ต้นฤดูหนาว องค์หญิงเจาหยางจัดงานกวีขึ้นที่สวนตงเจียว เชื้อเชิญบุตรหลานตระกูลขุนนางมาประชันฝีมือกวี งานนี้ถือเป็เวทีสำคัญที่เด็กๆ จะได้แสดงความสามารถต่อหน้าผู้ใหญ่ในสังคมชั้นสูง
เสิ่นว่านอวี๋พาเหยาเหยาวัยหกขวบมาร่วมงานด้วย ส่วนหนึ่งเพราะองค์หญิงรับสั่งเชิญเป็พิเศษหลังประทับใจในความน่ารักของเหยาเหยาเมื่อครั้งก่อน
เหยาเหยาในชุดแพรสีชมพูอ่อน ผมเกล้ามวยน้อยประดับปิ่นดอกไม้ เดินจูงมือแม่เข้างานอย่างเรียบร้อย แต่กลับระแวดระวังอยู่ลึกๆ
'งานกวีตงเจียว...' นางคิด 'เอ เหมือนว่าในนิยาย ฟ่านชิงเสวี่ยจะใช้งานนี้โชว์ฝีมือกวีจนดังเป็พลุแตก แล้วเข้าตาผู้หลักผู้ใหญ่... แต่ที่จริงกวีที่นางแต่ง เป็กวีที่นางจำมาจากโลกที่จากมาทั้งนั้น!'
'ฮึ นางลอกกวีคนอื่นมาอวด แล้วทำเป็ว่าตัวเองเก่ง' เหยาเหยาคิดอย่างไม่พอใจ 'เด็กยุคใหม่ที่อ่านหนังสือมาเยอะ ใครจะไปจำกลอนดังๆ ไม่ได้บ้างล่ะ แต่เอามาอ้างเป็ผลงานตัวเองนี่มันน่าเกลียดนะ'
——————
ไม่ทันไร ฟ่านชิงเสวี่ยก็ปรากฏตัว ครานี้นางโตเป็สาวแล้ว รูปโฉมงดงามขึ้น แต่งกายหรูหราขึ้น เดินเคียงข้างสองพี่น้องสกุลกู้เช่นเคย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฟ่านชิงเสวี่ยอาศัยการลอกกวีและความสามารถที่ ‘จำมา’ จากโลกเดิม ค่อยๆ สร้างชื่อในวงสังคมจนได้รับฉายา ‘กวีหญิงอันดับหนึ่งแห่งเซิ่งจิง’ แม้จะเคยเสียหน้าเื่ถูกเด็กชี้ว่าโกหก แต่นางก็พลิกฟื้นชื่อเสียงกลับมาได้ด้วยพร์จอมปลอมนี้
พอเห็นเหยาเหยา ไฟแค้นที่สั่งสมมานานก็ปะทุในดวงตาของฟ่านชิงเสวี่ย
เด็กคนนี้... ต้นเหตุที่ทำให้แผนของนางพังมาตลอด วันนี้นางจะเอาคืนให้สาสม!
นางกระซิบกับกู้หรูเยี่ยน ก่อนเดินยิ้มเข้ามาหาเหยาเหยา "อ้าว คุณหนูซ่ง โตขึ้นเยอะเลยนะเ้าคะ ได้ข่าวว่าคุณหนูฉลาดนัก อาจารย์ถึงกับชม วันนี้มางานกวี คุณหนูคงได้แสดงฝีมือให้ทุกคนชมสินะ"
น้ำเสียงหวานเจื้อยแจ้ว แต่แฝงความนัยไว้ชัดเจน — นางจะลากเหยาเหยาขึ้นเวทีประชันกวี เพื่อให้เด็กหกขวบที่ ‘เล่าลือว่าฉลาด’ ต้องอับอายเมื่อแต่งกวีไม่ได้
กู้หรูเยี่ยนสำทับด้วยเสียงอันดังอย่างจงใจให้คนรอบข้างได้ยิน "จริงสิ ได้ยินว่าคุณหนูซ่งเฉลียวฉลาดเกินวัย วันนี้มีงานกวีพอดี ไม่ทราบว่าคุณหนูจะกรุณาแต่งกวีสักบทให้พวกเราชมได้ไหมเ้าคะ องค์หญิงก็ประทับอยู่ที่นี่ คงอยากทอดพระเนตรความสามารถของอัจฉริยะน้อยเหมือนกัน"
