บทที่25 ั์ตา์ปรากฏ จุดเริ่มต้นของจุดจบ
เสียงวิชชุแลบเปรี้ยงปร้างกลางท้องนภาอันมืดมิดเส้นสายสีเหลืองเจิดจรัสแล่นโยงใยคล้ายตาข่ายฟ้า ก่อนผ่าเปรี้ยงลงยังต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านท้าลมท้าฝนอย่างมิเกรงกลัวบนยอดเขาเถาิซาน ต้นไม้ต้นนี้เกิดขึ้นบนถ้ำปริศนา ถ้ำที่ตอนนี้บุคคลที่มีชื่อเสียงทุกผู้ในแผ่นดินต่างรุมล้อมคล้ายดั่งฝูงภมรรุมล้อมดูดดื่มกิ่งเกสรของบุปผางามก็ปาน
วันนี้เป็วันครบกำหนดตามคำทำนายของเฒ่าพยากรณ์ที่ว่า์จะลืมตาตื่นบนยอดเขาเถาิซานอีกครั้งในรอบหลายร้อยปี เช่นนั้นผู้ที่ฝึกฝนไขว่คว้าวิถีแห่งพลังย่อมไม่พลาดที่จะแสวงหาปริศนาที่เล่าขานสืบทอดกันมาร่วมหลายศตวรรษนี้
ที่รอบถ้ำปริศนาบนยอดเขาเถาิซานขณะนี้ต่างยืนไว้ด้วยกลุ่มคนมากมายโดยหลักๆ จะเป็ห้าสำนักใหญ่แห่งลัทธิเต๋า อันประกอบด้วยอารามเทพซีเซี่ย (แคว้นซีเซี่ย) นิกายสุริยันจันทรา(แคว้นเหยียน) ตำหนักัหยินหยาง(แคว้นโจว) สำนักพรตหงส์ฟ้า(แคว้นซาง)แดนเหมันต์นิรันดร์(เขตเหนือสุด ปกครองพิเศษ)และสี่พรรคใหญ่แห่งลัทธิเชน ซึ่งประกอบด้วย วังัฟ้า (เขตบึงมรณะ ปกครองพิเศษ) พรรคเทพธารา(แคว้นจ้าว) วัดธรรมจักร(แคว้นซาง)ตำหนักเทพสรรพวุธ(แคว้นเว่ย) ส่วนผู้ฝึกญาณทั่วไปหรือคนจากค่าย พรรค สำนักขนาดเล็กต่างทำได้เพียงเป็แมวที่นั่งบนภูชมดูพยัคฆ์กัดกันเท่านั้น ทั้งนี้ยังมีกองกำลังของเหล่าเจ็ดบัญญัติฟ้า ผู้คุมกฏแห่งปฐีที่คอยสังเกตการณ์อยู่ภายนอกโดยไม่อาจระบุเหตุผลการมาของพวกมันได้ว่า มาเพื่อคอยควบคุมเื่ราว หรือมาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์
เปรี้ยงงงง เปรี้ยงงงง เสียงวิชชุยิ่งมายิ่งดังสนั่นทั่วขุนเขาท้องนภายิ่งกาลเวลาเคลื่อนผ่านยิ่งมีเหล่าพยัพเมฆอันมืดดำปิดคลุมจนหมดสิ้น ขณะที่ทุกสิ่งอย่างตกอยู่ท่ามกลางความมืดมิดจนมองไม่เห็นแม้แต่บุคคลข้างกายที่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ชุ่นบนท้องนภาพลันบังเกิดรอยแยกสีทองเจิดจรัสผ่าแนวพยัพเมฆาออกเป็ระยะทางหลายร้อยลี้ จากนั้นแสงสีทองเจิดจรัสก็ค่อยๆเคลื่อนเปิดออก หากมองจากเบื้องล่างคล้ายเห็นดวงตาสีทองดวงใหญ่มองลงมาจากฟากฟ้าสู่พื้นปฐีแห่งนี้เมื่อดวงตา์เปิดออก แสงสีทองเจิดจรัสก็ได้ทอดลงสู่ถ้ำปริศนา และถ้ำก็เหมือนกลับจะตอบรับแสงสว่างอันบริสุทธิ์นี้จึงได้สั่นะเืโยกคลอนคล้ายกับสิ่งที่มีชีวิต
“นี่หรือที่เรียกว่าปรากฏการณ์ั์ตา์”
“ช่างเป็สิ่งที่เหนือคำบรรยายเสียจริง”
“พวกเ้าเตรียมตัวให้พร้อม”
“รอฟังคำสั่งข้า”
“ทุกสิ่งอย่างต้องตกเป็ของพวกเรา”
