ตอนที่ 4 : ผิ...ผิ...ผิ...ผี
กลุ่มควันยังคงลอยออกมาจากรูปปั้นหินอย่างต่อเนื่อง แต่มิใช่ลอยสูงขึ้น้าเฉกเช่นไอร้อนทั่วไป ทว่ากลุ่มควันเหล่านี้กลับลอยมาหยุดอยู่เหนือซาลาเปาลูกนั้น ทั้งยังแลดูเหมือนว่ากลุ่มควันเ่าั้กำลังก่อรวมตัวกันเป็กลุ่มก้อนอีกด้วย
นานเพียงไม่กี่อึดใจ กลุ่มควันสุดท้ายก็ออกมาจากรูปปั้นหินจนหมด เวลานี้กำลังรวมตัวกันเป็ก้อนและเริ่มเปลี่ยนรูปร่างให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
เด็กทั้งสองคนก็ยังคงแข็งค้างตัดสินใจทำอะไรไม่ถูก ครั้งจะตัดสินใจวิ่งหนีก็พบว่าแข้งขาสองข้างของตัวเองนั้นตอนนี้ไร้เรี่ยวแรง ราวกับััถึงการคงอยู่ของขาสองข้างของตัวเองไม่ได้เลย
ทันใดนั้นกลุ่มควันเ่าั้ก็หยุดเคลื่อนไหวและมีเสียงดังออกมา
ปุ้ง!
ทันทีที่เสียงนี้ดังขึ้นมาให้ได้ยิน กลุ่มควันก็สลายไป ภาพที่เห็นตรงหน้าคือมีร่างของคนผู้หนึ่งปรากฎขึ้น
คนผู้นี้มีร่างกายเป็ผู้ชาย หน้าตาดูยังหนุ่มยังแน่น อายุน่าจะราวๆยี่สิบปีเห็นจะได้ ใบหน้าไม่ถึงกับหล่อเหลาแต่ก็ดูมีเสน่ห์ชวนมอง ผิวหน้าเรียบขาว ั์ตาปิดสนิท ผมดำคล้ำ ร่างกายดูสมส่วน ไม่ได้ผอม แต่ก็ไม่ได้ถึงกับอ้วน
และเมื่อสังเกตไล่มองจากข้างบนลงมาข้างล่างเรื่อยๆ ก็จะสังเกตเห็นว่าคนผู้นี้มีหัว... มีลำตัว... มีเสื้อผ้า...
...แต่ไม่มีขา!
วินาทีที่เด็กทั้งสองคนก้มมองจนไปถึงด้านล่างและพบว่าร่างที่ปรากฎออกมาจากกลุ่มควันนี้ไม่มีขา ในใจก็พลันรู้สึกราวกับหล่นวูบ ก่อนที่เด็กทั้งสองจะทันได้เอ่ยอะไรออกมา ั์ตาของชายคนนั้นก็พลันเปิดออกมา
พรึ่บ!
ดวงตาสองข้างนั้นราวกับจะมีแสงสีเงินส่องประกายออกมา คล้ายกับมีเศษเสี้ยวพลังบางอย่างแผ่ออกมาด้วย แต่เพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียวก็พลันหายไป กลายมาเป็ดวงตาสีดำเฉกเช่นคนปกติ
“ฮ้า.....ในที่สุดก็ออกมาได้เสียที”
ร่างนั้นหลังจากที่ลืมตาก็ราวกับมีสติ และทำท่าทางราวกับคนกำลังบิดี้เีหลังจากที่เพิ่งตื่นนอน สร้างความประหลาดใจให้กับเด็กทั้งสองคนอย่างมาก
“ตาแก่บ้านั่น ทำข้าไว้แสบนัก”
“คอยดูนะ มีโอกาสเอาคืนเมื่อไหร่ ข้าจะจัดการให้หนักเลยทีเดียว”
“นี่ข้าไม่ได้กินอะไรมากี่ร้อยปีแล้วเนี่ย”
คราแรกพวกเขาทั้งสองยังคิดว่าจะเป็ิญญาของปีศาจร้ายหรืออะไรทำนองนั้น แต่กลับกลายเป็ชายที่มีรูปร่างเหมือนคนธรรมดา ไม่มีเขา ไม่มีเขี้ยว ไม่มีรังสีอำมหิต ไม่มีท่าทางมุ่งร้ายพยาบาท แม้ยังไม่ถึงกับวางใจได้ทั้งหมด แต่ก็รู้สึกเบาใจลงไปไม่มากก็น้อย
เพราะถ้าไม่ใช่ิญญาภูตผีปีศาจ... ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเป็ิญญาเทพน่ะสิ
พอคิดได้ดังนี้แววตาของหลิวเหมยลี่ก็เริ่มเปลี่ยนจากความตระหนกใกลายมาเป็มีประกายมากขึ้น
ต่างจากพี่ชายของนางที่ยังความหวาดระแหวงอยู่ดี ถ้าเป็เื่สิงสาราสัตว์ จะเสือ หมา หมี หมู เขาก็พร้อมสู้ไม่ถอย เืชายชาตรีหาญกล้าของเขาเข้มข้นอยู่แล้ว
แต่เขาไม่กล้ากับเื่ภูตผีิญญาแบบนี้นี่นา
ยังไม่ทันที่เด็กทั้งสองจะทันได้ทำอะไร ิญญาชายหนุ่มก็ยังคงบ่นไม่หยุด ราวกับไม่ได้พูดมาแล้วเป็ร้อยๆปี
“เอ้ย เราไม่มีขา!”
