ตะวันยามเย็นแดงฉานราวกับโลหิต ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยอย่างอ้างว้าง
บนถนนหลวงที่รกร้าง ขบวนคนสามสิบกว่าชีวิตกำลังมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางลมหนาวที่พัดปะทะใบหน้าด้วยท่าทางหดหู่สิ้นหวัง
ที่ด้านหน้าสุดของขบวน ชายหนุ่มคนหนึ่งก้มหน้าควบม้าเดินไปอย่างช้า ๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลใจ
ในฐานะโตซาง บุตรชายคนโตของโตเกี๋ยมอดีตเ้าเมืองซีจิ๋วผู้ล่วงลับ ครั้งหนึ่งเขาเคยมีฐานะโดดเด่นเพียงใด ทว่าบัดนี้บิดาจากไปได้ไม่นาน เล่าปี่เ้าเมืองคนใหม่ก็ส่งเขาไปเป็นายอำเภอที่ไห่ซี ยามที่เขาเดินทางออกจากเมืองแห้ฝือ เหล่าขุนนางเก่าที่เคยสังกัดโตเกี๋ยม กลับไม่มีใครมาส่งแม้แต่คนเดียว
และตลอดเส้นทางจากเมืองแห้ฝือมุ่งหน้าสู่ไห่ซี ขุนนางท้องถิ่นในแต่ละอำเภอที่ผ่าน ต่างก็ปฏิบัติกับเขาด้วยสายตาเ็า ไร้ซึ่งการประจบประแจงและความกระตือรือร้นเหมือนดังเช่นกาลก่อน
"ช่างไร้น้ำใจเสียจริง ตอนนี้ซีจิ๋วกลายเป็ถิ่นของเล่าปี่ไปแล้ว ไม่แปลกที่ข้าซึ่งเป็คุณชายใหญ่ของอดีตเ้าเมืองจะไม่เป็ที่ต้อนรับ บิดาผู้ไม่เอาไหนของข้า ทำไมถึงไม่ส่งมอบตำแหน่งเ้าเมืองให้ข้ากันนะ..." โตซางบนหลังม้ารำพึงรำพันด้วยความโศกเศร้า พร้อมถอนหายใจออกมาเป็ระยะด้วยความจนใจ
แท้จริงแล้ว ิญญาของโตซางในขณะนี้คือคนยุคปัจจุบันจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ก่อนตายเขากำลังเล่นเกมเว็บแนวประวัติศาสตร์ที่ชื่อว่า ‘อัญเชิญวีรชน’ ซึ่งเพิ่งจะจบด่านราชวงศ์ฮั่นตะวันออกและกำลังจะเข้าสู่ด่านสามก๊ก ใครจะคิดว่าพอฟุบหลับหน้าคอมพิวเตอร์ ตื่นขึ้นมาอีกทีกลับทะลุมิติผ่านกาลเวลามาหนึ่งพันแปดร้อยปี กลายมาเป็โตซาง บุตรชายคนโตของโตเกี๋ยม
การทะลุมิติมาเป็คุณชายใหญ่ของเ้าเมือง ดูเหมือนจะมีฐานะสูงส่ง แต่โตซางกลับทำได้เพียงทุกข์ระทมใจอยู่เงียบ ๆ
โตซางผู้หลงใหลในประวัติศาสตร์รู้ดีว่า โตเกี๋ยมมีบุตรชายสองคนที่ไม่มีความสามารถโดดเด่นในเื่ใด อีกทั้งยังยากที่จะได้รับการยอมรับจากเหล่าบัณฑิตและขุนนางในซีจิ๋ว ก่อนตายจึงได้มอบตำแหน่งเ้าเมืองซีจิ๋วให้แก่เล่าปี่ พร้อมทั้งฝากฝังให้เล่าปี่ช่วยดูแลเขาและโตเอ็งน้องชายคนรองให้ดี
หลังจากเล่าปี่ปฏิเสธตามมารยาทอยู่พักหนึ่ง ก็รับตำแหน่งเ้าเมืองซีจิ๋วภายใต้การสนับสนุนของตระกูลผู้มีอิทธิพลอย่างบิต๊กและคนอื่น ๆ แต่การดูแลเขาและโตเอ็งนั้น เห็นได้ชัดว่าเล่าปี่ไม่ได้ใส่ใจเท่าใดนัก
โตเอ็งน้องชายของเขาได้รับเพียงตำแหน่งลอยที่ไม่มีอำนาจใด ๆ และขณะนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่เมืองแห้ฝือ ส่วนตัวโตซางเองนั้นถูกเล่าปี่สั่งย้ายออกจากศูนย์กลางอำนาจของแห้ฝือ และเตะส่งไปยังอำเภอไห่ซีซึ่งเป็อำเภอเล็ก ๆ ชายทะเลอันห่างไกลเพื่อเป็นายอำเภอที่นั่น
