิดสะท้านฟ้าจากละอองพลังปราณดาวตกของศิลามิติพิเศษสั่นสะเทือนวิปโยคอย่างน่าหวั่นเกรง แสงสีขาวนวลอาบไล้เหนือผืนฟ้าผสมกับรังสีเพลิงดานแดงฉาน
ศิลาหันมาหาขุนเหล็กทว่าทุกคนต่างต้องสงสัยเมื่อพบว่าตนเองกลับมาอยู่หน้าปากทางเข้าหุบเขาด้านนอกมิติพิเศษนอกเมืองนอกห้องโถง แท่นบูชาหายไปในพริบตา ที่พวกเขาตกใจนั้นเพราะพวกเขาไม่รู้สึกตัวสักนิดว่าสิ่งเหล่านั้นและขุนเหล็กขุนแผนหายไปตอนไหน
“ขอบคุณครับ” ศิลายกมือพนมถวายบังคมอย่างนอบน้อมรวมถึงฟ้าครามและสามพี่น้อง
“ศิลาธนูนี่คือธนูอะไรทำไมมันถึงหนักอย่างนี้” ซุนหงอคงถาม
“นั่นซิคะฟ้าก็สงสัย?” ศิลาสลายธนูหายเข้าช่องเก็บของก่อนจะหันมาตอบ
“ธนูมหาโมลีคืออาวุธที่พระอิศวรใช้ฆ่าตรีบุรัมซึ่งเป็นยักษ์ครองเมืองโสฬส”
ว๊ายยยย!.... เสียงหญิงสาวกรี๊ดดังลั่นป่า ศิลาทั้งหมดชะงักหันไปมองทางต้นเสียง
“ไปเร็ว” ศิลาตะหวาดก่อนจะรีบพุ่งทะยานเข้าไปใจกลางป่าอาคมตามเสียงกรี๊ดนั้น
‘เสียงนี้มัน นางตานีหรอ?....’ ศิลาคิดสงสัยในใจ
ยิ่งศิลาและพรรคพวกเข้าใกล้ใจกลางป่าก็ยิ่งได้ยินเสียงกรีดร้องผสมกับเสียงต่อสู้ดังขึ้นชัดเจนทุกขณะ
“กลางดึกแบบนี้ใครมันบ้าเข้าป่ามานะ” ฟ้าครามสงสัย ก่อจะหน้าบูด “แหม่พอเสียงสาวๆล่ะเร็วเชียวนะพี่ศิ”
เปรี้ยง!... เปรี้ยง ใช้เวลาเพียงอึดใจพวกเขาก็มาถึง
“เห้ย” ศิลายืนบนกิ่งไม้ตามมาด้วยฟ้าครามและสามพี่น้อง สีหน้าเขาตลึงถึงขีดสุด “เอาจริงดิซอบบี้ปะทะสารพัดผี”
ศิลามองฉากต่อสู้เบื้องล่าง ฝูงซอมบี้นับพันกำลังปะทะกับสารพัดผี นางตานี กระสือ กระหัง ลูกกอก กุมาร รักยม ปอบ
เปรี้ยง เปรี้ยง แว๊กกกกกก
ฝูงซอมบี้กระโดดไปมาทั่วบริเวณเข้าโรมรันกับนางตานี ดาบทรงไทยสีเขียวของนางตานีฟาดเข้าใส่เหล่าซอมบี้ที่เข้ามาโจมตีอย่างเฉียบคมรอบกายอย่างทุลักทุเล
ศิลาเลิกตามองดาบทรงไทยใบดาบสีเขียวปีกแมลงทับที่โค้งนิดๆเพียงแค่มองเขาก็รู้แล้วว่าดาบนั้นมีระดับที่สูงรวมถึงพลังเวทมนต์ของนางตานีที่ผนึกลงในดาบก็มีระดับสูงที่น่าหวั่นเกรงคือคมดาบของนางแค่ดูแวบเดียวเขาก็รู้เลยว่านางตานีตนนี้มีเพลงดาบที่ไม่ธรรมดา
