(นิยายแปล) ทะลุมาเป็นขุนนางร่ำรวยด้วยมิติร้านชำ

    ตอนที่ 9 โจ๊กซานเย่า

    ตอนที่ 9 โจ๊กซานเย่า

            ลู่หลินจัดการปอกเปลือกและทำความสะอาดซานเย่าทั้งสามหัวอย่างดีภายในเวลาไม่นานนัก สับให้ละเอียด แล้ววางไว้ด้านข้างเตรียมใช้ จากนั้นใส่ข้าวกล้องลงไปในหม้อเพื่อต้ม

            ลู่หลินลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเปิดถุงข้าวสารในร้านขายของชำ เทข้าวสารหนึ่งชามลงไป

            ที่บ้านมีแต่ข้าวกล้อง ในข้าวยังมีก้อนกรวดจำนวนหนึ่งปนอยู่ด้วย ลู่หลินกินไม่ค่อยลงจริงๆ

            หลังจากข้าวสุกได้ห้าส่วน ลู่หลินก็เทซานเย่าลงไปต้มด้วยกัน...

            ในชาติก่อน คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าข้าวสารที่ขายตามท้องตลาดใส่ยาฆ่าแมลงกับปุ๋ยเคมีจำนวนมาก มีสารพิษมากเกินไป ลู่หลินได้แต่คิดอย่างจนใจอยู่บ้างว่า แทนที่จะอดตาย มิสู้ถูกพิษตายยังดีเสียกว่า อีกอย่างก็ไม่ได้กินบ่อยๆ คงไม่เป็๞ไรหรอก

            การใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ต้องใช้เรี่ยวแรงอย่างมากในทุกๆ วัน ถ้าไม่กินให้อิ่มคงไม่มีแรงทำงานแน่นอน

            ส่วนเ๹ื่๪๫ร้านขายของชำ ลู่หลินไม่ได้คิดจะปิดบังไว้นานนัก เขาคิดจะให้สามพี่น้องตระกูลเฉินค่อยๆ ยอมรับการมีอยู่ของร้านอย่างค่อยเป็๞ค่อยไป

            ลู่หลินมองกระปุกใส่เกลือครู่หนึ่ง แล้วหยิบเกลือในร้านมาหนึ่งถุง เทลงไปในกระปุกใส่เกลือเล็กน้อย ยุคปัจจุบันเกลือราคาถูกมาก ถุงละหนึ่งหยวน แต่เกลือที่นี่มีค่าดุจทองทีเดียว และการซื้อขายเกลือเถื่อนมีโทษมหันต์

            ตอนที่เฉินเสี่ยวหมี่กลับมาจากบ้านนายพรานเฒ่า โจ๊กก็ต้มเสร็จแล้ว

            ลู่หลินกับเฉินเสี่ยวม่ายนั่งดื่มโจ๊กด้วยกันอย่างมีความสุข ส่วนเฉินเสี่ยวไช่ทำหน้าบูดมองดูอยู่ด้านข้างด้วยใบหูแดงก่ำ

            โจ๊กซานเย่าต้มออกมาได้เนียนนุ่มมาก เห็นแล้วชวนให้อยากอาหารยิ่งนัก ทว่าก่อนหน้านี้เฉินเสี่ยวไช่เคยบอกว่าจะไม่กินท่อนดิน ดังนั้น แม้จะน้ำลายสออยู่บ้าง แต่ก็ยังเกร็งตัวไม่ขยับเขยื้อน

            เฉินเสี่ยวไช่แอบปรายตามองลู่หลินแวบหนึ่ง คิดในใจว่า ‘หากลู่หลินเรียกเขากิน เขาก็จะยอมกินสักหน่อยเพื่อเห็นแก่หน้าอีกฝ่าย แต่ว่าเ๽้าบ้าลู่หลินผู้นี้ไม่รู้ตั้งใจหรือไม่ ถึงไม่ได้เรียกเขาเลย’

            หางตาของลู่หลินเหลือบไปเห็นลูกตาของเฉินเสี่ยวไช่ที่กลอกไปมา จึงอยากแกล้งขึ้นมา ทำเป็๞ไม่สนใจเด็กน้อยผู้นี้

            ลู่หลินมองเฉินเสี่ยวม่ายแล้วถามอย่างสนิทสนมว่า “อร่อยหรือไม่”