เห็นได้ชัดว่า ในฐานะทายาทเดิมของเ้าเมือง แม้เล่าปี่จะครองตำแหน่งได้อย่างมั่นคงแล้ว แต่โตซางก็ยังคงเป็ภัยคุกคามที่แฝงอยู่ ดังนั้นเขาจึงถูกส่งไปอยู่ที่อำเภอไห่ซีอันห่างไกล เพื่อให้เล่าปี่สามารถนอนหลับได้อย่างไร้กังวล
"ทะลุมิติมาพันกว่าปี มาอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยวีรบุรุษผู้สร้างตำนาน ข้าจะต้องใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร้ชื่อเสียงแบบนี้หรือ ในอนาคตในพงศาวดารจะเหลือเพียงประโยคเดียวว่า 'โตซาง บุตรของโตเกี๋ยม ประวัติไม่แน่ชัด' อย่างนั้นหรือ? ข้าไม่ยอม ข้าไม่ยอมเด็ดขาด..." โตซางกำหมัดแน่น พึมพำกับตัวเองด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่ยินยอม
กับ! กับ! กับ!
เสียงม้าควบตะบึงมาอย่างรวดเร็ว ขัดจังหวะความคิดของโตซาง
เห็นเพียงหญิงสาวนางหนึ่งควบม้าตามมาทันและขวางทางเดินของโตซางไว้ นางะโลงจากม้าแล้วก้มกราบลงกับพื้น "ข้าน้อยชื่อเสี่ยวหวน เป็สาวใช้ข้างกายของคุณชายรอง ขอเข้าพบคุณชายใหญ่เ้าค่ะ"
โตซางก้มลงมองเสี่ยวหวน เห็นนางมีดวงตากลมโตฟันขาวสะอาด เครื่องหน้าประณีต ผิวพรรณผุดผ่องดุจหยก เส้นผมดำขลับดุจน้ำตก แม้จะสวมชุดผ้าหยาบ ๆ แต่ก็ยังมองเห็นรูปร่างที่อ้อนแอ้นงดงาม เป็สตรีที่มีรูปโฉมงดงามไม่น้อย น่าเสียดายที่ฐานะสาวใช้ทำให้ดูขาดสง่าราศีไปบ้าง
"เ้าไม่อยู่ดูแลน้องรองที่เมืองแห้ฝือรึ มาที่นี่ทำไม?" โตซางถามด้วยความสงสัย
"คุณชายรองท่าน... ท่าน..." ดวงตาของเสี่ยวหวนพลันเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตา น้ำเสียงสั่นเครือ สะอึกสะอื้นอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยออกมาได้ "ท่าน…สิ้นใจแล้วเ้าค่ะ"
"อะไรนะ?" โตซางใจนสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
โตซางเพิ่งทะลุมิติมาได้ไม่นาน จึงไม่มีความผูกพันกับโตเอ็งน้องชายผู้ไม่เอาไหนคนนี้ สิ่งที่ทำให้เขาใไม่ใช่การตายของโตเอ็ง แต่เป็ความเร็วในการตายต่างหาก
ต้องรู้ว่าก่อนที่โตซางจะออกจากเมืองแห้ฝือ เขาเพิ่งจะไปเยี่ยมโตเอ็งมา ตอนนั้นอาการป่วยยังไม่ถึงขั้นวิกฤติถึงชีวิต แต่ผ่านไปไม่ถึงเจ็ดวัน กลับบอกว่าตายเสียแล้ว
"หรือจะเป็เล่า..." สีหน้าของโตซางเคร่งขรึมลง ในใจเกิดข้อสันนิษฐานที่ทำให้เขาขนลุกซู่
เสี่ยวหวนระงับน้ำตา เสียงแหบพร่ากล่าวว่า "ก่อนคุณชายรองจะสิ้นใจ ได้สั่งให้ข้ามาเตือนคุณชายใหญ่ ท่านสงสัยว่ามีคนลอบวางยาพิษจึงทำให้ล้มป่วยหนัก ขอให้คุณชายใหญ่โปรดระวังตัว อย่าได้ถูกคนชั่วปองร้ายเ้าค่ะ"
มีคนวางยาพิษฆ่าโตเอ็ง!
