ทังตงเป่าอดสงสัยไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วไม่ได้เกิดอุบัติเหตุ แต่เป็นน้องสาวของเขาที่หนีไปเอง!และเป็นไปได้มากว่านางจะไปพึ่งพาคนรักอย่างเย่จื้อเฟิง!ความคิดนี้ทำให้เขาทั้งตกใจและโมโหช่างกล้าหาญเสียจริงเด็กสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือน ยังต้องการหน้าตาอยู่หรือไม่!
ดังนั้นในยามเย็นพวกเขาก็รีบรุดมายังหมู่บ้านเถียนซินเพื่อตามหาคนฟ้ามืดแล้วจึงเดินทางมาถึงเรือนเล็กๆ แห่งนี้ในเรือนไม่มีทังหว่านหรงและเย่จื้อเฟิง แม้ว่าทังตงเป่าจะเต็มไปด้วยโทสะแต่ก่อนที่จะแน่ใจทั้งหมด เขาก็ไม่อาจบังคับให้นางซูส่งตัวนางคืนมาได้
“นี่...”
เย่จื้อเฟิงไม่ได้กลับมาสองสามวันแล้วในช่วงนี้เขามีการติดต่อกับหญิงสาวผู้นั้นลับหลังหรือไม่ นางซูไม่กล้ารับประกันเลย“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน?”
“ดีที่สุดก็คือเรื่องนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกชายบ้านเจ้า!” สะใภ้ทังพูดอย่างมีโทสะ “หากเกิดเรื่องขึ้นกับหว่านหรงของพวกเราชื่อเสียงเสียหาย ย่อมต้องมาสะสางบัญชีกับพวกเจ้าแน่นอน!”
ครอบครัวของพวกเขาได้รับสินสอดจากสวีอิ่งหลงไปแล้วบางส่วนก็ใช้จ่ายไปแล้วด้วย หากเพราะนังเด็กเวรนั่นก่อเรื่องวุ่นวายทำให้ต้องคายเงินที่กินเข้าไปออกมา พวกเขาจะทำอย่างไร!
“สิ่งสำคัญที่สุดคือการยืนยันความปลอดภัยของแม่นางทังเสียก่อนทั้งสองท่านโปรดใจเย็นลงหน่อยได้หรือไม่” นางซูโบกมือให้สาวใช้นำชามาสองถ้วยแล้วกล่าวต่อ “ทางกลางคืนเดินยากนักไม่ว่าจะรีบร้อนเพียงใดก็ต้องรอพรุ่งนี้เช้าถึงจะเข้าเมืองได้...”
“พรุ่งนี้หรือ? หากผ่านคืนนี้ไปทุกอย่างก็จบสิ้นแล้ว!”สะใภ้ทังปฏิเสธที่จะนั่งบนม้านั่งหิน เชิดหน้ากล่าวความสงสัย“ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าหรอกหรือ?”
จงใจซ่อนคนไว้ในเมืองให้พวกเขาวุ่นวายกับการค้นหา มาถึงหมู่บ้านเถียนซินแล้วก็กลับไปมือเปล่าแล้วค่อยกลับเข้าเมืองอีกครั้ง เสียเวลามากมายหวังว่าจะปิดประตูเมืองและรอจนถึงเช้าตรู่หรือ?
ชายหญิงอยู่ร่วมกันในร้านเดียวกันพอถึงเวลานั้นข้าวสารก็กลายเป็นข้าวสุกทังหว่านหรงต้องแต่งงานไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ไม่ต้องรอให้ให้พวกเขาตกลงนี่จะต้องเป็นแผนการของครอบครัวนางซูอย่างแน่นอน!
เมื่อเห็นว่าพี่ชายและพี่สะใภ้สกุลทังมีเรื่องราวมากมายอยู่ในหัวเย่ชิงชิงก็เคาะพัดบนโต๊ะหินเพื่อเรียกความสนใจจากพวกเขา กล่าวว่า“คนจะอยู่ที่ร้านของเราหรือไม่ยังไม่สามารถยืนยันขอแนะนำให้ทั้งสองท่านอย่าเพิ่งรีบร้อนด่าทอผู้อื่น”
แล้วนางก็ชี้ไปที่ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดมิดแล้วกางมือออก“วันนี้ข้าขาไม่สะดวก ไม่สามารถเข้าเมืองได้ ท่านแม่ก็ขี่ม้าไม่เป็นส่วนรถลากก็ไม่ได้อยู่ที่บ้าน ช่วยเหลืออะไรไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ”
คำพูดของนางหมายความว่าหากพวกเจ้าแน่จริงก็จงเข้าเมืองไปตามหาคนเอง มิฉะนั้นก็รอจนฟ้าสางเรื่องนี้แต่เดิมก็เกิดจากทังหว่านหรงเพียงผู้เดียว ไม่มีหลักฐานใดๆมากล่าวโทษครอบครัวของพวกนาง เช่นนี้พวกนางจะไปยอมได้อย่างไร?
สองสามีภรรยาสกุลทังเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจแม้จะโกรธจนทนไม่ไหว แต่ก็จำต้องล่าถอยกลับไปก่อนจากไปพวกเขาก็ยังไม่ลืมที่จะข่มขู่ หากเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเย่จื้อเฟิงจริงพวกเขาจะไม่ยอมรามือแน่
เมื่อทั้งสองออกไปแล้วนางซูก็รีบปิดประตูเรือนแน่นหนา แล้วดึงเย่ชิงชิงเข้าห้อง พูดเสียงแผ่วเบา“ชิงชิง เจ้าคิดว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับจื้อเฟิงหรือไม่?”
