แต่ว่าซูหมิงเยว่ไม่ได้ไปสนใจพวกนี้แล้วตรงกลับไปยังหอฮวาซีของตัวเอง
เพิ่งจะเข้าประตูมา ก็มีเงาร่างหนึ่งวิ่งพุ่งมา
ซูหมิงเยว่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกเสี่ยวอวี่พุ่งเข้ามากอดเต็มรัก
หลังจากที่เสี่ยวอวี่ได้รับข่าวจากจิ่งฉือเมื่อคืน นางก็ตื่นเต้นตลอดทั้งคืนจนไม่ได้นอน อีกทั้งยังรออยู่ที่หน้าประตูเรือนตลอด
ซูหมิงเยว่ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะดึงสติกลับมาได้ นางกอดเสี่ยวอวี่พลางตบหลังอีกฝ่าย จากนั้นก็พูดปลอบเสียงอ่อน “เอาล่ะ เอาล่ะ เด็กโง่ข้าไม่เป็นอะไรแล้วนี่ เด็กดี”
เสี่ยวอวี่ซุกอยู่ในอ้อมกอดของนางตัวสั่นอยู่สองสามทีก่อนจะมีเสียงสะอื้นดังมา ต่อมาก็ตามด้วยเสียงร้องไห้โฮ
ซูหมิงเยว่จึงกอดนางอยู่อย่างนั้นคอยปลอบใจอยู่ตลอด หลังจากผ่านมาได้ครู่หนึ่ง เสียงร้องไห้ในอ้อมกอดก็ค่อยๆ เบาลง
เสี่ยวอวี่ปล่อยซูหมิงเยว่ออกแล้วเช็ดน้ำตาอย่างเขินอายเล็กน้อยนางก้มหน้าสะอื้นฮักๆ “คุณ....คุณหนู ท่าน....ท่านไม่เป็นอะไรจริงๆใช่หรือไม่เจ้าคะ ท่านทำให้หนูปีตกใจแทบตาย”
ซูหมิงเยว่มองเสี่ยวอวี่อย่างปวดใจตาของเสี่ยวอวี่บวมแดง ทั้งยังตัวผอมลงไปมาก ดูแล้วคงเหนื่อยล้ามากๆ คิดไปแล้วช่วงนี้นางคงจะไม่ได้พักผ่อน
“เอาล่ะ ข้าไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ ข้ากลับมาแบบสบายดีไม่ใช่หรือ”
เสี่ยวอวี่ตาแดงสายตามองนางพิจารณาจากบนลงล่างหนึ่งรอบถึงได้วางใจ “คุณหนู ท่านจะต้องเหนื่อยมากๆ แน่ ช่วงนี้จะต้องลำบากแน่ๆ”
ซูหมิงเยว่ยิ้มแล้วลูบหัวนางสองทีก่อนจะเดินเข้าไปในเรือนหนิงหยวนยืนอยู่ตรงหลังเรือน ขอบตาเองก็เริ่มแดงขึ้นเล็กน้อยแต่เมื่อเทียบกับเสี่ยวอวี่แล้วก็ยังถือว่าใจเย็นกว่า “คุณหนู ท่านกลับมาแล้ว”
“อืม” ซูหมิงเยว่พยักหน้า
ในช่วงนี้หนิงหยวนโตกว่าตอนที่มาอยู่ข้างกายนางเยอะมากเหมือนสลัดคราบเด็กออกแล้วเติบโตเป็นบุรุษที่สามารถเผชิญหน้ากับทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียวแล้ว
“ช่วงนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่?”
“ทุกอย่างปกติดีขอรับ?”
“ซูโม่ล่ะ?”
หนิงหยวนตอบ “ตอนที่เพิ่งเกิดเรื่องกับคุณหนูใต้เท้าซูก็ได้มาถามข้าน้อยสองสามอย่าง จากนั้นก็ไม่ได้มาอีกเลยขอรับหลายวันนี้ก็กำลังเตรียมงานศพของคุณหนู”
ซูหมิงเยว่ยกยิ้มเย็น“เขาไม่ได้ส่งคนไปหาเลยหรือ?”