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางศีรษะ ทำให้ร่างของโตซางสั่นสะท้าน ใบหน้าแสดงความตระหนก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็การยืนยันข้อสันนิษฐานในใจของเขา
โตซางคาดว่า คนที่อยู่เื้ัการลอบวางยาพิษสังหารโตเอ็ง มีความเป็ไปได้สูงมากว่าเป็เล่าปี่
ั้แ่เล่าปี่ขึ้นสู่อำนาจ สองพี่น้องตระกูลโตก็ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งลอยหรือไม่ก็ถูกส่งออกไปไกล ๆ สัญญาณต่าง ๆ บ่งบอกว่าเล่าปี่ระแวงพี่น้องทั้งสองคนมาตลอด เกรงว่าพวกเขาจะคุกคามตำแหน่งเ้าเมืองของตน
เล่าปี่คือยอดคนผู้ทะเยอทะยาน ไม่ใช่ท่านอาของฮ่องเต้ที่เอาแต่ร้องไห้ในวรรณกรรม สำหรับวีรรุษผู้ทะเยอทะยานแล้วเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย การลงมืออย่างอำมหิตเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เื่แปลก
หากมองอีกมุมหนึ่ง ต่อให้เล่าปี่ใจกว้าง มีเพียงความระแวดระวังต่อพี่น้องตระกูลโตแต่ไม่มีจิตสังหาร แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าลูกน้องของเล่าปี่ เช่น กวนอูหรือเตียวหุยจะไม่ลอบลงมือกับพวกเขาโดยที่เล่าปี่ไม่รู้
หากเป็เช่นนั้น ในเมื่อตอนนี้โตเอ็งถูกพิษตาย คนต่อไปที่จะถูกกำจัดย่อมต้องเป็เขา โตซาง
"บัดซบ ตอนนี้ข้ามีทหารในสังกัดเพียงไม่กี่สิบคน ไม่มีทั้งขุนพลผู้เก่งกาจและกุนซือผู้ปราดเปรื่อง เท่ากับเป็แม่ทัพไร้กองกำลัง หากพวกมันจะทำร้ายข้า ย่อมง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ ข้าจะซวยขนาดนี้เชียวหรือ อุตส่าห์ทะลุมิติมาได้ครั้งหนึ่ง กลับต้องถูกฆ่าตายอย่างน่าอนาถเช่นนี้หรือ?" โตซางกัดฟันกรอด ใบหน้าเคร่งขรึมเ็าฉายแววไม่ยินยอม
[ติ๊ง... ระบบอัญเชิญวีรชน เริ่มทำการผูกมัดกับนายท่าน] ทันใดนั้น เสียงประหลาดก็ดังขึ้นในหัวของโตซาง
"เสียงบ้าอะไรเนี่ย?" โตซางใจนเกือบตกจากหลังม้า
[ติ๊ง... ระบบอัญเชิญวีรชน ผูกมัดเสร็จสิ้น นายท่านโตซางสามารถใช้งานได้แล้ว ระบบมอบแต้มเมตตาเริ่มต้น 70 แต้ม และแต้มโเี้ 70 แต้ม]
"เชี่ย! นี่มันเกมประวัติศาสตร์ที่ข้าเล่นก่อนทะลุมิติมาไม่ใช่หรือ ทำไมถึงเข้ามาอยู่ในหัวข้าได้?" โตซางดีใจอย่างยิ่ง อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงดัง
เสี่ยวหวนที่อยู่ตรงหน้า รวมถึงทหารในสังกัดอีกหลายสิบคน มองดูคุณชายใหญ่ที่เดิมทีดูหดหู่ แต่จู่ ๆ กลับหัวเราะอย่างบ้าคลั่งด้วยความยินดี ทุกคนต่างพากันตกตะลึงอย่างบอกไม่ถูก
แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีทางรู้เลยว่า โตซางดีใจจนคลั่งเพราะได้รับโอกาสรอดพ้นจากความตาย