            เฉินเสี่ยวม่ายพยักหน้า ตอบด้วยสีหน้ามีความสุขว่า “อร่อย”

            เฉินเสี่ยวไช่เห็นท่าทางของเฉินเสี่ยวม่ายแล้ว ก็ด่าน้องชายตนเองว่าโง่เขลาอยู่ในใจ น้องสามนี่โง่จริงๆ ใครให้ของกินก็เป็๲คนดี ครู่เดียวก็ถูกคนขี้ขลาดซื้อตัวไปแล้ว

            เฉินเสี่ยวหมี่เดินเข้าไปในบ้านหลังจากส่งไก่เสร็จ

            “เ๽้าจะกินโจ๊กหรือไม่ ในหม้อยังมีนะ” ลู่หลินเห็นเฉินเสี่ยวหมี่กลับมาก็เอ่ยทักอย่างกระตือรือร้น

            เฉินเสี่ยวหมี่เห็นเฉินเสี่ยวม่ายดื่มโจ๊กไปครึ่งชามแล้วก็รู้สึกหิวขึ้นมา จึงไปตักโจ๊กในหม้อมาครึ่งชามเล็ก แล้วยืนดื่มเอื๊อกๆ อยู่ข้างเตาจนหมด

            จากนั้นดวงตาของเขาก็เป็๲ประกายวาบขึ้นมาเล็กน้อย รู้สึกแปลกใจระคนยินดีอยู่หลายส่วน

            เฉินเสี่ยวหมี่นึกไม่ถึงเลยว่าใส่ท่อนดินลงไปในโจ๊กแล้วจะอร่อยขนาดนี้ ก่อนหน้านี้ตอนลู่หลินบอกว่าท่อนดินอร่อยมาก เขายังไม่เชื่อแม้แต่นิดเดียว

            พอดื่มหมดไปหนึ่งชาม เฉินเสี่ยวหมี่จึงตักอีกชามมาดื่มจนหมด ในที่สุดก็รู้สึกอิ่มได้ครึ่งท้องแล้ว

            ได้ดื่มโจ๊กที่อุ่นร้อนและเหนียวข้นลงท้อง เป็๞ความสุขชนิดหนึ่งที่พูดไม่ออกเลยทีเดียว

            เฉินเสี่ยวไช่ที่มองดูอยู่ด้านข้างอยากพูดบางอย่างแต่ไม่กล้าพูด

            เฉินเสี่ยวหมี่มองเฉินเสี่ยวไช่แล้วพูดว่า “เสี่ยวไช่ โจ๊กนี่อร่อยมากเลยนะ! นึกไม่ถึงว่าฝีมือในการทำอาหารของเ๯้าคนขี้ขลาดจะดีขนาดนี้”

            เฉินเสี่ยวไช่ “...” อร่อยมากหรือ เขายังไม่ได้กินเลยนะ

            “อร่อยขนาดนั้นจริงหรือ” เฉินเสี่ยวไช่พึมพำออกมาประโยคหนึ่ง

            เฉินเสี่ยวหมี่จึงพูดด้วยความสงสัยเล็กน้อย “เ๽้ายังไม่ได้กินหรือ”

            เฉินเสี่ยวไช่หน้าแดง แต่ไม่ได้อธิบายอะไร เขาตักโจ๊กมาหนึ่งชามแล้วดื่มลงไป

            เฉินเสี่ยวไช่พูดด้วยความประหลาดใจมาก “อร่อยจัง นึกไม่ถึงเลยว่าจะเอาท่อนดินมาทำแบบนี้ได้ แต่เ๽้าคนขี้ขลาดอย่างลู่หลินนั่นรู้ได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีใครไปขุดท่อนดินบน๺ูเ๳าเลย!”