ท่ามกลางั์ตา์ที่ปรากฏและบรรยากาศอันตรึงเครียดของกลุ่มคนเบื้องล่าง ถ้ำปริศนาที่สั่นะเือยู่ก่อนหน้าพลันเปล่งแสงสีทองก่อนที่จะแยกออกจากยอดเขาแล้วลอยขึ้นสู่กลางอากาศใต้แสงสีทองที่ทอดลงมาจากั์ตา์สร้างความตื่นตะลึงแก่ผู้คนเป็อย่างยิ่ง นี่เป็ครั้งแรกที่พวกมันเห็นยอดเขาทั้งยอดหรือก็คือถ้ำปริศนาแห่งนี้กลับถูกยกให้ลอยขึ้นกลางอากาศ มิรู้ว่าหากจะทำเช่นนี้ได้ต้องมีพลังญาณขนาดไหน พึ่งแปลกใจในเื่ก่อนหน้าได้มินานเสียงะเิตูมมมมมม ดังกึกก้องทั่วท้องนภา สะท้อนไปทั่วทั้งหุบก็ดังขึ้น คลื่นอากาศอันปั่นป่วนจากเหตุการณ์เมื่อครู่ส่งให้ยอดคนหลายท่านต้องถอยกรูดกลับหลังเหล่าคนที่มีพลังญาณขั้นต่ำต่างล้มระเนระนาด เมื่อเสียงะเิ พร้อมกลับกระแสพลังอันปั่นป่วนสงบลงไปทุกคนต่างพบว่าถ้ำที่ลอยอยู่กลางอากาศได้กลายเป็เศษซากธุลีสีทองไปแล้ว แต่ท่ามกลางเศษซากธุลีเหล่านี้กลับปรากฏวัตถุสีทองรูบทรงกระบอกขนาดครึ่งวาขึ้นชิ้นหนึ่งหากสังเกตมองให้ดีจะเห็นว่านี่คือ ม้วนคัมภีร์ ม้วนหนึ่งนั่นเอง
เมื่อม้วนคัมภีร์สีทองเจิดจรัสปรากฏสู่คลองจักษุสายตาของทุกผู้พวกมันคล้ายดั่งต้องมนต์สะกด มิอาจละสายตาจากของสิ่งนี้ได้ กิเลสตัณหาที่หยั่งรากในจิตใจของมนุษย์ก็ได้ผุดขึ้นมาไม่มีผู้ใดหักห้ามความ้าที่จะนี้ได้ เช่นนั้นาการแย่งชิงคัมภีร์ก็ได้เริ่มต้นขึ้นาของผู้ฝึกญาณที่รุนแรงยิ่งกว่าคนธรรมดาทั่วไปก็ได้ปรากฏสู่ปฐี ไม่มีคำว่ามิตรไม่มีคำว่าคุณธรรม ครั้งนี้มีเพียงคำว่าผลประโยชน์เท่านั้น
“ชิงคัมภีร์”
“ขัดขวางมัน”
“เ้า เราตกลงกันแล้วมิใช่หรือ”
“หึ ทุกอย่างอยู่ที่ความสามารถและโชควาสนา”
“เ้าตัวบัดซบ”
เสียงคลื่นพลังเปรี้ยง ปร้างจากการสัประยุทธ์ของเหล่าผู้ฝึกญาณกลบเสียงวิชชุที่แลบแปลบปลาบจนหมดสิ้น เสียงเคร้งคร้างของอาวุธที่ฟาดฟันขับไล่เหล่าหนอนแมลงที่ส่งเสียงขับขานจนหนีหายไม่เหลือหลอ ขบวนผู้ติดตามจากค่ายพรรค สำนักใหญ่ทั้งเก้าต่างเคลื่อนเข้าโรมรันพันตู่แบบตะลุมบอน เหล่าผู้นำสูงสุดเองต่างก็ลงมืออย่างดุเดือดเพื่อหวังพิชิตคัมภีร์ที่ลอยอยู่เบื้องหน้าแผนที่ถูกวางไว้มานานปีสุดท้ายก็ไม่มีโอกาสได้ใช้ออก เนื่องเพราะคนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิตเมื่อฟ้าลิขิตให้พวกมันต้องห้ำหั่นกัน แล้วพวกมันจะฝืนโชคชะตาได้อย่างไร
ตูมมมมมม เปรี้ยงงงง แสงสีเสียงจากการต่อสู้ส่องสว่างเจิดจ้าไปทั่วเขาเถาิซานเืเนื้อต่างสาดกระเซ็นพรมพื้นพสุธาจนเจิงนอง การต่อสู้เพื่อ่ชิงอย่างไร้เหตุผลยิ่งมายิ่งดุเดือดไม่มีใครที่จะหยุดากิเลสนี้ได้ แม้แต่เจ็ดบัญญัติฟ้า ผู้คุมกฏแห่งปฐี ที่แสดงท่าที้าคัมภีร์เบื้องหน้าไม่น้อยไปกว่ากลุ่มคนเหล่านี้เช่นเดียวกัน