หนิงหยวนส่ายหน้า “ไม่เลยขอรับ”
แต่พอพูดถึงเฉาเชา เฉาเชาก็มา ขณะที่ซูหมิงเยว่กำลังคิดอยู่นั้นที่ประตูเรือนก็มีเสียงฝีเท้าดังมา
พอซูหมิงเยว่หันไปมอง ซูโม่ก็พาองครักษ์เข้ามาพอดี
ทั้งสองสบตากัน ทั้งยังแอบพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง
ใบหน้าของซูโม่แสดงอารมณ์ตามปกติ แต่วินาทีที่เห็นซูหมิงเยว่ก็ยังมีความแปลกใจปรากฏขึ้นมาวูบหนึ่ง
“ท่านพ่อ” ซูหมิงเยว่ก้าวไปด้านหน้าสองก้าวแล้วยิ้ม“ตอนนี้ลูกกลับมาอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน ท่านพ่อไม่ดีใจหรือเจ้าคะ?”
ซูโม่ขมวดคิ้วเหมือนไม่พอใจกับน้ำเสียงที่ซูหมิงเยว่พูดกับเขา “เจ้าพูดอะไรน่ะเจ้ากลับมาได้นั้นก็ดีที่สุดแล้ว”
ซูหมิงเยว่ไม่ได้พูดอะไรอีกรอยยิ้มบนใบหน้าก็หายไป
สายตาของซูโม่มองไปทางจิ่งฉือที่อยู่ด้านข้างแววตาเข้มขึ้นหลายส่วน “องค์ชายสามล่ะ?”
“องค์ชายเองก็ปลอดภัย ตอนนี้ได้เข้าวังไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทแล้วขอรับ”
“ตอนนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นหลายวันมานี้พวกเจ้าไปอยู่ที่ไหนมา เหตุใดถึงไม่กลับมา?”
แน่นอนว่าซูหมิงเยว่ไม่ชอบใจที่ซูโม่มาถามนางเช่นนี้นางขมวดคิ้วแล้วพูดเสียงเย็น “ตอนนั้นข้าไล่ตามสัตว์ป่าแล้วตกหน้าผาโดยไม่ได้ตั้งใจแต่โชคดีที่ไม่ได้เป็นอะไรมาก ทั้งยังถูกหมอคนหนึ่งช่วยเอาไว้ ที่สำคัญหมอคนนั้นยังรักษาตาให้องค์ชายจนหายอีกด้วยพวกเราจึงพักรักษาตัวที่นั่นจนหายดีถึงจะกลับมาเจ้าค่ะ”
ซูโม่ขมวดคิ้ว “ดวงตาขององค์ชายก็หายดีแล้วหรือ?”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ” ซูหมิงเยว่ตอบตามความจริง
พวกเขากลับมาครั้งนี้โดยวางแผนว่าจะไม่ปกปิดอีกแล้วฮ่องเต้บีบพวกเขาทุกอย่าง ตอนนี้ถึงเวลาที่พวกเขาจะเอาคืนแล้ว
ซูโม่หลุบตาลงไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็สะบัดแขนเสื้อหนึ่งที เขาพูดด้วยเสียงที่ฟังไม่ออกว่าดีใจหรือโกรธ“เจ้ากลับมาแล้วก็พักผ่อนให้สบายเถิด”
พูดจบก็หมุนตัวพาคนออกไป
ซูโม่ออกไปแล้ว สีหน้าของซูหมิงเยว่ก็เย็นชาลง
อีกด้านหนึ่งในวังหลวง ห้องตำรา
ฮ่องเต้กำลังนั่งแก้ฎีกาของวันนี้บนเก้าอี้ข้างเท้ายังมีเหมยเหรินคนหนึ่งกำลังนั่งนวดเท้าให้เขา
ตั้งแต่จี๋โม่หานตกหน้าผาไปก็ยังหาศพไม่พบในช่วงนี้ฮ่องเต้ก็ใช้ชีวิตอย่างสบายใจ แม้แต่หน้าตาก็ยังดูอิ่มเอมสีหน้าเองก็ไม่เลวเช่นกัน
ในตอนนี้เององครักษ์ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกห้องตำราก็วิ่งเข้ามารายงานด้วยท่าทางแตกตื่น“ฝ่า...ฝ่าบาท”
ฮ่องเต้มองไปที่เขาอย่างไม่พอใจ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างรำคาญ“มีเรื่องอะไรให้ตื่นตระหนกขนาดนี้ ไร้มารยาท”
องครักษ์คนนั้นทำหน้าเหมือนเห็นผีแล้วพูดติดอ่าง“จี๋...องค์ชายสามมาพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ชะงักไป คิดว่าตัวเองหูฝาด “ใครนะ?”
