“เย้ๆ คุณพ่อมารับแล้ว” น้ำทิพย์ตะโกนออกมาอย่างมีความสุขเมื่อคุณพ่อของเธอมารับเธอ“พี่ไมค์ไปหาคุณพ่อกันเถอะ” น้ำทิพย์ลากแขนไมค์ทันทีโดยที่เธอไม่สนเลยว่พี่ชายของเธอกำลังทำอะไรอยู่“เดี๋ยวก่อนสิ น้ำทิพย์ให้พี่เก็บหนังสือเข้ากระเป๋าก่อน” ไมค์กล่าวกับน้ำทิพย์อย่างเหนื่อยใจกับนิสัยร่าเริงเกินไปของเธอ“เร็วๆ สิพี่ไมค์เดียวคุณจะรอเรานานนะ” น้ำทิพย์ไม่สนใจยังคงรีบเร่งไมค์ให้เก็บของเร็วๆ เพราะกลัวว่าพ่อของเธอจะรอนาน“เสร็จแล้วๆ ป่ะพวกเราไปกันเถอะ” ไมค์เก็บของเสร็จก็ชวนน้ำทิพย์กลับทันที“เย้ๆ กลับบ้านๆ”ในขณะที่เอกนั่งรอทั้งสองอยู่ในรถเขาก็เห็นน้ำทิพย์รีบลากแขนไมค์ทันทีเมื่อเห็นเขามารับเธอแล้ว ซึ่งการกระทำของเธอมันก็ทำให้เอกรู้สึกอมยิ้มไม่ได้ด้วยนิสัยที่ร่าเริงของเธอบวกกับความน่ารักแบบเด็กๆ ที่ใครมาเห็นก็ต้องอยากเข้าไปกอดเธอ เขาเชื่อเลยว่าถ้าใครมาเห็นเด็กสองคนนี้ก็ต้องรู้สึกดีเหมือนอย่างเขานั่นแหละ โชคดีจริงๆ ที่เขาได้ให้กำเนิดพวกเขาขึ้นมา
เมื่อเห็นว่าลูกๆ ของเขาเก็บของเสร็จแล้วทั้งสองก็วิ่งมาหาเขาทันที ไม่รอช้าเขารีบออกจากรถยืนรอทั้งสองวิ่งมาหา“เย้ๆ หนูคิดถึงคุณพ่อที่สุดเลยๆ” น้ำทิพย์มาถึงก็กระโดดกอดเขาทันทีพร้อมกับเอาหน้าซบไหล่ของเขาแล้วส่ายหัวไปมาอย่างซุกซน ต่างจากไมค์ที่ก้มหัวสวัสดีเขาเท่านั้น“สวัสดีครับคุณพ่อ” ไมค์ยกมือสวัสดีผู้เป็นพ่อ ซึ่งเอกเห็นก็รู้สึกอดปรื้มในความเก่งของลูกตัวเองไม่ได้“สวัสดีครับใครเป็นสอนเราละเนี่ยเก่งมากเลยเด็กๆ” เอกกล่าวชมไมค์เสร็จเขาก็ก้มลงมาอุ้มไมค์อีกคนแล้วถามกลับ“พอดีคุณครูเขาสอนพวกเราในห้องนะครับ” ไมค์ตอบเขินเมื่อเอกกล่าวชม“เอ๋ พี่ไมค์ขี้โกงอ่าหนูก็จะสวัสดีคุณพ่อเหมือนกันนะ” น้ำทิพย์พูดด้วยความไม่พอใจเมื่อเห็นพี่ชายของเธอพูดตัดหน้าเธอก่อน“เอ๋ คุณครูก็สอนน้ำทิพย์ด้วยเหรอเนี่ย ไหนน้ำลองสวัสดีคุณพ่อหน่อยสิ” เอกทำท่าแกล้งแปลกใจเมื่อเห็นว่าคุณครูได้สอนน้ำทิพย์ด้วย“ของพี่ไมค์ต้องสวัสดีครับ ใช้ม่าแต่ของหนูนะต้องพูดว่า สวัสดีดีค่ะคุณพ่อ อย่างนี้” น้ำทิพย์เชิดหน้าเมื่อตัวเธอเองก็ทำได้เหมือนกัน“ฮ่าๆ โอเคๆ พ่อรู้แล้วว่าพวกเราเก่งเพื่อเป็นรางวัลมาให้พ่อหอมแก้มซะดีๆ เจ้าสองตัวแสบ” เอกกอดสองแสบในอกแน่นแล้วก็ระดมหอมแก้มพวกเขาอย่างมันเขี้ยวยกใหญ่ฟอดดดด-!