ที่ยอดเขาเถาิซานอีกฟากหนึ่งห่างจากจุดที่บังเกิดปรากฏการณ์ั์ตา์ไปประมาณเจ็ดสิบลี้ที่นั่นยืนไว้ด้วยชายชราที่สวมชุดคลุมสีเทาหม่น ผมเพล้าหนวดเคราขาวยาวรุงรัง ใบหน้าของท่านแดงปลั่งดั่งชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งชายชราผู้นี้หากมิใช่เฒ่าพยากรณ์ จูกั๊กม่อ แล้วจะเป็ใคร ตอนนี้ท่านกำลังยืนมองท้องฟ้าสีทองเจิดจรัสและรังสีพลังที่หลากสี ด้วยดวงตาที่ดำมืดคล้ายมีเงาทมิฬมาปิดคลุม ผิดจากท่านก่อนหน้าที่เคยมีดวงตาสุกใสกระจ่างราวผู้หลุดพ้นไปอักโขท่านกำลังยกยิ้มและหัวเราะอย่างบ้าคลั่งเมื่อเห็นเหตุการณ์เบื้องหน้า ก่อนกล่าวว่า
“ให้พวกเ้าได้สนุกกันเต็มที่เพราะเวลาของพวกเ้าใกล้หมดลงแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า”
ทันทีที่เฒ่าพยากรณ์กล่าวจบ คนก็ได้วาดมือขึ้นปรากฏแสงสีทองสว่างวาบที่ฝ่ามือคราหนึ่งก่อนที่ท่านจะชะงักค้างยกมือขึ้นกุมขมับแล้วก้มงอตัวลงคล้ายกำลังเ็ป ไม่นานท่านก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา บัดนี้ั์ตาที่เคยดำมืดของท่านกลับกลายมาเป็ใสกระจ่างดังเดิม จากนั้นคนก็ได้พึมพรำแ่เบา
“เวลาเริ่มเหลือน้อยลงไปทุกที……เฟยหลงอาจารย์ต้องหวังพึ่งเ้าแล้ว”
ท่ามกลางการสัประยุทธ์เพื่อแย่งชิงคัมภีร์วิถีฟ้าที่กำลังดุเดือดนั้นอยู่ดีๆ คัมภีร์สีทองที่อยู่กลางอากาศพลันแตกสลายออกเป็สิบส่วน ก่อนที่แต่ละส่วนจะพุ่งเข้าหาเหล่าผู้นำสูงสุดของค่ายพรรค และสำนักใหญ่ทั้งเก้า และอีกส่วนพุ่งเข้าหาผู้นำของเหล่าเจ็ดบัญญัติฟ้าไป เมื่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเช่นนี้สภาวะการต่อสู้จึงได้หยุดยั้งลงต่างฝ่ายต่างถอยร่นกลับไปคุมเชิง ส่วนสายตาของพวกมันต่างตกลงไปที่ชิ้นส่วนคัมภีร์สีทองในมือปากก็เอ่ยขึ้นมาโดยพร้อมเพรียง
“เคล็ดวิชาแห่งจักรวาลนกาล(บทที่หนึ่ง) (บทที่สอง) (บทที่สาม) (บทที่สี่) (บทที่ห้า)(บทที่หก) (บทที่เจ็ด) (บทที่แปด)(บทที่เก้า)”
พวกมันทั้งเก้าต่างท่องชื่อเคล็ดวิชาออกมาเป็ชื่อเดียวกันแต่บทของเคล็ดวิชาต่างเอ่ยออกมาคนละบท เช่นนั้นเป็ว่าพวกมันทั้งเก้าต่างเคล็ดวิชาไปเพียงคนละหนึ่งบทเท่านั้นผู้นำทั้งเก้าต่างยืนนิ่งเนิ่นนานก่อนจ้องมองกันและกัน และเหมือนพวกมันจะทราบแก่ใจว่าหากยังดื้อดึงคิดแย่งชิงเคล็ดวิชาบทอื่นๆ ในตอนนี้ย่อมมิใช่หนทางที่ประเสริฐนัก คิดได้เช่นนั้นพวกมันต่างก็เก็บชิ้นส่วนคัมภีร์ในมือแล้วสั่งการให้ถอยกลับไปในทันที
