หลังจากผ่านพ้นงานสมรสไปได้หลายวันเจี้ยนฮั่นเทียนก็ต้องกลับไปทำภารกิจของเขา หน้าที่เร่งด่วนสำคัญของเขาในเวลานี้คือการเข้าไปตรวจตราการผลิตอาวุธจากแร่ต้วนเสินที่ซื้อมาได้อย่างยากลำบาก
ทางเกาะหลงอวี้ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตอาวุธด้วยแร่ต้วนเสินมาคอยกำกับดูแลหลายคนทำให้พวกเขาไม่ต้องสูญเสียแร่มีค่าหรือเวลาที่มีอยู่น้อยนิดไปกับการลองผิดลองถูกจนกว่าจะได้สูตรที่ดีที่สุดนับว่าสามารถลดภาระให้กับแคว้นเจี้ยนได้มากโข
ในขณะที่ชินอ๋องหมกตัวอยู่ที่โรงงานผลิตอาวุธและการเตรียมความพร้อมของเหล่าทหารอยู่นั้น หยางซิ่วอิงที่เป็หวางเฟยของเขาก็ค้นพบว่าที่นี่ไม่ได้มีอะไรให้ทำมากนัก นอกจากดูแลเื่บัญชี เื่จุกจิกในตำหนักตามมาด้วยเทียบเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงของเหล่าสตรีชนชั้นสูงในเมืองหลวง
“อืม...ข้าควรเข้ารวมงานเลี้ยงพวกนี้หรือไม่นะ?” โม่ฟางมองคุณหนูของตนที่หยิบเทียบเชิญฉบับแล้วฉบับเล่าพลิกไปมาส่งๆท่าทางของคุณหนูดูไม่ได้ใส่ใจหรือให้ความสำคัญอันใดนัก “แต่จะให้ข้าอยู่แต่ในตำหนักเฉยๆก็น่าเบื่อจะตาย เช่นนั้นก็ไปเสียหน่อย” ดูเหมือนเ้านายของนางจะเลือกเทียบเชิญได้แล้ว
“ฉบับนี้เขียนว่างานเลี้ยงชมบุปผา?ดูท่าแล้วน่าจะเป็งานใหญ่ เอางานนี้แหละ”
งานชมบุปผาที่ชินหวางเฟยหมาดๆตัดสินใจเลือก นับว่าเป็งานใหญ่จริงดังที่นางคาดไว้ เพราะแม่งานคือฮองเฮาเป็งานที่จัดขึ้นเพื่อหวังให้คนหนุ่มสาวที่ถึงวัยออกเรือนแล้วได้มีโอกาสมาพบปะหรือทำความรู้จักกันหนุ่มสาวที่ว่านั้นก็คือเหล่าบุตรชายบุตรสาวขุนนางชั้นสูงที่ยังไม่มีคู่ครองนั่นเอง
เรียกได้ว่ารวบรวมบุตรหลานคนสำคัญๆในเมืองหลวงเอาไว้ และยังมิใช่งานทางการของราชสำนัก งานจึงค่อนข้างผ่อนคลายกว่ามากไม่ได้มีพิธีการเคร่งครัดแต่ประการใด
งานนี้จัดขึ้นในอุทยานหลวงบริเวณชานเมืองพื้นที่กว้างขวาง สดชื่นร่มเย็นเพราะเต็มไปด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาพันธุ์บรรยากาศเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะให้หนุ่มสาวได้เมียงมองกันท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม
หยางซิ่วอิงมาร่วมงานเลี้ยงนี้ตามลำพังเพราะพระสวามีของนางวันๆ ก็สนใจแต่เื่การศึกและอาวุธ ไหนเลยจะมีเวลาว่างมานั่งชมบุปผาหรือหากจะให้กล่าวตรงๆ บุปผาที่ว่าก็คือเหล่าดรุณีน้อยผู้งดงามราวดอกไม้ทั้งหลายนั่นเอง
