ตอนที่ 6 ความลับของเพื่อนร่วมห้อง
เจ้าตัวรีบจัดการซื้อของที่ตั้งใจไว้ทันทีเนื่องจากวันนี้ตอนเย็นกินขนมจากที่คาเฟ่จนอิ่มแล้วเธอยังคงรู้สึกแน่นอยู่เล็กน้อยเลยไม่ได้ซื้อข้าวกล่องไปเก็บตุนไว้อีก เด็กสาวเดินไปยังเคาน์เตอร์เพื่อคิดเงิน
เมื่อคิดเงินเสร็จเรียบร้อยพนักงานก็โบกมือลาเธอเล็กน้อย เจ้าตัวจึงยิ้มให้บางๆก่อนจะเดินออกมาจากร้านสะดวกซื้อแล้วเดินทางกลับห้องพัก
ตู้ม !
ขณะที่กำลังเดินอยู่นั้นเด็กสาวก็ได้ยินเสียงประหลาด เหมือนมีอะไรบางอย่างโดนกระแทกอย่างแรงออกมาจากซอยที่คิมหันต์มีความรู้สึกแปลกๆก่อนหน้านี้
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจวิ่งไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ภาพที่เธอเห็นนั้นทำให้เธอได้แต่ตะลึงจนเผลอปล่อยถุงพลาสติกที่มีขวดน้ำอยู่หล่นลงกับพื้น
มันคือภาพของซูซาคุที่กำลังใช้ดาบไม้ฟันบางสิ่งที่คิมหันต์มองเห็นเป็นเพียงแค่เงาดำที่เลือนรางแต่พอจะรับรู้ได้ว่ามันกำลังขยับอยู่ ส่วนไพลินนั้นก็ยืนท่องอะไรสักอย่างก่อนจะมีเหมือนเป็นลำแสงปรากฏขึ้นมาแล้วพุ่งไปยังเงาปริศนานั่น
“ ใครน่ะ !” เด็กสาวผมบลอนด์ทองที่รู้สึกว่ามีคนจ้องมองพวกเขาอยู่หันขวับไปยังทิศทางที่คิมหันต์ยืนอยู่ทันทีทำให้ซูซาคุก็หันไปมองตามเช่นกัน
คนที่มัวแต่ยืนตะลึงอยู่นั้นได้สติก็ค่อยๆก้าวเท้าถอยหลังเตรียมจะวิ่งหนีแต่ด้วยความซุ่มซ่ามดันสะดุดเท้าตัวเองหงายหลังล้มลงไปนอนกับพื้นแทน ไพลินกับซูซาคุที่ตอนแรกเตรียมจะวิ่งเข้าไปจับได้แต่มองเด็กสาวอย่างเอือมระอาแล้วเดินเข้าไปหาแทน
“ ซุ่มซ่ามชะมัดเลยแฮะ แล้วเธอยัยไพลิน ! ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าให้กางเขตอาคมทำไมไม่กางเล่า !”