            เฉินเสี่ยวไช่ครุ่นคิดขึ้นมาทันที คนตระกูลลู่รู้หรือไม่ว่าสามารถเอาท่อนดินมากินแบบนี้ได้ หรือว่าคนตระกูลลู่รู้อยู่แล้วแต่ไม่บอกใคร

            เฉินเสี่ยวไช่คิดในใจว่า ‘หากตนรู้เ๱ื่๵๹นี้ ก็ไม่มีทางพูดซี้ซั้วออกมา เสบียงอาหารในฤดูหนาวหายากจะตาย หากมีคนรู้มากเกรงว่าคงขุดจนไม่เหลือแล้ว’

            เฉินเสี่ยวไช่ตัดสินใจอย่างเงียบๆ ว่าจะขุดท่อนดินกลับมาให้มากหน่อย เสบียงอาหารต้องใช้เงินซื้อมา ส่วนท่อนดินนั่นขุดสักหน่อยก็ได้แล้ว ประหยัดได้สักนิดก็ยังดี เฉินเสี่ยวไช่รู้จักประหยัดอดออมและดูแลบ้านเรือนยิ่งนัก

            “พี่ชาย ข้าวที่อยู่ในโจ๊กนี่ดูไม่ปกตินัก!” เฉินเสี่ยวไช่ดื่มไปสองอึกแล้วเอ่ยขึ้น

            เฉินเสี่ยวหมี่ไม่ได้ดื่มโจ๊กที่อร่อยขนาดนี้มานานมากแล้ว จึงดื่มเร็วไปหน่อย อีกทั้งเขาเองก็ไม่ใช่คนละเอียดอ่อนนัก ตอนแรกจึงไม่รู้สึกอะไร แต่หลังจากลิ้มรสได้แล้ว เฉินเสี่ยวหมี่ก็สงสัยอยู่บ้าง

            “ดูเหมือนมีข้าวขาวผสมอยู่ด้วย ข้าวขาวมาจากไหนกัน! หรือว่าข้าวกล้องต้มรวมกับท่อนดินแล้วกลายเป็๲ข้าวขาวได้”

            เฉินเสี่ยวไช่กลอกตามองบนใส่ คิดในใจว่า ‘มันจะเป็๞ไปได้อย่างไรเล่า’

            “น่าจะเป็๲ฝีมือเฉพาะตัวของเขากระมัง ได้ยินมาว่าแม่ครัวฝีมือดีในตระกูลใหญ่บางคนสามารถทำอาหารธรรมดาให้อร่อยมากได้ นึกไม่ถึงว่าเขาจะทำอาหารเก่งขนาดนี้ บุรุษที่ฝีมือดีขนาดนี้ ช่างแปลกจริงๆ” เฉินเสี่ยวหมี่พูด

            ในยุคสมัยนี้ บุรุษเป็๞ใหญ่สตรีเป็๞รอง โดยทั่วไปบุรุษจะไม่ยุ่งงานครัว การทำอาหารเป็๞เ๹ื่๪๫ของสตรี การที่ลู่หลินมีฝีมือดีขนาดนี้ อยู่เหนือความคาดหมายของเฉินเสี่ยวหมี่ไม่น้อย

            เ๽้าของร่างเดิมทำอาหารไม่เป็๲หรอก คนที่ทำอาหารในบ้านมาตลอดคือมารดาของเขาต่างหาก

            อันที่จริงฝีมือทำอาหารของลู่หลินธรรมดามาก หลักๆ คือเขารู้เห็นมามากกว่าคนอื่น ทั้งยังไม่หวงวัตถุดิบ

            เฉินเสี่ยวไช่ทำปากเบ้ พูดว่า “โจ๊กนี่เค็มมากเลย! น่าจะใส่เกลือลงไปไม่น้อย คงต้องซื้อเกลืออีกแล้ว เ๽้าตัวฟุ่มเฟือย”

            เฉินเสี่ยวหมี่ขมวดคิ้วด้วยความกังวลอยู่บ้าง ทั้งน้ำมัน ทั้งเกลือ คนที่เขาเพิ่งแต่งเข้ามาดูเหมือนจะเลี้ยงยากไม่น้อย คงต้องพยายามหาเงินสักหน่อย

            

            เฉินเสี่ยวไช่หันไปมองกระปุกใส่เกลือ ในใจรู้สึกแปลกใจอยู่บ้างที่ยังมีเกลือมากขนาดนี้ ทั้งที่เขาจำได้แท้ๆ ว่าเกลือในกระปุกใกล้จะหมดแล้วนะ! นอกจากนี้เม็ดเกลือยังละเอียดมากด้วย! เหมือนเกลือที่คนตระกูลใหญ่ในเมืองใช้กัน ทั้งที่ในบ้านน่าจะเป็๞เกลือหยาบนี่นา!