บทที่ 10 จอมเวทเหว่ยจง (100%)
รุ่งเช้าซู่หลันอาสาอยู่โรงเตี๊ยมเป็นเพื่อนท่านยาย ส่วนซู่มินน้อยอาสาไปเป็นเพื่อนท่านตา สองตาหลานจูงมือกันเดินออกจากโรงเตี๊ยม มุ่งหน้าไปที่ถนนสายหลักซึ่งเป็นที่ตั้งของหอบัวสวรรค์หอบัวสวรรค์เป็นหอการค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองฉาย ตัวอาคารใหญ่โตและสูงถึงห้าชั้น ชื่อเสียงทางการค้าเลื่องลือไปทั่วแคว้นซิง ของที่วางขายในหอล้วนมีคุณภาพยอดเยี่ยม เมื่อผ่านบานประตูขนาดใหญ่เข้าไป โถงกว้างที่ตกแต่งอย่างงดงาม มีตู้วางสินค้าจัดเรียงเป็นแถวอย่างละลานตา โดยมีพนักงานยืนเฝ้าอยู่เป็นจุด ๆ“ยินดีต้อนรับท่านผู้อาวุโส มาหอบัวสวรรค์เพราะต้องการสิ่งใดขอรับ ถ้าต้องซื้อ สินค้าทุกชิ้นในร้านเราล้วนมีคุณภาพเยี่ยมคุ้มราคา แต่ถ้าต้องการขาย ร้านเราก็ให้ราคายุติธรรมสมคุณภาพสินค้าเช่นกันขอรับ”พนักงานที่สวมชุดสีฟ้าเดินเข้ามาถามซู่เซียวด้วยท่าทีสุภาพ ใบหน้าอ้วนกลมยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร สมกับที่ได้รับการฝึกฝนด้านบริการมาเป็นอย่างดีในขณะที่ซู่เซียวกำลังพูดคุยกับพนักงานร้าน ซู่มินจ้องมองเสื้อเกราะอ่อนในตู้สินค้าข้างตัวอย่างสนใจ ดวงตากลมโตจ้องมองอักขระเวทบนเสื้อตาไม่กะพริบ เพราะลวยลายอักขระดูซับซ้อนแปลกตาเมื่อเจอสิ่งกระตุ้นความสนใจ กระแสจิตในจุดเสินถิงก็แผ่ออกมาโดยไม่รู้ตัว ภาพอักขระจากเกราะอ่อนลอยขึ้นบนอากาศ ลวดลายที่ตอนแรกดูซับซ้อนรางเลือน ปรากฏรูปแบบชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ“หนูน้อย เสื้อตัวนี้มีสิ่งใดดึงดูดความสนใจเจ้ารึ?”ซู่มินถอนสายตาออกจากเวทอักขระ หันไปมองที่มาของเสียงไพเราะ เห็นหญิงสาวหน้าตางดงามสวมชุดสีขาวปักลายดอกเหมยสีแดงสดกำลังส่งยิ้มให้ตน ข้างกายหญิงงามเป็นชายชราเคราขาวสวมชุดสีเทาเข้มหน้าตาดูใจดี“ข้ากำลังมองวงกลมเรืองแสงที่ลอยขึ้นมาจากเสื้อเจ้าค่ะ พี่นางฟ้าคนสวย”เด็กหญิงตัวเล็กตอบคำถามได้น่ารักน่าชังจนหญิงงามอดใจไม่ไหว ยื่นมือเรียวขาวผ่องมาลูบผมที่เกล้าเป็นมวยสองข้างของเด็กน้อยอย่างเอ็นดู“เด็กคนนี้มีพรสวรรค์วิเศษและพลังจิตแรงกล้า” ชายชราเครายาวเอ่ยเสียงเบาแม้เสียงชายชราจะเบาเพียงใด แต่คนที่ยื่นอยู่บริเวณนั้นต่างได้ยิน