จากตอนแรกที่เขาแค่อยากจะหอมแก้มพวกเธอกลับกลายเป็นว่าพวกเธอก็อยากหอมแก้มเขากลับเหมือนกันทำให้สามพ่อลูกต้องทำสงครามแย่งกันหอมแก้มกันเลยทีเดียว“เอาละๆ พ่อว่าเราเลิกเล่นแล้วขึ้นรถเรากันเถอะพวกเราจะได้กลับบ้านกันซะที” เอกรีบหยุดสงครามนี้ก่อนที่พวกเขาจะไม่กลับบ้านกันค่า/คร้าบบบ-!
ในขณะที่พวกเขาอยู่ในรถน้ำทิพย์ก็เล่าเหตุการณ์วันนี้ให้กับเอกฟัง ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้างซึ่งน้ำทิพย์ก็เล่าใส่อารมณ์เต็มที่เมื่อได้เล่ามาถึงช่วงนี้เธอโดนเด็กอ้วนรังแก
ทำให้เขาอดที่จะชมไมค์ไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็กล่าวตักเตือนไมค์เช่นกันว่าบางครั้งการใช้กำลังแก้ปัญหามันก็ไม่ใช้สิ่งที่ถูกต้องเสมอไปบางครั้งเราก็ควรจะคุยกันด้วยเหตุผลมากกว่า
เมื่อทั้งสามคนมาถึงบ้านแล้วเขาก็บอกให้พวกเด็กๆ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ส่วนเขาจะไปเก็บน้ำยาปลูกผักที่เขาทำไว้ก่อนที่พวกเด็กๆ จะเข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นเครื่องดื่มเล่นและแน่นอนว่าเขาก็เอากระดาษแผ่นใหญ่ติดป้ายเตือนพวกเด็กๆ ว่าห้ามยุ่งเมื่อพวกเธอเข้ามาเห็นและเขาก็มีความคิดจะออกไปเตือนพวกเธอเหมือนกัน“คุณพ่อค่า คุณพ่อน้ำทิพย์เห็นอะไรไม่รู้ขึ้นเต็มหลังบ้านไปหมดเลยค่ะ” น้ำทิพย์วิ่งมาหาเขาด้วยสีหน้าที่ตื่นเต้นปนแปลกใจ“ฮืม น้ำทิพย์เห็นอะไรมาลูกไหนลองบอกพ่อช้าๆ กว่านี้หน่อยสิ” เอกถามน้ำทิพย์อย่างสงสัยพร้อมกับก้มตัวลงมาอุ้มเธอ
“หนูก็ไม่รู้ค่ะว่ามันคืออะไร เมื่อวานหนูยังเห็นแต่หญ้าที่สูงท้วมหัวหนูอยู่เลยวันนี้กลับโล่งหายไปหมดเลย แล้วก็แทนด้วยอะไรก็ไม่รู้ขึ้นเป็นแถวเลยค่ะ” น้ำทิพย์ส่ายหัวดุกดิกเพราะเธอก็ไม่รู้เหมือนกัน
“อืม ถ้าเรื่องหญ้านั้นพ่อเป็นคนถางออกเองละ แต่ไอที่มันออกมาแทนมันคืออะไร” เอกบอกน้ำทิพย์เรื่องหญ้าที่เขาถางออกไป แต่เขาก็ถามตัวเองในใจว่าอะไรที่ขึ้นมาทดแทนมัน ถึงเขาจะพอเดาได้ว่ามันคืออะไรแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่ามันจะเห็นผลเร็วขนาดนี้
“เอาละพวกเราไปกันเถอะ เดี๋ยวไปถึงพวกเราก็รู้เองนั่นแหละ” เอกกล่าวกับน้ำทิพย์เสร็จก็เดินไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นเดินไปสักพักเขาก็เห็นไมค์ทำหน้าคิดอะไรอยู่ในใจ ซึ่งมันก็คงไม่พ้นเรื่องที่น้ำทิพย์มาบอกเขามาอย่างแน่นอน ไม่รอช้าเขาก็ถามลูกชายของเขาทันที เพื่อเจ้าตัวจะรู้อะไรกับเขาบ้าง“เป็นไงบ้างไมค์ลูกพอจะรู้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น” เอกถาม“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ผมเห็นแต่อะไรก็ไม่รู้มันแปลกตาเต็มไปหมด” ไมค์ส่ายหน้าตอบผู้เป็นพ่อ“อย่างนั้นเองเหรอถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไปดูให้หายสงสัยกันเถอะ” เอกกล่าวเสร็จพวกเด็กๆ ก็พากันเดินนำหน้าเขาไปทันที