ก่อนทะลุมิติ โตซางเล่นเกมนี้มาหลายสัปดาห์ จึงรู้จักเนื้อหาของเกมเป็อย่างดี เขารู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าแต้มเมตตา คือการที่เ้าเมืองทำให้ผู้อื่นััได้ถึงความเมตตาด้วยวิธีใดก็ตาม ก็จะได้รับแต้มเมตตาตามสัดส่วน
เ้าเมืองต้องใช้ทั้งพระคุณและพระเดช ด้านตรงข้ามของความเมตตาก็คือความโเี้ เมื่อเ้าเมืองกระทำความโเี้ต่อศัตรู ก็จะได้รับแต้ม โเี้ตามสัดส่วนเช่นกัน
หลังจากได้รับแต้มเมตตาและแต้มโเี้แล้ว สามารถนำมาใช้อัญเชิญิญญาวีรชนของบุคคลในประวัติศาสตร์ที่เสียชีวิตไปแล้วก่อนยุคสามก๊ก ให้มาสิงสถิตในร่างที่ตนเลือก เพื่อให้กลายเป็ลูกน้องของตน
แต้มเมตตาจะสอดคล้องกับค่าพลังโจมตีและค่าบัญชาการ ส่วนแต้มโเี้จะสอดคล้องกับค่าสติปัญญาและการเมือง ตอนนี้โตซางได้รับแต้มเมตตาและแต้มโเี้อย่างละ 70 แต้ม จึงสามารถอัญเชิญขุนพลที่มีค่าพลังโจมตีหรือบัญชาการสูงสุดประมาณ 70 และกุนซือที่มีค่าสติปัญญาหรือการเมืองสูงสุดประมาณ 70 ได้
เมื่อมีระบบนี้ โตซางก็สามารถอัญเชิญยอดคนอย่าง ไป๋ฉี เซี่ยงอวี่ หลี่มู่ เว่ยชิง มาได้ แม้จะเป็แม่ทัพไร้กองกำลัง แต่ก็สามารถสร้างขุมกำลังที่แข็งแกร่งเพื่อบุกเบิกดินแดนในยุคกลียุคนี้ได้
"แต่ว่าวีรชนที่อัญเชิญมา ในชาติก่อนพวกเขาล้วนเป็บุคคลสำคัญของโลก พวกเขาจะยอมรับความจริงและเต็มใจรับใช้ข้าหรือ?" โตซางสงสัย
[ก่อนที่ิญญาขุนพลวีรชนชื่อดังเหล่านี้จะถูกอัญเชิญ ความทรงจำของพวกเขาจะถูกล้างใหม่ ให้เหลือเพียงนิสัยและสติปัญญา และจะจงรักภักดีต่อท่านโดยเริ่มต้น ทว่าความจงรักภักดีนี้เป็เพียงค่าเริ่มต้นเท่านั้น ยิ่งวีรชนมีความสามารถสูงและนิสัยแข็งกร้าวเท่าใด ค่าความจงรักภักดีเริ่มต้นที่มีต่อท่านก็จะยิ่งต่ำลง และเมื่อได้ใช้เวลาร่วมกับท่าน ค่าความจงรักภักดีอาจจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นยอมตายถวายหัว หรืออาจจะลดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งทรยศในที่สุด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าท่านจะใช้วิธีการใดในการเพิ่มค่าความจงรักภักดีของพวกเขา]
เมื่อได้ยินดังนั้น โตซางก็สูดหายใจเข้าลึก ในใจคิดว่าหากข้าไม่ระวัง อัญเชิญจ้าวแห่งาอย่างเซี่ยงอวี่มา แล้วค่าความจงรักภักดีติดลบ พอเจอหน้ากันก็ฟันหัวเขาทิ้งทันที แบบนี้มันไม่ใช่เป็การยกหินทับเท้าตัวเองหรอกหรือ
"อัญเชิญวีรชนที่มีพลังโจมตีสูงมาหนึ่งคนก่อน เพื่อคุ้มกันข้าไปที่ไห่ซี จากนั้นค่อยหาทางอัญเชิญวีรชนเพิ่ม ในยุคนี้สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดคือคนมีความสามารถ เมื่อมีคนเก่ง ข้าก็สามารถเกณฑ์ทหารซื้ออาวุธ สร้างรากฐานของตัวเอง ถึงตอนนั้นก็จะสามารถฉวยโอกาสชิงเมืองซีจิ๋วของตระกูลโตคืนมาจากเล่าปี่ และหากมองไปให้ไกลกว่านั้น การชิงความเป็ใหญ่ในใต้หล้าก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส..."