เด็กผมดำไฮไลท์แดงเดินไปหาคิมหันต์พร้อมกับมองอย่างเวทนาก่อนจะหันไปโวยวายใส่เพื่อนอีกคน ทั้งๆที่เขาย้ำนักย้ำหนาให้กางเขตอาคมแต่กลับไม่ทำซะงั้น
“ ใครจะไปคิดเล่า ว่ายัยบื้อนี่จะกล้าเดินเข้ามา ปกติซอยนี้มันเปลี่ยวจะตายไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งด้วยซ้ำ”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงปกติโดยไม่มีท่าทีว่าจะสำนึกผิดใดๆทั้งสิ้น จึงทำให้เด็กหนุ่มนั้นอยากจะสั่งสอนเธอเหลือเกินแต่ตอนนี้เขาต้องสงบสติอารมณ์ก่อนแล้วจัดการกับเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้า
“ ขอยาลบความทรงจำหน่อย ส่วนเธอลุกไหวมั้ยเนี่ย”
ซูซาคุยื่นมือให้เด็กสาวที่กำลังสั่นด้วยความกลัว เวลาผ่านไปคิมหันต์ก็ไม่ยอมจับมือของเขาทำให้เด็กหนุ่มเกิดเลือดขึ้นหน้าอีกครั้งพร้อมกับคว้ามือของเด็กสาวผู้ซุ่มซ่ามแล้วดึงให้เธอลุกขึ้นมาจากพื้น
“ เหวอ !” เด็กสาวร้องออกมาด้วยความตกใจแล้วเซไปตามแรงดึงของซูซาคุ
“ ยา .. หมดแล้ว ให้ฉันจับทำสัญญาเลยไหมล่ะ ถ้าเธอเอาเรื่องของเราไปพูด เธอก็จะโดนคำสาปอะไรแบบนี้ดีไหม ? ”
ไพลินพูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกทำให้คิมหันต์ได้แต่สั่นกลัวแล้วไปเกาะหลังซูซาคุแทน ปกติแล้วเธอคิดว่าไพลินเป็นมิตรกว่าเด็กหนุ่มแต่เวลานี้เธอรู้สึกว่าซูซาคุคือพ่อพระที่สุดแล้ว
“ จะบ้ารึไง ! นั่นมันเข้าข่ายศาสตร์มืดแล้วนะโว้ย” เด็กหนุ่มเอามือกุมขมับ เขาล่ะสงสัยจริงๆว่าไพลินโดนเลี้ยงดูมาแบบไหนถึงได้คิดอะไรบ้าบอแบบนี้ได้ เขาเหลือบมองเด็กสาวที่กำลังสั่นด้วยความกลัว เจ้าตัวถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“ งั้นพายัยนี่กลับไปที่คฤหาสน์ก่อน จะเอายังไงค่อยถามคนๆนั้นล่ะกัน”
“ คนๆนั้นสินะ”
พูดแต่คนๆนั้นอยู่นั่นแหละ ฉันจะรู้ไหมเนี่ยว่าคือใคร ทำไมเพื่อนร่วมห้องของฉันถึงได้เป็นแบบนี้ไปได้เนี่ย ? เด็กสาวได้แต่ร่ำร้องอยู่ในใจแต่มิอาจเปล่งเสียงใดๆออกมาได้เพราะกลัวว่าขืนพูดอะไรออกไปไพลินอาจจะเชือดเธอได้ทุกเมื่อ
ณ คฤหาสน์ เวลา 8.30 PM.
“ พะ .. พวกนายลากฉันมาที่นี่ทำไมเนี่ย ! ปล่อยนะ !” คิมหันต์หันถามอย่างตื่นตระหนกเพราะจู่ๆทั้งสองคนก็ลากเธอมาที่ไหนก็ไม่รู้แถมไพลินยังใช้พลังแปลกๆทำให้เด็กสาวขยับมือไม่ได้ราวกับว่าโดนเชือกมัดเอาไว้
“ ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอก แต่ถ้ายังเสียงดังแบบนี้ต่อไปฉันไม่รับปากนะ” เธอขู่เด็กสาวผมสีน้ำตาลที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดโวยวายนั่นทำให้เธอต้องเงียบอย่างช่วยไม่ได้