“เพราะตาแก่บัดซบนั่นแท้ๆเลย”
ิญญาชายหนุ่มอดสบถออกมาไม่ได้ เมื่อหวนย้อนคิดไปถึงสาเหตุที่ทำให้ตนมาอยู่ตรงนี้ ทว่าไม่นานก็ถอนหายใจออกมา เมื่อคิดได้ว่าไม่มีสิ่งใดที่ตนเองจะทำได้ในขณะนี้
“ก็ดีเหมือนกัน หลังจากนี้ก็คงไม่มีการเดินจนปวดเมื่อยขาอีกแล้ว”
“ก็ยังดีกว่าไม่มีมือละนะ อย่างน้อยก็ยังจับอะไรกินได้”
“แบบนี้ก็เรียกว่าเราบินได้น่ะสิ”
ิญญาชายหนุ่มพูดบ่นคนเดียวออกมาอีกหลายประโยคกว่าที่จะเริ่มรู้สึกตัวว่ามีคนกำลังจ้องมองตัวเองอยู่จึงหันหน้าไปมอง วินาทีที่เห็นเด็กสองคนอยู่ตรงหน้า แถมยังกำลังจ้องตนอยู่ก็รู้สึกตกตะลึงเช่นเดียวกัน
“เอ้ย! มีคน”
“เอ๊ะ ยังเด็กอยู่เลยนี่”
ิญญาชายหนุ่มตั้งสติได้ก็รู้สึกใเช่นกัน ไม่คาดฝันว่าหลังจากที่ตนเองออกมาจากรูปปั้นหินแล้วนั้น สิ่งแรกที่เขาเห็นจะเป็เด็กที่เขาไม่คุ้นหน้า
แถมยังมีกันสองคนด้วย
ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยอะไรบางอย่างพูดจากับเด็กทั้งสองคนนี้ไป สายตาก็รู้สึกเหมือนจะเห็นอะไรบางอย่าง ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่มีแรงดึงดูดเขา ดลจิตดลใจให้เขาต้องก้มลงไปมองที่ขาของตัวเอง...
“นี่มันหมั่นโถวนี่นา” หลังจากที่พูดจบก็ทำหน้าเหมือนนึกอะไรออก และหันไปมองหน้าเด็กทั้งสอง แม้ิญญาหนุ่มจะทำหน้าตายิ้มแย้มแต่เด็กทั้งสองก็ยังตัวสะดุ้งโหยงไปทีหนึ่งยามเมื่อิญญาหนุ่มหันมามองพวกตน ด้วยยังไม่รู้เจตนาของคนที่อยู่ตรงหน้าว่าจะมาดีมาร้ายหรืออย่างไร
แต่เอ... จะเรียกเขาว่าคนจะถูกไหมหนอ ก็เขาเป็ิญญานี่นา
“พวกเ้าเป็คนเซ่นไหว้หมั่นโถวลูกนี้ให้แก่ข้ารึ” ชายหนุ่มถามไปยังเด็กทั้งสอง
“ชะ.. ชะ... ใช่ เป็ข้าเอง” หลิวเหมยลี่ตอบออกไปอย่างกล้าๆกลัวๆ
แววตาของิญญาหนุ่มมีรอยยิ้มปรากฏขึ้น พร้อมทั้งพูดกับหลิวเหมยลี่อย่างอารมณ์ดี “ต้องขอบใจเ้า เป็เพราะเ้าข้าถึงปรากฏกายออกมาได้”
“เป็เพราะข้าเหรอ” หลิวเหมยลี่ยังงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่อย่างน้อยก็รู้สึกว่านี่ตนได้รับคำชมเชยใช่ไหม แสดงว่านี่ก็คงเป็เื่ดีสินะ เลยรวบรวมความกล้าและพูดตอบโตกลับไป
“ท่านเป็ใครหรือ”
“ตัวข้านี้มีนามว่า หยางซวน ด้วยเหตุผลบางอย่างข้าจึงมาสถิตอยู่ในรูปปั้นหินนี้”
หยางซวนกล่าวนามตนเองออกไปด้วยความภาคภูมิใจ นานแค่ไหนแล้วนะที่เขาไม่ได้แนะนำตัวเองกับคนอื่นแบบนี้
“ท่าน.... เป็ผีเหรอ” หลิวเหมยลี่เริ่มคลายความหวาดกลัวลงได้ จึงถามสิ่งที่สงสัยในใจเป็อย่างแรกออกไป
“หากเ้าหมายถึงิญญาคนที่ตายไปแล้ว และยังคงวนเวียนไม่ไปไหน คอยออกมาเพ่นพ่านหลอกหลอนผู้คนนั้นแล้วละก็... แน่นอนว่า...ข้าย่อมไม่ใช่!”