เพียงประโยคนี้ สายตาของผู้คนในงานก็หันมาที่เหยาเหยาพร้อมกัน รวมถึงองค์หญิงเจาหยางที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ประธาน
นี่คือกับดัก — ถ้าเหยาเหยาแต่งไม่ได้ ก็จะเสียชื่อ ‘เด็กอัจฉริยะ’ ทันที และตระกูลซ่งก็จะถูกหาว่าเป็พวกขี้โอ่
——————
เหยาเหยาที่ถูกจับขึ้นเวทีด้วยความจำเป็ ก็รู้ทันเกมของฟ่านชิงเสวี่ยเช่นกัน
'นางจะลากข้ามาประจานนี่เอง คิดว่าเด็กหกขวบแต่งกวีไม่ได้สินะ' นางคิดในใจ 'ถ้าข้าแต่งไม่ได้ก็เสียชื่อ ถ้าข้าแต่งเก่งเกินวัยก็ดูพิรุธ... ยากจังวุ้ย'
'แต่...' ดวงตาเหยาเหยาเป็ประกาย 'ข้ามีไพ่เหนือกว่าคุณหนูฟ่านนั่น นางลอกกวีมาอ้างเป็ของตัวเอง ส่วนข้า... ข้าจะเล่นให้ฉลาดกว่านั้น'
นางเงยหน้าขึ้น ทำตากลมใสซื่อ เอ่ยเสียงเด็กๆ "เหยาเหยาแต่งกวียากๆ ไม่เป็หรอกเ้าค่ะ เหยาเหยายังเด็ก เพิ่งหัดเรียน... แต่ข้าท่องกลอนที่ท่านพ่อสอนได้นะเ้าคะ"
นางหันไปมององค์หญิง ทำท่าขออนุญาตอย่างน่าเอ็นดู "องค์หญิงเพคะ เหยาเหยาขอท่องกลอนที่ท่านพ่อสอนให้ฟังได้ไหมเพคะ เป็กลอนเื่ต้นไผ่"
องค์หญิงเจาหยางพยักหน้าด้วยความเอ็นดู "ได้สิเด็กน้อย ท่องมาเลย"
เหยาเหยาสูดหายใจเข้า ก่อนท่องกลอนบทหนึ่งด้วยเสียงใสๆ ของเด็ก
“ต้นไผ่เอย ยืนหยัดกลางพายุ ไม่ยอมหักโค่น เช่นวีรชนมิย่อท้อต่อความอยุติธรรม”
แม้มันจะเป็กลอนที่นาง ‘จำมาง จากชาติก่อน แต่นางฉลาดพอจะไม่อ้างว่าเป็ผลงานตัวเอง กลับบอกว่า ‘ท่านพ่อสอน’ ซึ่งทำให้ไม่มีใครจับได้ว่าผิดปกติ — เด็กที่ท่องกลอนพ่อสอนได้ ย่อมเป็เื่น่าชื่นชม
——————
กลอนจบลง ทั้งงานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเสียงชื่นชมดังขึ้น
"กลอนต้นไผ่บทนี้ลึกซึ้งนัก เปรียบคนซื่อตรงกับไผ่ที่ไม่หักโค่น... ท่านใต้เท้าซ่งสอนลูกได้ดีจริง"
"เด็กอายุเพียงหกขวบกลับท่องจำบทกลอนคติธรรมได้คล่องปากถึงเพียงนี้ ช่างน่าอัศจรรย์ใจแท้ๆ"
องค์หญิงเจาหยางทรงแย้มสรวลด้วยความพอพระทัยยิ่ง "เด็กน้อยผู้นี้ท่องจำได้ไพเราะจับใจนัก ที่สำคัญยิ่งกว่าคือความหมายของบทกลอน สะท้อนถึงคุณธรรมความซื่อตรงอันเป็เอกลักษณ์ของสกุลซ่งได้อย่างพอดิบพอดี เก่งกาจเหลือเกินเด็กน้อย"
เพียงประโยคเดียว แผนการที่ฟ่านชิงเสวี่ยขุดหลุมหวังให้เหยาเหยาต้องอับอายขายหน้าก็พังทลายลงไม่มีชิ้นดี เหยาเหยาไม่เพียงไม่ได้รับความอัปยศ หากยังได้รับพระเมตตาและคำชมเชยจากองค์หญิงต่อหน้าธารกำนัลในงานเลี้ยงอีก!