โตซางวาดฝันถึงอนาคต ยิ่งคิดก็ยิ่งมีความมั่นใจ ใบหน้าเยาว์วัยเริ่มลุกโชนด้วยความเชื่อมั่นอันแรงกล้า "ให้ข้าดูหน่อยว่ามีขุนพลวีรชนคนไหนบ้าง?"
[ติ๊ง... ระบบอัญเชิญวีรชน เปิดใช้งาน แสดงรายชื่อวีรชน]
โตซางหลับตาลง ในหัวก็ปรากฏรายชื่อยาวเหยียดทันที
[ยอดขุนพลอันดับหนึ่งแห่งยุคเลียดก๊ก *[1] 'เพชฌฆาตมนุษย์' ไป๋ฉี ค่าบัญชาการ 100, พลังโจมตี 70, สติปัญญา 80, การเมือง 50 ใช้แต้มเมตตาในการอัญเชิญ 100, ค่าความจงรักภักดีเริ่มต้น -30]
เมื่อเห็นชื่อของไป๋ฉี โตซางก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที แต่น่าเสียดายที่ต้องใช้แต้มอัญเชิญถึง 100 และค่าความจงรักภักดีเริ่มต้นติดลบ 30 ทำให้เขาต้องหดหู่ลงอีกครั้ง
[ขุนพลชื่อดังแห่งฮั่นตะวันตก 'ขุนพลเหิน' หลี่กว่าง ค่าบัญชาการ 70, พลังโจมตี 80, สติปัญญา 40, การเมือง 30 ใช้แต้มเมตตาในการอัญเชิญ 70, ค่าความจงรักภักดีเริ่มต้น -5]
รายชื่อที่ตามมาอีกเป็ชุด ไม่ว่าจะเป็ หลี่มู่ อิงปู้ หานซิ่น และคนอื่น ๆ ขุนพลวีรชนนับร้อยคนทำให้โตซางตาลาย แม้แต่โจ้วอ๋องก็ยังมี
น่าเสียดายที่วีรชนส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่เพราะค่าความจงรักภักดีต่ำเกินไปจนอัญเชิญมาแล้วไม่ปลอดภัย ก็เป็เพราะแต้มเมตตาไม่เพียงพอ สรุปคือคนที่โตซางถูกใจอัญเชิญไม่ได้ ส่วนคนที่อัญเชิญได้เขาก็ไม่ถูกใจ
"ทำไมค่าความจงรักภักดีถึงต่ำกันหมดแบบนี้ แบบนี้ข้าก็อัญเชิญยอดคนส่วนใหญ่ไม่ได้น่ะสิ ระบบนี้มันหลอกลวงกันชัด ๆ " โตซางบ่นพึมพำ
[ค่าความจงรักภักดีเริ่มต้นต่ำ เป็เพราะค่าเสน่ห์เริ่มต้นของนายท่านต่ำ ปัจจุบันนายท่านมีค่าเสน่ห์ 20 สามารถเพิ่มค่าความจงรักภักดีเริ่มต้นของวีรชนได้โดยการเพิ่มค่าเสน่ห์]
"เ้าช่วยพูดให้มันเร็วกว่านี้หน่อยได้ไหม ปล่อยให้ข้าบ่นอยู่ตั้งนาน" โตซางกลับมาคึกคักอีกครั้ง "รีบบอกข้ามาเร็ว ๆ ว่าจะเพิ่มค่าเสน่ห์ได้อย่างไร?"
ยังไม่ทันขาดคำ ทันใดนั้น ในป่าสองข้างทางก็มีเสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังขึ้น โจรป่าโพกผ้าปิดหน้าสามสิบกว่าคนกรูกันเข้ามา ใช้ดาบและกระบี่ฟันใส่เหล่าทหารในสังกัดตระกูลโตที่กำลังตื่นตระหนกอย่างไม่ปรานี
ใบหน้าของโตซางซีดเผือดลงทันที
[1] เลียดก๊ก ยุคสมัยก่อนยุคสามก๊ก