แต่ว่าทำไมดาบของนางตานีถึงโจมตีเหล่าซอมบี้ไม่เข้า เขาหันไปมองกระหังที่ใช้ไม้ตำข้าวอันใหญ่แฝงพลังปราณ เช่นเดียวกันการโจมตีแฝงพลังปราณของกระหังก็ทำอะไรซอมบี้ไม่ได้
‘Active skill? Advance skill?’ เขายิ่งสงสัย
ศิลาหันมามองรอบตัวเขาสังเกตุว่ามันเงียบแปลกๆ เมื่อหันไปมองเขาก็แทบจะหน้าแข็งเป็นหินปูพบว่าฟ้าครามและสามพี่น้องหายกลับที่สถิตไปเสียแล้ว เขาหันไปจ้องฉากต่อสู้อีกครั้ง
เหล่าซอมบี้ทุกตัวมีเมือกเหนียวหนืดเคลือบตามผิวหนัง ผสมกับเนื้อเน่า ดูท่าเมือกประหลาดนั่นจะสามารถลบล้างการโจมตีจากพลังเวทมนต์ พลังจิต พลังปราณ พลังธาตุได้ล่ะซิ ไม่ซิไม่ใช่ลบล้างเบี่ยงเบนหรอ? หรือลดความเสียหาย
“เนตรมาร” ข้อมูลของเหล่าซอมบี้มากมายในระดับที่เนตรมารตรวจสอบได้ลั่งไหลเข้ามาในม่านตาของศิลาจนเขาอ่านแทบไม่ทัน “จะว่าไปก็ดีแหะผีไทยปะทะซอมบี้เป็นฉากหาดูได้ยากนะเนี้ย” เขาพูดเปรยยิ้มสนุกนึกพิเลน
วินาทีต่อมาเขาก็ต้องหน้าซีดลงในระดับบอกบุญไม่รับ และถึงเข้าใจว่าทำไมผู้เล่นถึงไม่อยากเข้ามาในป่าแห่งนี้
ผิดไปจากที่เขาคิดซอมบี้พวกนี้ไม่ใช่ซอมบี้ธรรมดาที่เหมือนกับในหนังพวกมันมีสติปัญญาตามองเห็นและมีประสาทสัมผัสที่สำคัญเมือกที่หุ้มตัวของพวกมันคือเมือกสไลม์
“ซอมบี้สายพันธ์ุมนุษย์สไลม์ เกิดจากซอมบี้ผสมพันธุ์กับสไลม์!?...”
ชิชิชิชิ..... ศิลาฉีกยิ้มชั่วร้ายก่อนจะตะโกนขึ้น
“ว่าไงจ๊ะน้องตานี และบรรดาคุณผีทั้งหลายถ้ายอมมาเป็นลูกน้องผม ผมจะช่วยเอาไหม” ศิลายื่นข้อเสนอ นางตานีหันมองค้อนวงในก่อนจะตะหวาดเสียงแหว
“ไม่ทางหรอกย๊ะ!...”
“แต่ฉันยอมรับข้อเสนอ” กระสือตัวที่โดนศิลาตบลอยไปไกลบอก
“ฉันเอาด้วย” กระหังพูดขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยสารพัดผีที่ยอมรับข้อเสนอของศิลา
“ว่าไงจ๊ะน้องตานีคนฉวย.... ศิลาขยันขยอ “เหลือแต่น้องแล้วน่ะ หรือจะดื้อปล่อยให้พวกถูกเล่นงาน” นางตานีสู้ทุลักทุเลกับซอมบี้หน้าแดงฉานหันไปตวาดลูกน้องว่าไอ้พวกไม่รักดี ก่อนจะหันมองศิลาสายตาตัดพ้อประมาณว่าไอ้คนชั่วเอาพวกมาล่อเล่นงานจุดอ่อนของคนอื่น
“เอาก็ได้” นางตานีตอบ
“ต้องว่าง่ายแบบนี้ซิ” ศิลาหัวเราะคิกคัก “เพลงดาบอาทมาฏ” ร่างของเขาหายไปจากกิ่งไม้
แวก แว๊ก.......