หลังจากที่หยางซวนตอบประโยคเหล่านี้ออกไป เด็กทั้งสองคนมีสีหน้าผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
“แล้วท่าน...เป็ใคร”
หยางซวนนิ่งไปชั่วขณะและเริ่มขยับตัวทันทีราวกับว่านี่คือสิ่งที่เขารอคอยมานานแล้ว เขาเริ่มหมุนตัวเฉียงไปเล็กน้อย หันด้านข้างให้กับเด็กทั้งสอง เอาสองมือไพล่หลัง แหงนหน้ามองไปบนท้องฟ้า ทำสายตาทอดยาวไกลราวกับผู้ทรงภูมิผู้มีความคิดความอ่านไกลเกินกว่าคนทั่วไปจะเข้าถึง... ก่อนที่จะตอบออกไป
“ข้าคือสิ่งที่อยู่เหนือกว่านั้น... หากจะพูดให้พวกเ้าเข้าใจง่ายๆ ข้าก็คือมือขวาของเทพเ้าของพวกเ้า”
“ตำแหน่งของข้าคือ.....ผู้พิทักษ์ตำรับอาหาร”
ท่าทางของเขาในเวลานี้ บวกกับคำพูดที่เขาเพิ่งเอ่ยมา ทำให้เกิดความรู้สึกนับถือล้ำลึกขึ้นในใจของเด็กทั้งสอง หารู้ไม่ว่านี่คือท่าทางที่เขาเลียนแบบมาจากเหล่าจอมยุทธ์าุโที่เขาเคยเห็นในหนังกำลังภายในสมัยยังมีชีวิตอยู่ในโลกเดิม
อันที่จริงเขาไม่ใช่เทพ และยิ่งไม่ใช่เซียน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ิญญาระดับล่างหรือิญญาร้ายด้วย แต่หากจะอธิบายให้คนอื่นฟังเข้าใจได้ง่ายที่สุด เขารู้สึกว่าการพูดออกไปแบบนี้เป็การดีที่สุดแล้ว
เพราะจริงๆแล้วเขาคือคนที่ถูกเทพเซียนตัวจริงพามายังโลกนี้ด้วยเหตุผลบางอย่าง ด้วยเหตุนี้เขาก็เปรียบเสมือนเป็ผู้ช่วยของท่านเทพ ดังนั้นหากจะให้คนอื่นเข้าใจว่าเขาเป็ลูกน้อง....หรือถึงขั้นเป็มือขวาของท่านเทพ เขาคิดเอาว่าก็คงไม่ผิดไปจากความเป็จริงเท่าใดนัก....