เมื่อร่างของสตรีแปลกหน้าในชุดหรูหราสีม่วงอ่อนก้าวเท้าลงจากรถม้าของตำหนักชินอ๋องขันทีที่ทำหน้าที่ต้อนรับอยู่หน้าประตูอุทยานก็ขานนามของนาง
“ชินหวางเฟยเสด็จจจจจจจ”
แน่นอนว่าเสียงขานนามนั้นได้รับความสนใจจากเหล่าชนชั้นสูงในเมืองหลวงอย่างล้นหลามใครๆ ต่างก็อยากเห็นรูปโฉมของนางด้วยตาของตนเองทั้งนั้น หลังจากที่ยินเพียงข่าวลือของชาวเมืองเมื่อหลายวันก่อน
เมื่อหยางซิ่วอิงเดินเข้าไปในบริเวณส่วนที่จัดงานเลี้ยงหลักอันเป็บริเวณที่นั่งของประธานงานเลี้ยงอย่างฮองเฮา เหล่าชายาของอ๋องทั้งหลายรวมทั้งฮูหยินขุนนางชั้นสูง และบุตรหลานที่เป็สตรีบางส่วนทุกสายตาก็จับจ้องมาที่นางกันหมด
คนที่เคยเห็นนางมาแล้วอาจจะไม่ได้แปลกใจมากนักแต่คนที่ไม่เคยเห็นมาก่อนก็ต้องยอมรับว่าใบหน้าของชินหวางเฟยผู้นี้งดงามชนิดหาคนเทียบได้ยากจริงๆ
คุณหนูหม่าที่ว่างามแล้วก็ยังด้อยกว่าหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรยากาศรอบกายของนางนั้นให้ความรู้สึกแตกต่างจากสตรีในห้องหอทั่วไปอย่างอธิบายได้ยาก
“ถวายพระพรฮองเฮา”
“ชินหวางเฟยตามสบายมาเถิด มานั่งตรงนี้”‘จี้เพ่ยซาน’ ฮองเฮาคนปัจุบันเอ่ยต้อนรับด้วยรอยยิ้มเปี่ยมไมตรีนางย่อมรู้เื่เงื่อนไขการซื้อแร่ต้วนเสินไม่น้อยไปกว่าพระสวามี ไม่เพียงเพราะเหตุผลนี้เท่านั้นยังมีเหตุผลที่ว่าหยางซิ่วอิงเป็พระชายาเอกของเจี้ยนฮั่นเทียนผู้กุมกำลังทหารนับแสนอีกด้วยโอรสของนางจำต้องพึ่งพาเขาเพื่อให้มีสถานะมั่นคงหากต้องขึ้นครองบัลลังก์ในวันข้างหน้า
ดังนั้นสำหรับบุตรสาวเ้าเกาะผู้นี้ อย่างไรก็ต้องผูกมิตรเอาไว้ จะทำให้นางเสียหน้าเสียเกียรติ หรือเสียความรู้สึกโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรไม่ได้
“ขอบพระทัยเพคะ”
ที่นั่งของชินหวางเฟยอยู่ใกล้กับฮองเฮาที่สุดถัดจากนั้น จึงเป็เหล่าชายาอ๋องบางคนที่มาร่วมงาน และฮูหยินขุนนางขั้นหนึ่งและสองกับบุตรสาวของพวกนาง
หยางซิ่วอิงกวาดสายตาไปรอบๆจนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่ฉู่ฮุ่ยหรูซึ่งกำลังจ้องมองมาทางนี้อยู่แล้วด้วยดวงตาที่ราวกับมีเปลวเพลิงแผดเผานางจึงยกยิ้มมุมปากเยาะหยันทีหนึ่ง
ท่าทางนั้นทำให้ฉู่ฮุ่ยหรูอยากกระโจนเข้าไปทึ้งผมของนางแพศยาให้รู้แล้วรู้รอดไปแต่ด้วยสถานการณ์เช่นนี้นางจำต้องรักษากิริยาเอาไว้เพื่อไม่ให้ต้องอับอายขายหน้าเช่นเมื่อหลายวันก่อน
‘รอก่อนเถิด เ้าชูคออยู่ได้อีกไม่นานหรอก’