เสียงพูดคุยในโถงเงียบลงอย่างฉับพลัน ทุกสายตาจ้องมองไปที่เด็กหญิงตัวเล็ก ทุกคนรู้ดีว่าผู้มีพลังจิตสามารถเรียนเป็นจอมเวทได้จอมเวทคือผู้ทรงอำนาจที่ได้รับความเคารพจากคนทุกกลุ่ม พลังของจอมเวทที่แท้จริงสามารถบดภูเขา กลบแม่น้ำได้เพียงพลิกฝ่ามือซู่เซียวเห็นสายตาหลายคู่จ้องมองหลานสาวตนเหมือนหมาป่าจ้องมองลูกแกะ ก็รีบก้มตัวช้อนร่างเด็กน้อยขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนหญิงงามชุดขาวเห็นความไม่พอใจบนใบหน้าของชายชราอย่างชัดเจน จึงรีบเอ่ยแนะนำตัว“ท่านผู้เฒ่า ข้ามีนามว่าเยว์ฉี เป็นผู้ดูแลหอบัวสวรรค์แห่งนี้ ดูเหมือนท่านมีบางสิ่งต้องการให้หอบัวสวรรค์ของเรารับใช้ ข้าขอเชิญท่านกับแม่หนูน้อยขึ้นไปคุยกันที่ชั้นสามเจ้าค่ะ” บนชั้นสามแบ่งเป็นห้องขนาดใหญ่ทั้งหมดหกห้อง แต่ละห้องตกแต่งแบบเรียบง่าย ของประดับแม้จะมีน้อยชิ้นแต่ล้วนเป็นของล้ำค่าราคาแพง ผู้เฒ่าเคราขาวเดินแยกตัวเข้าไปในห้องริมในสุด เยว์ฉีพาสองตาหลานเดินเข้าห้องตรงกลาง“เชิญนั่งเจ้าค่ะ”เยว์ฉีเอ่ยเสียงนุ่ม พลางผายมือเชิญซู่เซียวนั่งที่โต๊ะแปดเหลี่ยมกลางห้อง แล้วหันไปสั่งสาวรับใช้ให้นำขนมกับน้ำชามารับแขก“ท่านผู้เฒ่ามีสิ่งใดให้หอบัวสวรรค์รับใช้เจ้าคะ”ซู่เซียวหยิบกล่องไม้สีดำขนาดกลางจากถุงวิเวทขึ้นมาวางไว้กลางโต๊ะ แล้วเปิดฝากล่องออก“ข้าอยากรบกวนคุณหนูเยว์ฉีช่วยประมูลเห็ดจักรพรรดิให้ได้ราคาดีสักหน่อย เงินก้อนนี้สำคัญต่อชีวิตคนในครอบครัวข้ามาก”เยว์ฉีมองพิจารณาเห็ดสีดำที่อยู่ในกล่อง เห็ดดอกใหญ่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ดวงตาคู่งามเปล่งประกายเล็กน้อย“เห็ดจักรพรรดิดอกใหญ่เช่นนี้ ต้องประมูลได้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านเหรียญทองแน่นอนเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะให้คนกระจายข่าวไปยังหอโอสถและร้านขายยาขนาดใหญ่ อาจจะช่วยให้ราคาประมูลสูงมากขึ้น”“ขอบคุณในความกรุณาของคุณหนู”“ท่านผู้เฒ่าอย่าเอ่ยคำขอบคุณข้าเจ้าค่ะ ข้าเป็นแม่ค้าย่อมมิทำเรื่องขาดทุน หลานสาวท่านมีพรสวรรค์ด้านพลังจิต ในอนาคตต้องเป็นจอมเวทอย่างแน่นอน