หลังจากเดินมาได้สักพักเขาก็แน่ใจได้ทันทีว่าสิ่งที่เขาคิดมันเป็นจริงขึ้นมาจนได้ ทำให้เอกรู้สึกตื่นเต้นที่ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาเกิดคาดทำให้เอกอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาดังๆ
“ฮ่าๆๆๆๆๆ เยี่ยมมันต้องอย่างนี้สิ” เอกหัวเราะเสียงดังเมื่อเขาได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นตรงหน้า ทำให้พวกเด็กๆ ตกใจเมื่อเห็นว่าพ่อของพวกเขาเป็นอะไรอยู่ดีๆ ก็หัวเราะออกมา“คุณพ่อค่ะๆ คุณพ่อเป็นอะไรทำไมคุณพ่อหัวเราะเหมือนคนบ้าเลย” น้ำทิพย์รีบดึงแขนเอกแกว่งไปมาเรียกสติเอกพร้อมกับถามเอกอย่างสงสัย“นั้นสิครับคุณพ่อทำไมอยู่ๆ คุณพ่อถึงหัวเราะออกมาละครับ” ไมค์กล่าวถามอย่างสงสัย จนอดคิดไม่ได้ว่าพ่อตัวเองเป็นบ้าไปแล้วรึเปล่า ทำให้ไมค์อดที่จะทำหน้าเคร่งเครียด“แฮะๆ โทษทีๆ พอดีพ่อดีใจมากไปหน่อยนะ” เอกรู้อายนิดๆ เมื่อตัวเองทำอะไรให้พวกเด็กๆ เป็นห่วง“แล้วคุณพ่อดีใจเรื่องอะไรละคะ” น้ำทิพย์ยิ่งฟังเอกก็ยิ่งสงสัยพร้อมกับเอียงคอถามเอกอย่างน่ารักเมื่อพ่อของตัวเองกลับมาเป็นปกติแล้วฟอดดดดด-!"ที่พ่อดีใจก็ไอที่พวกลูกๆ ให้พ่อมาดูยังไงละคะ” เอกอุ้มน้ำทิพย์ขึ้นมาหอมแก้มฟอดหนึ่งเมื่อเห็นความน่ารักของน้ำทิพย์“แล้วมันคืออะไรละครับผมก็เห็นแค่หญ้าที่มันมีใบใหญ่ๆ ขึ้นมาเอง” ไมค์รีบถามเอกเมื่อเอกยังไม่ได้บอกพวกเขาว่ามันคืออะไร“เอาละตามพ่อมาเดี๋ยวพ่อจะบอกว่ามันคืออะไร”เอกกล่าวเสร็จเขาก็พาเด็กๆ เดินเข้าไปดูยอดอ่อนของแตงโมที่เริ่มแตกใบ“ที่พวกลูกๆ เห็นนั้นมันก็คือยอดอ่อนของแตงโมที่พวกลูกชอบกินยังไงละ” เอกชี้นิ้วไปที่ยอดอ่อนแตงโมให้พวกเด็กๆ ดูพวกเขาจะได้จดจำเป็นความรู้ในวันข้างหน้า
“เอ๋ ทำไมหนูไม่เห็นมีแตงโมลูกใหญ่ๆ อย่างที่คุณพ่อบอกเลยละคะ” หลังจากเอกปล่อยน้ำทิพย์ลงมาน้ำทิพย์ก็เดินมาจับยอดอ่อนแตงโมแล้วพลิกซ้ายพลิกขวาอย่างผิดหวังเมื่อเธอไม่ได้เห็นแตงโมของโปรดเธอ
“ก็เพราะว่ามันยังไม่โตเต็มที่ไงละน้ำทิพย์ ใช่รึเปล่าครับคุณพ่อ” เป็นไมค์ที่หันมาตอบแทนเอก ที่ไมค์พอจะตอบแทนเอกได้นั้นไมค์เคยอ่านเจอวิธีการปลูกแตงโม การที่ไมค์ไม่สามารถรู้ได้ว่าตอนแรกมันคือแตงโมนั้นก็เพราะไมค์พึ่งจะเคยเห็นแตงโมเป็นครั้งแรกนั้นเอง และในหนังสือก็ถ่ายภาพตอนที่มันโตเต็มที่แล้วทำให้ไมค์ไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามันคือแตงโมนั้นเอง