ฟ่านชิงเสวี่ยลอบขบกรามแน่นจนแทบแตก ทว่าความริษยาทำให้ยังไม่อาจยอมจำนน นางฝืนปั้นหน้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานทว่าซ่อนเข็มพิษ "คุณหนูซ่งท่องจำกลอนเก่งกาจจริงเ้าค่ะ... ทว่า การท่องจำบทกวีของผู้อื่น กับการรังสรรค์กลอนขึ้นมาด้วยตนเองนั้น ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ตัวข้าฟ่านชิงเสวี่ยผู้นี้ สามารถแต่งบทกวีได้เองั้แ่ยังเยาว์วัยนักเ้าค่ะ"
นางตั้งใจจะยกตนข่มท่านเพื่อกู้หน้าคืน โดยหารู้ไม่ว่าคำโอ้อวดนั้นกำลังผลักนางให้ดิ่งลงสู่ก้นเหวที่ขุดขึ้นมาเอง
ฝ่ายเหยาเหยาที่รอคอยจังหวะนี้อยู่แล้ว พลันเบิกตากลมโตฉายแววใสซื่อบริสุทธิ์ นางเอียงคอถามด้วยท่าทีไร้เดียงสาประหนึ่งเด็กน้อยผู้ไม่เดียงสาในโลกหล้า
"อ้าว... ท่านป้าฟ่านเป็คนแต่งกลอนเ่าั้เองจริงหรือเ้าคะ เหยาเหยาเคยได้ยินพี่ชายที่บ้านอ่านตำรากวีนิพนธ์โบราณเล่มหนึ่ง ในนั้นมีบทกลอนที่เหมือนกับบทกวีที่ท่านป้าฟ่านเคยแต่งไม่มีผิดเพี้ยนเลยเ้าค่ะ เหยาเหยายังจำได้ว่าในหนังสือเล่มนั้นระบุชื่อกวีท่านอื่นเอาไว้..."
เพียงคำพูดใสซื่อประโยคเดียวของเด็กหญิง ใบหน้าอ่อนหวานของฟ่านชิงเสวี่ยพลันแปรเปลี่ยนเป็ขาวซีดไร้สีเืในพริบตา!
ด้วยเพราะบทกวีเลื่องชื่อที่นางเคยแอบอ้างว่ากลั่นกรองมาจากสติปัญญาของตนเอง แท้จริงแล้วล้วนเป็ผลงานที่นาง ‘หยิบยืม’ มาจากยอดกวีในชาติก่อนที่นางจากมาทั้งสิ้น! หากมีผู้ใดอุตริไปเสาะหาตำราเล่มนั้นขึ้นมาตรวจสอบอย่างจริงจัง แน่นอนว่าชื่อเสียงและชีวิตของนางย่อมพังพินาศย่อยยับ!
ที่ร้ายกาจยิ่งกว่า คือถ้อยคำไร้เดียงสาที่พ่นออกจากปากเด็กหกขวบ กลับทรงพลังและน่าเชื่อถือยิ่งกว่าคำกล่าวหาฉกรรจ์ของผู้ใหญ่หลายเท่า ด้วยไม่มีผู้ใดเชื่อว่าเด็กตัวน้อยเท่านี้จะรู้จักเล่นเล่ห์เพทุบายหรือปั้นน้ำเป็ตัว ทุกสายตาในงานเลี้ยงจึงปักใจเชื่อไปแล้วว่าเด็กน้อยพูดไปตามที่ตนเคยพบเห็น... และนั่นย่อมหมายความว่า ‘ตำรากวีนิพนธ์โบราณ’ ที่บันทึกชื่อกวีท่านอื่นไว้ มีอยู่จริง!
ฟ่านชิงเสวี่ยรู้สึกราวกับมีหัตถ์มัจจุราชอันเย็นเฉียบเอื้อมมาบีบคั้นหัวใจจนแทบหยุดหายใจ นางอุตส่าห์เพียรสร้างชื่อในฐานะ ‘ยอดกวีหญิงอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง’ มาเนิ่นนานหลายปี ชุบตัวด้วยผลงานของมหากวีในโลกก่อนที่ยังไม่ถือกำเนิดขึ้นในยุคสมัยนี้อย่างย่ามใจ คิดว่าอย่างไรเสียก็ไม่มีวันมีผู้ใดล่วงรู้ความจริง ทว่านางกลับไม่เคยคาดคิดเลยว่า... จะมีเด็กอีกคนหนึ่งที่ ‘รู้แจ้ง’ ในความลับเดียวกับนาง!
ดวงตาของฟ่านชิงเสวี่ยสั่นระริก ขณะจ้องมองเด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้าด้วยความตื่นตระหนกระคนกังขา ความคิดขลาดกลัวที่นางพยายามสะกดกลั้นและปัดทิ้งมาโดยตลอดพลันผุดขึ้นมาในใจอย่างบ้าคลั่ง... หรือว่าเด็กคนนี้ จะเป็ผู้กลับชาติมาเกิดใหม่เช่นเดียวกับนาง?!