ข้าสานสัมพันธ์กับท่านไว้ย่อมเป็นผลดีต่อหอบัวสวรรค์”เยว์ฉีบอกจุดประสงค์อย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะหันไปมองเด็กหญิงที่นั่งกินขนมอยู่เงียบ ๆ ปากเล็กกัดกินขนมคำน้อย ดูคล้ายลูกกระต่ายกำลังแทะหัวผักกาด หญิงงามถูกความน่ารักของเด็กน้อยล่อลวงใจอีกครั้ง มือขาวหยกยื่นไปลูบแก้มเล็กอย่างเอ็นดู“หนูน้อยทั้งน่ารักและมีพรสวรรค์พิเศษ ข้ามิใช่คนใจร้ายที่หวังเอาเปรียบนาง ท่านผู้เฒ่าโปรดสบายใจ มีบุคคลสำคัญท่านหนึ่งอยากสนทนากับท่าน ข้าขออนุญาตเชิญท่านผู้นั้นเข้ามานะเจ้าคะ”“เชิญเข้ามาเถิด ข้าเป็นเพียงชายแก่ยากจนจากหมู่บ้านหลังเขา ท่านผู้นั้นลดตัวลงมาพูดคุยด้วย นับว่าเป็นวาสนาของชายแก่ผู้นี้แล้ว”เยว์ฉีเดินออกไปเชิญบุคคลสำคัญด้วยตัวเอง เขาผู้นั้นคือชายชราเคราขาวที่เอ่ยปากชมเรื่องพลังจิตของซู่มิน สองตาหลานลุกขึ้นยืนต้อนรับผู้มาใหม่พร้อมกัน“ท่านผู้นี้คือบิดาบุญธรรมของข้า มีนามว่าเหว่ยจง มีฐานะเป็นหัวหน้าหอจิตดาราแห่งสำนักนภากาฬ สำนักพลังจิตอันดับหนึ่งของเมืองฉายเจ้าค่ะ” เยว์ฉีเอ่ยแนะนำเหว่ยจงกับซู่เซียว“คารวะท่านเหว่ยจง / คารวะท่านเหว่ยจงเจ้าค่ะ” สองตาหลานประสานมือคำนับอย่างนอบน้อมเหว่ยจงพยักหน้ารับการคารวะ แล้วผายมือให้ทุกคนนั่งลง เขาจ้องมองซู่มินอย่างพิจารณาครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มกว้างด้วยความยินดี “อายุยังน้อยแต่พลังจิตแรงกล้า ช่างเป็นต้นกล้าที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ ข้าค้นพบสมบัติล้ำค่าเข้าแล้วสินะ”“หนูน้อย เจ้าอยากเรียนเป็นจอมเวทไหม?” เหว่ยจงเอ่ยถามซู่มินด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“จอมเวทคืออะไรเจ้าคะ?” เด็กน้อยเอียงคอถามด้วยความสงสัย“จอมเวทคือผู้ใช้อักขระคาถาทำสิ่งต่าง ๆ เช่นการทำสิ่งของธรรมดาให้กลายเป็นของวิเศษ เหมือนเช่นเสื้อเกราะอ่อนที่อยู่ในตู้สินค้าด้านล่างนั่น วงกลมเรืองแสงที่เจ้าเห็นคือเวทอักขระที่ทำให้เกราะตัวนั้นกลายเป็นของวิเศษ มันมีพลังป้องกันเวทโจมตี”ซู่มินแสร้งทำท่าตื่นเต้นดีใจหลังฟังเหว่ยจงอธิบายความหมาย มือเล็กดึงกระตุกแขนเสื้อผู้เป็นตาไม่หยุด“ท่านตา ถ้าข้าเรียนเป็นจอมเวท ข้าจะสร้างของวิเศษหลาย ๆ ชิ้นมาขายให้พี่นางฟ้าคนสวย