“ใช้แล้ว อย่างที่พี่ไมค์ของหนูบอกนั่นแหละ มันยังโตไม่เต็มที่หรอกนะ แต่อีกไม่กี่วันน้ำทิพย์ก็จะได้เห็นแตงโมลูกใหญ่ๆ แล้วละ” เอกกล่าวยิ้มๆ เมื่อเห็นลูกๆ ของเขาสนอกสนใจแตงโมกันใหญ่
“แต่พวกลูกๆ รู้ไหมว่าเราจะไม่ได้มีแตงโมเท่านั้น เพราะพ่อจะปลูกผลไม้ของโปรดของลูกทุกอย่างเลยดีไหม” เอกเดินไปลูปหัวเด็กๆ พร้อมกับก้มลงและกล่าวยิ้มๆ ให้กลับพวกเด็กๆ
“ดีๆ น้ำทิพย์เห็นด้วย” น้ำทิพย์ตาเป็นประกายเมื่อพ่อของเธอจะปลูกผลไม้ที่เธอชอบ ส่วนไมค์ก็แค่พยักหน้าเห็นด้วยเท่านั้นแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้ว่าไมค์เองก็ดีใจไม่ใช่น้อยที่เขาบอกว่าจะปลูกผลไม้ของชอบให้กับพวกเด็กๆ“อึบ เอาละพอแค่นี้ก่อนละกัน วันนี้พวกเราต้องมาเป็นลูกมือทำกับข้าวกับพ่อด้วยนะครับ” เอกอุ้มทั้งสองขึ้นเสร็จก็พาทั้งสองกลับบ้านทันที“คร้าบ/ค่า”เมื่อทั้งสามคนกลับมาบ้านก็พากันเข้าครัวเป็นลูกมือเอกอย่างสนุกสนาน เมื่อกับข้าวทุกอย่างเสร็จแล้วสามพ่อลูกก็พากันกินข้าวอย่างมีความสุขจากนั้นก็อาบน้ำดูทีวี เมื่อเอกเห็นว่าดึกแล้วสมควรพาเด็กๆ เข้านอนได้แล้วเมื่อพาเด็กๆ เข้านอนแล้วส่วนเขาก็มาหนังอ่านตำราปรุงยาอีกครั้งเพราะเขายังรู้สึกมหัศจรรย์กับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เลย
“อย่างนี้นี่เอง การที่เราใช้พลังเอกภพดึงคุณสมบัติของหญ้าก็เพื่อที่เราจะสามารถใช้คุณสมบัติของหญ้านั้นมาเพิ่มคุณสมบัติให้กับพืชผักแต่ละชนิดนั้นเองส่วนสมุนไพรตัวอื่นก็แค่ตัวช่วยเสริมมันเท่านั้นส่วนผสมตัวหลัก ของมันกคือหญ้าทั่วไปที่เป็นแก่นนำคุณสมบัติ” เอกอ่านรายละเอียดถึงคุณสมบัติต่างๆ ของพืชที่เขานำมาใช้ผสม
“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแตงโมที่เราปลูกถึงเติบโตได้เร็วขนาดนี้ด้วยคุณสมบัติของหญ้าที่เติบโตได้เร็วอยู่แล้วพอเราเอาคุณสมบัติของหญ้าลงบนแตงโมของเรามันก็โตขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างนี้นี่เอง” เอกกล่าวทึ่งๆ ในใจใครจะคิดละว่าการเอาคุณสมบัติตัวอื่นของพืชสามารถใช้กันแทนได้
ซึ่งคุณสมบัติของหญ้านั้นทุกๆ คนก็รู้จักมันอย่างดีแม้ว่าเราอยากจะกำจัดมันมากขนาดไหนแต่ไม่นานมันก็ขึ้นกลับมาอย่างเดิมแถมยังเติบโตได้เร็วจนชาวเกษตรกรถึงกับต้องยอมแพ้มัน ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกษตรกรทุกคนต้องเจอ แม้เราจะไม่ให้น้ำมันก็ยังสามารถอยู่รอดได้ตัวของมันเอง