ถึงแม้ว่านี่จะเป็สิ่งที่เขาคิดเองเออเองก็ตาม
หยางซวนเงยหน้าขึ้นพร้อมหลับตา ตอนนี้ในสมองของหยางซวนหวนคิดไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อน
--------------------------------------------------------------------------------
เขาคือคนที่ถูกเทพเซียนตัวจริงพามายังโลกนี้ และมอบหมายให้เขาปฏิวัติวงการอาหารในยุคนี้เสียใหม่ ด้วยเหตุผลเพียงเพราะท่านเทพเบื่ออาหารที่ถูกนำมาเซ่นไหว้ในแต่ละปี ล้วนแล้วแต่เป็อาหารซ้ำซาก จำเจ ที่สำคัญคือหลังจากที่ท่านเทพตัวจริงมีโอกาสได้ไปเยือนโลกนู้นของเขา ท่านเทพก็เกิดติดใจอาหารในยุคปัจจุบันของเขาเข้าแล้วไงละ
เป็เพราะตอนนั้นหยางซวนเอ่ยออกไปว่าถ้ามีของกินอร่อยต่อให้ต้องบุกไปโลกไหนเขาก็ยินดี ท่านเทพได้ยินจึงรู้สึกถูกอกถูกใจราวกับได้พานพบลูกศิษย์คุณสมบัติดีเยี่ยมที่ตามหามานาน จึงได้ใช้พลังในการนำตัวเขามาที่นี่
แต่การทำเช่นนี้ก็มีความเสี่ยงและได้เกิดอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง ถึงแม้จะนำพาหยางซวนมาถึงที่นี่ได้สำเร็จแต่ก็ได้ทำให้ร่างกายเขาสลายไป เหลือเพียงแค่ดวงิญญาอย่างที่เห็นนี้
ถึงเป็เทพก็ใช่ว่าจะมีพลังไร้ขีดจำกัด ใช่ว่าจะกระทำทุกสิ่งได้อย่างสมบูรณ์แบบเสมอ
อีกทั้งยังไม่พูดถึงว่าการนำคนก้าวข้ามผ่านกาลเวลามานั้นนับเป็เื่ง่ายเสียที่ไหน นั่นจึงเป็เหตุผลให้วินาทีที่มาถึงโลกใบนี้หยางซวนจึงเหลือแต่เพียงดวงิญญาที่ปราศจากร่างกาย
และหากปล่อยไว้เช่นนี้แน่นอนว่าแม้ดวงิญญาของหยางซวนเองก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้และอาจต้องไปเกิดใหม่ ความรู้ที่เขาสั่งสมมาจากโลกก่อนก็อาจจะสูญสลายไป และทั้งหมดที่ทำมานั้นก็นับว่าสูญเปล่า
แน่นอนว่าหยางซวนย่อมไม่ยินดีกับผลลัพธ์นี้และพูดจาต่อรองกับท่านเทพ หากสามารถมีทางออกอื่นให้กับเขาได้เขาก็พร้อมจะลองเสี่ยงดู
เพราะเขายังไม่อยากตาย!
และเพราะเขายังอยากกินของอร่อยอยู่!
ท่านเทพมีสีหน้าครุ่นคิดไม่นาน จึงเอ่ยออกมาด้วยความเกรงใจ หากไม่ยอมไปเกิดใหม่ก็เหลือเพียงหาทางรักษาดวงิญญานี้ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ดวงิญญาสูญสลายท่านเทพจึงจำเป็ต้องผนึกดวงิญญาของหยางซวนให้อยู่ในรูปปั้นหินนี้ไปก่อน รอจนกว่าท่านเทพจะมีพลังฟื้นคืน หรือจนกว่าผู้มีวาสนาต้องกันปรากฏ
ในตอนนั้นที่หยางซวนได้ยินคำพูดสุดท้ายนั้นเขาก็ยังไม่เข้าใจความหมาย เพียงแต่รู้สึกว่าหากมีโอกาสที่เขาจะได้กลับมากินของอร่อยอีกครั้งแม้เพียงน้อยนิด เขาก็พร้อมที่จะเสี่ยงกับมัน
หารู้ไม่ว่าโชคชะตาของหยางซวนยังดีนัก เดิมทีนึกว่าเขาต้องติดอยู่ในรูปปั้นหินนั้นไปเป็ร้อยเป็พันปี เพราะท่านเทพเองก็บอกไม่ได้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าใดกว่าพลังจะฟื้นคืน แต่นี่เพียงเวลาผ่านไปแค่สามปีเท่านั้น วันนี้เขาก็หลุดออกมาจากรูปปั้นหินนี้ได้แล้ว
-----------------------------------------------------------------------------
หยางซวนค่อยๆลืมตาพร้อมดึงความรู้สึกกลับมาสู่ปัจจุบัน เขาหันหน้ากลับมามองเด็กๆทั้งสอง และทันใดนั้นเขาก็เข้าใจแล้วถึงความหมายของประโยคสุดท้ายนั้น
เด็กคนนี้คือผู้มีวาสนาต้องกันกับข้า
และแน่นอนว่าข้าจะทำให้ชีวิตความเป็อยู่ของพวกเ้าดีขึ้น