องครักษ์พูดอีกครั้ง “ฝ่าบาทองค์ชายสามมาหาพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้รออยู่ด้านนอกห้องตำราพ่ะย่ะค่ะ
สีหน้าของฮ่องเต้แข็งทื่อขึ้นมาทันตาสีหน้าย่ำแย่จนเหมือนกับไปรับประทานอุจจาระมา มือจับกันแน่นนิ้วมือยังสั่นไปตามแรงบีบ “เวิ่น...จี๋โม่หาน ไม่ใช่ว่าตกเขาตายไปแล้วหรือ?”
“กระหม่อม...กระหม่อมเห็นพวกเขาตกลงไปจริงๆพ่ะย่ะค่ะ ด้านล่างหน้าผานั้นมีน้ำไหลเชี่ยว เทพเซียนจากต้าหลัวตกลงไปก็ยังไม่เหลือแม้แต่ร่างพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้เงียบไปไม่พูดอะไร แววตาเข้มขึ้น ใบหน้าฉายความไม่พอใจ ความเกลียดชังและจิตสังหารปะปนกันมั่วไปหมด
“ฝ่าบาท” ในตอนนี้เองที่เสียงเย็นของบุรุษดังขึ้นมามุมปากของจี๋โม่หานแฝงด้วยรอยยิ้ม เขาพาหลิงชวนเดินเข้ามา
เขาเดินมาถึงด้านล่างแท่นก็โค้งตัวคำนับน้อยๆ“น้องรออยู่ด้านนอกได้ครู่หนึ่งแล้ว ไม่เห็นองครักษ์ที่ไปรายงานออกมาเสียที จึงได้เข้ามาในห้องตำราโดยไม่ได้รับอนุญาตหวังว่าฝ่าบาทจะไม่ทรงกริ้ว”
สายตาของฮ่องเต้จ้องจี๋โม่หานเขม็ง เขาหักพู่กันในมือโดยไม่พูดไม่จาอยู่ครู่หนึ่ง
จี๋โม่หานทำเป็นมองไม่เห็นความไม่พอใจกับจิตสังหารที่อยู่ในแววตาของฮ่องเต้เขาปรายตาไปมององครักษ์ที่โค้งตัวก่อนจะตัวสั่นงักๆ อยู่ด้านข้าง แล้วพูดแสร้งทำเป็นตกใจ“ฝ่าบาทกำลังทำอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ฮ่องเต้ก็ได้สติกลับมาอีกฝ่ายยืนอยู่ต่อหน้าเขาตัวเป็นๆ เขาไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อแล้ว
เพียงพริบตาเดียว ฮ่องเต้ก็แสร้งทำเป็นตกใจทันที“องค์ชายไม่เป็นอะไรก็ดีมากแล้ว หยวนเชียว รีบไปหาเก้าอี้ให้องค์ชายสาม”
“ไม่ต้องหรอก” จี๋โม่หานปฏิเสธ “น้องไม่เป็นอะไรแค่อยากจะเข้ามาบอกฝ่าบาท เพื่อไม่ให้ฝ่าบาทเป็นห่วง”
ตอนนั้นเองฮ่องเต้ก็สังเกตเห็นดวงตาของจี๋โม่หานก่อนจะชะงักไป แววตาฉายความตกตะลึง เขาเอ่ยปากอย่างไม่อยากจะเชื่อ“ดวงตาของเจ้า....”
“อ่อ” จี๋โม่หานหัวเราะ “ครั้งนี้เป็นความโชคดีในความชั่วร้ายหลังจากตกหน้าผาไปก็ได้ผู้มีความสามารถที่ซ่อนตัวอยู่มาเจอเข้า คนผู้นั้นได้ช่วยรักษาดวงตาให้กับข้า”