เสียงร้องของซอมบี้ร้องระงมก่อนจะสิ้นใจหัวกระเด็นลอยในอากาศ นางตานียืนตาค้างมองเห็นเพียงเงาสีเงินจากคมดาบร่ำไห้และโหยหา ศิลาพุ่งทะยานตัดผ่านใจกลางฝูงซอมบี้พร้อมกับตวัดดาบฟาดฟันไปมา
‘เมือกพวกนี้ดูดพลังชีวิต...’ เขาหรี่ตาหน้าเครียด ‘ต้องรีบแล้ว’
พวกซอมบี้มีเกราะสไลม์ป้องกันการโจมตีจากเวทมนต์และพลังธาตุ พลังจิต พลังปราณ เขาเพียงแค่ใช้การโจมตีกายภาพธรรมดาเข้าจัดการพวกมันเท่านั้น
“อย่าใช้พลังอะไรสู้กับพวกมัน ใช้แค่การโจมตีกายภาพธรรมดา” เขาตะโกนบอก
เมื่อนางตานีได้ยินแบบนั้นนางจึงรีบวิ่งไปยังต้นมะขามเดาว่าน่าจะเป็นมะขาวหวาน จากนั้นนางตานีก็รูดเอาใบมะขามมาไว้ในกำมือก่อนจะบ่นอุบอิบราวท่องคาถาจากนั้นก็ปาใบมะขามใส่อากาศ ศิลาเหลือบมองตลึงเมื่อใบมะขามเหล่านั้นกลายเป็นต่อหัวเสือขนาดตัวยาวเมตรกว่าใหญ่หนึ่งเมตร
“มันต่อจริงๆใช่ไหม” ศิลาตลึง
ฝูงต่อหัวเสือตัวสีดำแดงนับร้อยตัวพุ่งตรงเท้าหาฝูงซอมบี้พร้อมกับใช้เหล็กในแหลมคมแทงใส่หัวของบรรดาซอมบี้
ทว่าเหตุการณ์ยังไม่จบเพียงเท่านั้นเมื่ออยู่ๆฝูงต่อหัวเสือดันหันมาโจมตีศิลา และบรรดาสารพัดผี จากเหตุการณ์ที่ควรจะดีกลับยิ่งอลหม่านสับสนขึ้นไปอีก
“เฮย!...” ศิลารีบตวัดดาบสังหารต่อหัวเสือของนางตานีไปด้วยรับมือซอมบี้ไปด้วย “แม่คุณจะเสกมันออกมาก็ควบคุมให้ดีหน่อย” ศิลาบ่นใส่นางตานี เมื่อเห็นศิลาบ่นกระสือก็โฉบมาหาศิลาพูดขึ้นว่า
“ฉันขอโทษแทนตานีด้วยพอดีว่านางตานียังใช้อาคมไม่คล่อง”
“เอ๋า... แล้วจะใช้ทำไมล่ะน้องตานี แบบนี้คนซวยมันก็พวกเราไม่ใช่หรอ” ศิลาโวย เหตุการณ์กลับพลิกผันเมื่อบรรดาสารพัดผีต้องรับมือกับฝูงซอมบี้ที่โผล่มาไม่หยุดผสมโลงกับฝูงต่อหัวเสือของนางตานีที่นางเสกออกมาแต่ควบคุมไม่ได้ ทำให้พวกเขาต้องรับมือกันอย่างทุลักทุเล
“ก...ก็ฉันอยากช่วยนายอ่ะ” ตานีตวาดเสียงสูงหน้าแดงซ่าน ทั้งอายในความผิดพลาด และหน้าแดงด้วยเหตุใดอีกอย่างก็ไม่ทราบ
“จะช่วยใครยะ” ฟ้าครามรีบปรากฎกายออกมาทันที “นี่ผู้ชายของฉันย๊ะเธอไม่จำเป็นต้องมาช่วย” พูดจบหญิงสาวก็พุ่งทะยานเข้าฟาดฟันเหล่าซอมบี้อย่างกั้วนัว
“ไม่กลัวผีแล้วหรอคะ” ศิลาถามฟ้าครามระหว่างสู้
“กลัวค่ะ แต่กลัวผีมาฉกของหวงไปมากกว่า ดูเหมือนของ ของเขาจะชอบด้วยมิใช่น้อย” กัดด้วยวาจาใส่ศิลาไปหนึ่งดอกหันไปมองนางตานีค้อนวงใน
แว๊กกก..... ฝูงซอมบี้วิ่งออกมาจากมุมหนึ่งของเงามืดด้วยจำนวนหลายพันตนส่งเสียงคำรามสนั่นป่า
“เห่ย...” กระหังตกใจ ก่อนจะควงกระบองตำข้าวพร้อมกระด้งบินเข้าโรมรัน
หมับ ศิลาจับหัวกระสือก่อนจะฉีกยิ้มชั่วร้าย กระสือหน้าซีด
“เอาไปด้วยเลย ศิลาโหมรัน” เขาขว้างกระสือสุดแรงเข้าใจกลางฝูงซอมบี้
ว๊ากกกก กระสือตาถลนร้องเสียงหลง
“ไอ้คนวิปริต แม้แต่ผีก็ไม่เว้นไอ้บ้า ไอ้ห้าร้อย” กระสือด่าศิลาไม่หยุดปากร่างที่มีแต่หัวกับไส้ส่องแสงสีแดงวูบวาบพุ่งดุจดาวตกเข้าสู่ใจกลางดงซอมบี้ ทว่ากระสือสาวก็ไม่น้อยหน้ากระหังแสดงแสนยานุภาพเขี้ยวแหลมคมฉีกกระชากร่างซอมบี้อย่างไร้ปรานี