ฮองเฮามีน้ำใจไถ่ถามหาเื่สนทนากับน้องสะใภ้คนใหม่อย่างใส่ใจจนกระทั่งเห็นว่าได้เวลาอันสมควรแล้ว จึงกล่าวว่า
“ต้องมานั่งฟังคำบ่นของหญิงชราอย่างพวกข้าเช่นนี้เ้าคงเบื่อแย่งานชมบุปผาวันนี้มีกิจกรรมมากมายให้หนุ่มสาวเข้าร่วม อุทยานนี้ก็มีสวนดอกไม้และศาลานั่งพักหลายจุดอีกทั้งยังมีสระบัวอีกหลายแห่ง หากเ้าอยากไปเดินเล่นชมดอกไม้ก็ไปเถิด”
หยางซิ่วอิงได้ยินดังนั้นก็หูผึ่งนางยอมรับว่าการต้องมานั่งฟังเหล่าฮูหยินทั้งหลายพูดคุยเื่นั้นเื่นี้ พลางหัวเราะเออออห่อหมกเพื่อประจบเอาใจผู้เป็ใหญ่นั้นเป็เื่ที่น่าเบื่อจริงๆจึงไม่ปฏิเสธ และขอตัวออกมาจากโถงจัดเลี้ยงของประธานงานเลี้ยง
แต่เดินออกมาได้ไม่นานก็มีเสียงหวานใสดังขึ้นจากด้านหลัง
“ถวายพระพรชินหวางเฟยเพคะ”
หยางซิ่วอิงหันกลับมามองพบเป็ดรุณีน้อยวัยไล่เลี่ยกันกับนาง ใบหน้านั้นงดงามอ่อนหวานยากจะละสายตาได้จริงๆ
“หม่อมฉันมีนามว่าหม่าซินอี๋ได้ยินชื่อเสียงอันเลื่องลือของชินหวางเฟยมาเนิ่นนาน นับว่าเป็วาสนาของหม่อมฉันที่ได้พบพระองค์ในวันนี้แล้วเพคะ”
ท่าทางของสตรีนางนี้ดูแล้วชดช้อยงดงามตามแบบฉบับของคณหนูในห้องหอทุกกระเบียดนิ้วแต่หยางซิ่วอิงฟังแล้วเกิดความสงสัยขึ้นมา นางเพิ่งจะมาถึงเมืองหลวงไม่ครบเดือนแล้วสตรีตรงหน้าไปได้ยินชื่อเสียงเลื่องลืออันใดของนางมาั้แ่เมื่อใด
“ยินดีที่ได้พบคุณหนูหม่า”
“หากชินหวางเฟยไม่รังเกียจหม่อมฉันอยากจะขอตามเสด็จไปชมบุปผาด้วย ได้หรือไม่เพคะ”
ท่าทางดูเป็มิตรนั้นทำให้หยางซิ่วอิงไม่คิดปฏิเสธขบวนของชินหวางเฟยและคุณหนูหม่า ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับการขนานนามว่าเป็คุณหนูผู้งดงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวงจึงร่วมทางกันไปยังสวนดอกไม้อีกฟากหนึ่ง
หยางซิ่วอิงฟังเสียงเจื้อยแจ้วของสตรีข้างกายที่ชี้ชวนแนะนำว่าจุดนั้นคืออะไรจุดนี้คืออะไรด้วยความสนใจ กระทั่งใกล้ถึงทางแยกแห่งหนึ่ง หางตาของนางมองเห็นนางกำนัลคนหนึ่งถือกาเครื่องดื่มมุ่งตรงมาทางนี้ด้วยความเร็วสูงโม่ฟางเองก็เห็นเช่นกัน จึงคิดจะเข้าไปขวางเอาไว้แต่ถูกคุณหนูของนางจับแขนรั้งเอาไว้เสียก่อน
นางกำนัลคนนั้นพุ่งตัวเข้ามาชนขบวนของชินหวางเฟยจนกาน้ำชาขนาดใหญ่หกกระจายสาดกระเซ็นโดนสตรีหัวขบวนทั้งสองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“บังอาจนัก! เดินอย่างไรให้มาชนผู้อื่นเช่นนี้ได้ รู้หรือไม่ว่าเ้าชนผู้ใด!”