สุดท้ายแล้วบทสรุปของการสัประยุทธ์เพื่อแย่งชิงคัมภีร์วิถีฟ้าก็ได้จบลงโดยสำนักใหญ่ทั้งเก้าต่างได้เคล็ดวิชาแห่งจักรวาลนกาลไปคนละหนึ่งบท แต่ทว่านั่นยังไม่ใช่จุดจบของเื่มันกลับเป็จุดเริ่มต้นของการแย่งชิงวิถีพลังแห่งฟ้าอันแท้จริงต่างหาก าแห่งผู้ไขว่คว้าหาพลังญาณปาฏิหาริย์จะเริ่มขึ้นต่อจากนี้
อีกด้านหนึ่งของยอดเขาเถาิซาน
“ชิ้นส่วนคัมภีร์ที่ท่านถือครองเป็สิ่งใดหรือ”เสียงของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกล่าวถามขึ้น จากนั้นก็มีเสียงชายชราที่ยังทรงพลังและก้องกังวานกล่าวตอบ
“อักขระศาสตร์ สี่ชุด.... แต่ถึงแม้จะบอกว่าสี่ชุดทว่าอยู่กับข้าดูเหมือนจะมีเพียง สามชุดเท่านั้น”
“มันคืออะไรหรือ”
“ไม่ทราบ เพราะคำอธิบายในคัมภีร์ไม่มีแม้แต่น้อย”
“ชิ้นส่วนของคัมภีร์ก็ถูกแยกเป็สิบส่วนเก้าส่วนที่อยู่กับพวกมันก็เป็บางส่วนของอีกเคล็ดวิชา ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับอักขระอะไรนั่นแล้วอักขระศาสตร์อีกหนึ่งชุดมันจะหายไปไหน”
“นั่นล่ะจึงเป็ภารกิจที่เ้าต้องทำไปตามหาอักขระศาสตร์ชุดที่สี่ซะ”
“ข้ากำลังเบื่ออยู่พอดี มีเื่ให้ทำก็พอแก้เบื่ออยู่บ้าง”
เฒ่าพยากรณ์ จูกั๊กม่อ นั่งทำสมาธิอยู่ที่ยอดเขาเถาิซานอีกฟากหนึ่งห่างจากจุดที่บังเกิดปรากฏการณ์ั์ตา์ท่านค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา ก่อนถอนหายใจอย่างแ่เบา
“ข้าหยุดยั้งเ้าไว้ไม่ทันการณ์อีกแล้วทุกอย่างหรือจะเป็เพราะ์ลิขิต”
“เฮ้อออ…. อันจิตใจที่โสมมเกินไป ย่อมมิอาจวิถีแห่ง์ ฉันใด ฉันนั้น”
.............................................................................................................................................................................
เมื่ออดีตกาลนานมาแล้วหลายศตวรรษได้มีแสงสว่างทอดลงมาจากฟากฟ้าสู่ยอดเขาเถาิซาน ที่นั่นได้ให้กำเนิดยอดคนผู้ที่นำวิถีแห่งฟ้ามาสู่ผืนปฐีท่านเผยแพร่หลักธรรม คำสอน รวมทั้งได้มอบความสงบสุข และแสงสว่างแก่แผ่นดิน เมื่อทุกอย่างเริ่มคงตัวผู้คนเริ่มแตกฉานในหลักคำสอน ท่านก็ได้ปลีกวิเวกกลับคืนสู่ยอดเขาเถาิซาน ก่อนที่จะปลักคัมภีร์วิถีฟ้าไว้บนยอดเขาแล้วท่านก็ได้หายตัวไปตลอดกาล ทิ้งไว้เพียงคัมภีร์ที่ปลักไว้จนถูกดินเลนทับถมมานับหลายศตวรรษก่อเกิดเป็ถ้ำแห่งหนึ่ง ที่คนในยุคปัจจุบันเรียกว่าถ้ำปริศนา บนยอดเขาเถาิซาน
…………………………………….
………………………………………
………………………………………
………………………………………
จบเล่ม 1 ปรากฏการณ์ั์ตา์
โปรดติดตามตอนต่อไป