พวกเราจะมีเงินซื้อบ้านหลังใหม่ ท่านตากับท่านยายไม่ต้องเหนื่อยปลูกผักขายแล้วเจ้าค่ะ”คำพูดไร้เดียงสาของเด็กน้อย ทำให้เหว่ยจงและเยว์ฉีนึกเอ็นดูนางเป็นอย่างมาก เยว์ฉีลูบหัวเล็กเบา ๆ“ถ้าเจ้าทำของวิเศษได้สำเร็จ พี่สาวจะรับซื้อไว้ทุกชิ้น และจะซื้อในราคางามเป็นพิเศษด้วยนะ”“พี่นางฟ้าคนสวย ท่านใจดีมาก ข้าชอบท่านเจ้าค่ะ”ในขณะที่สองสาวต่างวัยกำลังหยอกล้อกัน เหว่ยจงสังเกตเห็นความเครียดบนใบหน้าของซู่เซียวอย่างชัดเจน แม้เขาจะสัมผัสได้ว่า ชายชราผู้นี้มิได้เป็นชาวบ้านธรรมดาเช่นรูปลักษณ์ภายนอก เพราะการวางตัวและรัศมีพลังยุทธ์ที่กดข่มซ่อนไว้มิได้ด้อย แค่ดูมีฐานะยากจนไปหน่อยเท่านั้นการที่หลานสาวจะได้เล่าเรียนเป็นจอมเวทนับว่ามีแต่ผลดีไม่มีผลเสีย และผู้มีพลังจิตจำนวนไม่น้อยใฝ่ฝันอยากกราบตนเป็นอาจารย์ การที่ตนเอ่ยปากรับเด็กน้อยเป็นศิษย์ เหตุใดชายแก่ผู้นี้จึงไม่ยินดีแต่กลับทำสีหน้าเป็นทุกข์แทน“ท่านไม่พอใจที่ข้ารับนางเป็นศิษย์รึ?” เหว่ยจงเอ่ยถามซู่เซียวด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ“ข้าน้อยมิใช่ไม่พอใจ ศิษย์ของสำนักอันดับหนึ่งคงมาจากตระกูลใหญ่มากอิทธิพล มินเอ๋อร์เป็นเพียงหลานสาวของตาแก่ยากจน แต่กลับได้รับความเมตตาที่ยิ่งใหญ่จากท่านหัวหน้าหอ ข้ากังวลใจว่าหลานน้อยที่ยังดูแลตัวเองไม่ได้จะได้รับอันตรายจากความริษยาในใจคน”ซู่เซียวเอ่ยความกลัวในใจอย่างไม่ปิดบัง หลานสาวเขายังเด็กและไร้เดียงสาเกินกว่าจะเผชิญกับนิสัยชั่วร้ายของพวกลูกหลานตระกูลใหญ่ ที่มักโดนตามใจจนเสียคน“ข้าจะรับยายหนูน้อยเป็นศิษย์เอก หากใครกล้าทำร้ายศิษย์ของข้า มันผู้นั้นจะไม่เหลือแม้แต่เศษวิญญาณ”คำพูดของเหว่ยจงทำเอาซู่เซียวและเยว์ฉีตกใจเป็นอย่างมาก เพราะศิษย์เอกหมายถึงผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาอย่างลึกซึ้งจากผู้เป็นอาจารย์ และมีฐานะพิเศษเหนือศิษย์ทั่วไป“อีกเจ็ดวัน ข้าจะมารับยายหนูเข้าหอจิตดารา เยว์ฉี ฝากเจ้าดูแลครอบครัวลูกศิษย์ข้าด้วย”เหว่ยจงเอ่ยสรุปเรื่องซู่มินอย่างเอาแต่ใจ ก่อนจะเดินตัวปลิวออกไปจากห้อง ทิ้งให้ซู่เซียวและเยว์ฉีนั่งงงเป็นไก่ตาแตก ส่วนซู่มินนั่งยิ้มจนตาหยีเพราะทุกอย่างเป็นไปตามแผนของอาจารย์มังกรขาวตัวแสบ