นั่นคือเสียงนางกำนัลที่ติดตามหม่าซินอี๋มาทำให้นางกำนัลที่ทำความผิดรีบคุกเข่าก้มศีรษะขออภัยจนตัวสั่นงันงก
หยางซิ่วอิงมองภาพตรงหน้าพลางถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย
“เอาเถิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย อย่าถึงขั้นต้องเอาผิดอะไรกันเลย”
เมื่อผู้ที่เป็ใหญ่ที่สุดไม่คิดติดใจเอาความนางกำนัลนางนั้นจึงก้มศีรษะขอบคุณไปอีกหลายครั้ง ทั้งยังลุกขึ้นมาอาสาพาชินหวางเฟยและคุณหนูหม่าที่เปียกไปครึ่งตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เรือนรับรองอีกด้วย
หยางซิ่วอิงแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
‘คิดจะเล่นไม้นี้กับข้าหรือ? เช่นนั้นข้าจะยอมเล่นด้วยสักหน่อยก็แล้วกัน’
ด้วยเหตุนี้เองขบวนที่ตั้งใจจะไปชมสวนในคราวแรก จึงต้องเปลี่ยนทิศทางไปยังเรือนรับรองจนกระทั่งมาถึงทางแยกอีกครั้งหนึ่งนางกำนัลที่นำทางก็พาสตรีทั้งสองแยกกันไปคนละทาง อ้างว่าเรือนรับรองอยู่คนละทิศ
แน่นอนว่าหยางซิ่วอิงยอมเล่นไปตามน้ำเดินแยกออกไปกับนางกำนัลที่ทำให้นางตัวเปียก บัดนี้ในเส้นทางนี้จึงเหลือเพียงตัวนาง โม่ฟาง และนางกำนัลที่นำทางเท่านั้น
เมื่อมาถึงเรือนรับรองนางกำนัลผู้นั้นก็เปิดประตูออก และเชื้อเชิญให้ชินหวางเฟยเดินเข้ามาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าด้านในทันทีที่ประตูปิดลง โม่ฟางก็ถูกมือลึกลับสับหลังคอจนล้มพับไป ส่วนหยางซิ่วอิงถูกผ้าสีขาวโปะจมูกให้สลบไปเช่นกัน
เมื่อสตรีทั้งสองหมดสติไปแล้วก็ปรากฏร่างของชายชุดดำคนหนึ่งหิ้วตัวโม่ฟางออกไปทางหน้าต่างด้านหลังส่วนนางกำนัลที่นำทางมาก็กำลังจะเปิดประตูออกไปจากห้องเช่นกัน
ยังไม่ทันที่มือของนางจะเอื้อมไปถึงดาลประตูที่คอก็ถูกคว้าด้วยกรงเล็บแข็งแรงและกระชากให้หันกลับไปจนนางใแทบสิ้นสติ
“เอาล่ะคราวนี้บอกข้ามาดีๆ ว่าใครใช้ให้เ้าทำเื่นี้”
ภาพที่นางกำนัลผู้นั้นเห็นคือสตรีผู้มีใบหน้างดงามเลิศล้ำราวนางเซียนแต่รอยยิ้มของนางที่แสยะออกนั้นทำให้นางรู้สึกราวกับกำลังเห็นนางปิศาจตนหนึ่ง
“หม่อม...หม่อมฉันไม่รู้เื่อะไรเลยเพคะ”
“ไม่รู้เื่?”หยางซิ่วอิงไม่พูดพร่ำทำเพลง ควักยาเม็ดหนึ่งออกมาจากเข็มขัดแล้วยัดใส่ปากนางกำนัลคนนั้นทันทีทั้งยังบีบคอและเขย่าให้ยาไหลลงไปเร็วๆ ด้วย
“แค่กๆๆ ๆ”
“ที่เ้ากินลงไปคือยาพิษหนองทะลวงร่างหากไม่ได้รับยาแก้พิษภายในหนึ่งชั่วยาม ตุ่มแดงก็จะขึ้นเต็มทุกตารางชุ่นบนร่างของเ้าทั้งอวัยวะภายนอกและภายในจากนั้นมันจะแตกออกเป็หนองจนจำสภาพเดิมไม่ได้ ต่อให้มีคนพบศพของเ้า ก็บอกไม่ได้อยู่ดีว่ามันคือศพของใคร”
หยางซิ่วอิงปรายตามองต่ำลงไปด้านล่าง
“ดูสิ...มันจะเริ่มจากแขนของเ้า จากนั้นก็จะขึ้นที่คอ ใบหน้า และลามไปทั่วทั้งตัว”
นางกำนัลคนนั้นรีบยกแขนขึ้นมาดูก็พบว่าแขนทั้งสองข้างของตนมีตุ่มแดงขนาดใหญ่หลายเม็ดผุดขึ้นมาจริงๆนี่มันยาพิษอันใด ถึงได้ออกฤทธิ์รวดเร็วเช่นนี้!
“หม่อมฉันบอกแล้วเพคะ! คุณหนูหม่า...กับหลี่หวางเฟยเป็ผู้สั่งให้หม่อมฉันพาพระองค์มาที่นี่เพคะ!”
★★★★★
ฝากนิยายเื่ก่อนๆ ของไรท์ด้วยนะคะ