“พูดไม่ได้เต็มปากนัก...” เย่ชิงชิงเกาหัวอย่างลังเล“สองสามวันนี้ท่านพี่หลบหน้าพวกเราไปพักอยู่ที่ร้านค้าตอนนี้คิดดูแล้วก็รู้สึกแปลกๆ อยู่เหมือนกัน”
หากเป็นเช่นนั้นจริงก็แย่แล้ว!นางซูอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเฮือกใหญ่
จะแก้ไขเรื่องเช่นนี้อย่างไรได้แม้ว่าลูกสะใภ้คนนี้จะเข้าบ้านมาในภายหลังแต่หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปก็คงไม่น่าฟังนัก
ยิ่งไปกว่านั้นครอบครัวสกุลทังมีท่าทีเช่นนั้นนางก็ไม่ปรารถนาจะผูกมิตรด้วยการแต่งงานเพื่อสร้างความบาดหมางเพิ่มนางซูยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าทังหว่านหรงผู้นี้ไม่ต่างจากมันเทศร้อนในมือนางจะอดทนอยู่เฉยไม่ได้แล้ว
“ไม่ได้การแล้ว ข้าต้องเข้าเมืองไปดูเสียหน่อยหากแม่นางทังอยู่ที่ร้านค้าของเราจริงๆ ข้าจะส่งนางกลับไปในคืนนี้เลย!”
เย่ชิงชิงเห็นนางลุกขึ้นยืนอย่างกระตือรือร้นก็รีบขวางไว้ “ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ช่างเถิดเจ้าค่ะท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง ลูกหลานย่อมมีชะตาของตนเอง...”
“มีชะตาของตนอะไรเล่า แม่นางทังผู้นี้ให้มาอยู่กับเราไม่ได้หากถึงเวลานั้นไม่รู้พี่ชายและพี่สะใภ้ของนางจะก่อเรื่องวุ่นวายอะไรอีก!” นางซูคิดถึงสินสอดมากมายที่นางเคยให้ไปแต่ถูกปฏิเสธการแต่งงานของหญิงสาวไม่ใช่การซื้อขาย ย่อมมองออกว่าพวกเขาโลภมากเพียงใดเกี่ยวดองเป็นญาติกับคนแบบนี้ ไม่เอายังดีเสียกว่า!
เย่ชิงชิงก็รำคาญพี่ชายและพี่สะใภ้สกุลทังเช่นกันแต่หากทังหว่านหรงมาพึ่งเย่จื้อเฟิงจริง นางก็ถือว่ากล้าหาญมาก
หญิงสาวคนหนึ่งทำเรื่องเช่นนี้แสดงว่านางทุ่มสุดตัว หากเย่จื้อเฟิงปฏิเสธ นางก็จะไม่มีที่ยืนในสังคมเมื่อไม่สามารถเปลี่ยนแปลงญาติของตนได้ ก็ทำได้เพียงเสี่ยงโชคนี่ไม่ใช่เรื่องที่ใครๆ ก็กล้าทำกันหรอก
เย่ชิงชิงตบไหล่นางซู“ให้ข้าเข้าเมืองเถิด ท่านแม่ขี่ม้าไม่เป็นนี่เจ้าคะ”
“จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า ขาของเจ้าเพิ่งถูกลวกมา ห้ามขยับสุ่มสี่สุ่มห้าหากกระโปรงเสียดสีกับบาดแผล เจ้าจะเจ็บยิ่งกว่าเดิม!” นางซูโบกมือ“อีกอย่างข้าก็ขี่ม้าไม่เป็น ว่าจะไปขอยืมรถลากจากลุงหวงขาเป๋แค่นี้เข้าเมืองไม่ยากหรอก”
ล่อลากรถน่ะหรือลากไปทั้งคืนจะไปถึงเมื่อไหร่กัน ในยุคสมัยนี้พาหนะที่เร็วที่สุดก็ยังคงเป็นม้าบาดแผลน้ำร้อนลวกของเย่ชิงชิงได้รับการปฐมพยาบาลอย่างเร่งด่วนหลังจากแช่น้ำแล้วก็ไม่ได้เจ็บปวดขนาดนั้น แค่หน้าตามันดูน่ากลัวและนางไม่สามารถปล่อยให้นางซูไปคนเดียวได้
เย่ชิงชิงจึงดันมารดากลับไปทันที“ท่านแม่อย่าดูถูกข้าสิเจ้าคะ ข้าไม่ได้บอบบางขนาดนั้นเพียงแค่ขี่ม้าเข้าเมืองข้าจะไปให้เร็วที่สุดและกลับมาให้ได้ก่อนปิดประตูเมืองเจ้าค่ะ”
นางซูได้ยินดังนั้นก็เป็นกังวลยามไห่สองเค่อ [*] ประตูเมืองจะปิดด้วยความเร็วของรถลากด้วยล่อคงจะกลับมาไม่ทัน... “เช่นนั้นข้าไม่ไปแล้ว...ไม่ได้สิจะปล่อยให้จื้อเฟิงเก็บนางไว้ก็ไม่ได้ แต่ลูกเป็นหญิงสาวออกไปกลางค่ำกลางคืนมันไม่ปลอดภัยนะ!”
นางซูเป็นกังวลเหลือเกินขาของชิงชิงก็บาดเจ็บ แถมยังมืดค่ำไร้แสงไฟเหตุใดจึงมีแต่เรื่องยุ่งยากเช่นนี้ได้นะ!
เชิงอรรถ
[*]ยามไห่สองเค่อ หมายถึง เวลา 21.30 น.หรือสามทุ่มครึ่ง