"เด็ก... เด็กน้อยมักพูดจาเลอะเลือนไปเรื่อยเ้าค่ะ" ฟ่านชิงเสวี่ยฝืนเค้นรอยยิ้มงดงาม ทว่ามุมปากกลับสั่นระริกจนแทบควบคุมไม่ได้ "นางคงจะจำสับสนไปเองกระมังเ้าคะ"
เหยาเหยาเพียงแค่กะพริบตาปริบๆ ด้วยความไร้เดียงสา มิได้เอ่ยโต้แย้งคำใดอีก ทว่าเมล็ดพันธุ์แห่งความเคลือบแคลงสงสัยได้ถูกหว่านลงในจิตใจของเหล่าชนชั้นสูงเรียบร้อยแล้ว
เสียงกระซิบกระซาบแ่เบาเริ่มดังระงม สายตาหลายคู่ที่เคยมองยอดกวีหญิงแห่งเซิ่งจิงด้วยความเลื่อมใส บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็สายตาจับผิดและคลุมเครือ
——————
ระหว่างทางขากลับบนรถม้าที่แล่นไปตามท้องถนน เหยาเหยาลอบหัวเราะร่าด้วยความสะใจอยู่ในอ้อมอกมารดา
'ฮ่าๆ สมน้ำหน้า! ริอ่านจะเปิดโปงให้ข้าขายหน้า สุดท้ายขุดหลุมฝังตัวเองแท้ๆ!' เด็กหญิงคิดอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง 'ข้ามิได้ชี้หน้าปรักปรำนางตรงๆ เสียหน่อย แค่สวมรอยเป็ ‘เด็กน้อยไร้เดียงสา’ เปรยขึ้นมาว่าเคยเห็นบทกวีคล้ายๆ กันในตำราโบราณ เพียงเท่านี้ก็จุดประกายความคลางแคลงใจให้ผู้คนได้แล้ว ที่เหลือพวกเขาก็จะพากันไปคิดต่อยอดและสืบหาความจริงกันเอาเอง'
'นี่แหละหนา ข้อดีของการอยู่ในร่างเด็กหกขวบ เอ่ยสิ่งใดออกไป ผู้คนล้วนคิดว่าไร้เดียงสาปราศจากเจตนาร้าย ทว่าอานุภาพทำลายล้างกลับรุนแรงยิ่งกว่าผู้ใหญ่ด่าทอกันเสียอีก' นางคิดอย่างขบขัน 'ยัยฟ่านชิงเสวี่ยสร้างชื่อเสียงโด่งดังจากการลอกเลียนผลงานกวีผู้อื่น สักวันเกียรติยศจอมปลอมนั่นก็ต้องพังครืนลงมาเพราะความมือบอนของตัวเองนั่นแหละ!'
เสิ่นว่านอวี๋ซึ่งรับรู้กระแสความคิดของบุตรสาวผ่านสายสัมพันธ์พิเศษ อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์ด้วยความทั้งรักทั้งเอ็นดูและภาคภูมิใจยิ่ง บุตรสาวของนางช่างฉลาดเฉลียวนัก ทว่าก็รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา วางตัวได้อย่างเหมาะสม โดยไม่เคยพาตนเองไปสู่ภยันตรายใดๆ
'ช่างเถอะ เื่ของฟ่านชิงเสวี่ยเป็เพียงแค่ผลพลอยได้เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น' แววตาของเหยาเหยาพลันแปรเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมจริงจัง 'เื่คอขาดบาดตายในยามนี้ คือการที่ครอบครัวของข้าต้องหาทางลักลอบเข้าไปในตำหนักเย็นเพื่อเสาะหาหลักฐานชิ้นสำคัญในคดีของอ๋องรอง... ป่านนี้ไม่รู้ว่าพี่ใหญ่กับฮองเฮาจะวางแผนการคืบหน้าไปถึงขั้นตอนใดแล้ว'
มือน้อยๆ กระชับกุมกำไลกระดิ่งที่ข้อมือแน่น สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า จ้องมองกลุ่มเมฆหมอกฤดูหนาวที่ลอยตัวต่ำปกคลุมเหนือฟากฟ้าเมืองเซิ่งจิงด้วยความกังวล
'รอบตำหนักเย็นจะต้องถูกกองกำลังของอ๋องรองคุ้มกันอย่างแ่าเป็แน่ การลอบเข้าไปในคราวนี้ช่างอันตรายเหลือเกิน... ขอให้ทุกคนแคล้วคลาดปลอดภัยด้วยเถิด'
เด็กหญิงหารู้ไม่ว่า ในขณะที่หัวใจดวงน้อยกำลังเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย แผนการบุกรุกเข้าตำหนักเย็นของสกุลซ่งและขั้วอำนาจฝ่ายฮองเฮาก็กำลังรุดหน้าอย่างเงียบเชียบ และใกล้จะถึงวันลงมือในอีกไม่ช้า... ค่ำคืนนั้นจะเป็ค่ำคืนแห่งการชี้ชะตา ว่าผู้ใดกันแน่ที่จะได้ความลับอันยิ่งใหญ่ที่สั่นคลอนไปถึงราชบัลลังก์ั!