“ ไพลิน เธอเลิกแกล้งยัยบื้อนี่ได้รึยัง ? ไม่เห็นรึไงว่ายัยนี่กลัวจนสั่นไปหมดแล้ว” ซูซาคุเตือนเพื่อนสาวผมผมบลอนด์ผู้ขี้แกล้ง เพราะเธอเอาแต่แกล้งให้คิมหันต์กลัวไม่หยุดแล้วก็แอบหัวเราะเบาๆ ส่วนคนโดนแกล้งก็ดูท่าจะไม่รู้เรื่องอะไรแถมกลัวจริงจังซะงั้น
คิมหันต์ก็คงยังไม่รู้ตัวต่อไปว่าโดนไพลินแกล้ง ตอนนี้เธอเริ่มมีสติมากขึ้นจึงมองไปยังรอบๆพบว่าที่นี่นั้นน่าจะเป็นภายในคฤหาสน์เพราะมันเหมือนที่เธอเคยเห็นตามฉากหนังไม่มีผิด แต่ดูจากสภาพโดยรวมแล้วน่าจะอยู่มาไม่ต่ำกว่าร้อยปีเพราะสีผนังดูค่อยๆลอกออกมาแล้ว
กรอบรูปที่แขวนไว้บนผนังเอยหรือแม้แต่โคมไฟที่ตั้งเอาไว้ก็ดูผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนานทั้งนั้น เท่าที่เธอดูแล้วก็รู้สึกว่าคฤหาสน์หลังนี้ก็แอบให้บรรยากาศเหมือนในหนังผีเหมือนกัน
“ เสียงดังอะไรกัน ทำไมเวลาป่านนี้ยังไม่แยกย้ายเข้าห้องนอนกันอีก ?” เสียงปริศนาของชายหนุ่มดังขึ้น คิมหันต์ได้หันไปตามเสียงที่ถามพวกเพื่อนแปลกประหลาดของเขา
ชายหนุ่มผมสีฟ้าอ่อนค่อยๆเดินลงมาจากบันไดพร้อมตะเกียงเก่าๆในมือ ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์บวกกับดวงตาสีเขียวมรกตที่จ้องมองมายังเด็กสาวผมสีน้ำตาลด้วยความสงสัย
“ ขอโทษที่รบกวนนะครับคุณเซน แต่ว่ายัยคนนี้รู้ความลับของเราแล้ว คุณพอจะมีพวกยาลบความทรงจำเหลือมั่งไหมครับ ?”
“ เสียเวลาจะตาย ฉันบอกแล้วใช้คำสาปใส่ไปเลยก็จบ”
“ ฮึก หล่อนจะโหดร้ายกันไปแล้วนะยะ !” คนที่โดนจับมาตะโกนเสียงดังพร้อมน้ำตาคลอเบ้า เธอไม่คิดเลยไพลินจะโหดร้ายกับเธอได้เพียงนี้
โป้ก !
“ โอ๊ย ! ทำอะไรของนายเนี่ย เจ็บนะ” เด็กหนุ่มลงมือเขกหัวเพื่อนสาวอย่างไม่ปรานี ส่วนคนโดนทำร้ายร่างกายก็ยกมือขึ้นมากุมหัวพร้อมกับโอดครวญออกมาด้วยความเจ็บ
“ บอกว่าให้เลิกแกล้งได้แล้วไง จริงจังหน่อยสิ เฮ้อ”
“ เอาเป็นว่า ใจเย็นๆกันก่อนทุกคน” ชายหนุ่มหรือเซนพูดปรามทั้งสอง ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้เด็กสาวพลางมองดูเธออย่างพิจารณา
คิมหันต์ก้าวเท้าถอยหลังหนีตามสัญชาตญาณทันที เขาเลยหยุดเดิน แววตาของเขาฉายความเศร้าออกมาเล็กน้อยเมื่อได้มองคิมหันต์แต่ก็เพียงแค่แวบเดียวเท่านั้นแล้วก็กลับมาเป็นปกติ
“ ตอนนี้ของหมด ฉันว่าไม่จำเป็นต้องลบความทรงจำของเธอก็ได้”
“ อะไรนะครับ ? / ว่ายังไงนะ ?” ทันทีที่เซนเอ่ยออกมาแบบนั้นอีกสองคนที่เหลือถึงกับอุทานขึ้นมาพร้อมกัน ปกติแล้วถ้ามีกรณีนี้เกิดขึ้นพวกเขาจะรีบลบความทรงจำของคนที่มาพบเห็นทันทีจึงทำให้เด็กหนุ่มและเด็กสาวมองหน้ากันด้วยความไม่เข้าใจเหตุผลของผู้ชายตรงหน้า
“ งั้นเอาเป็นว่าให้เด็กคนนี้ย้ายอยู่ที่นี่กับพวกเธอเป็นการจับตาดูเป็นไง ? ระหว่างที่พวกเธอไม่อยู่กันคนที่นี่ก็เฝ้าให้ได้”
“ เอ๋ !! แต่ว่าฉันไม่มีเงินแล้วนะคะ เงินหมดไปกับการเช่าหอพักแถวโรงเรียนไปแล้วด้วย !”
“ เธอไม่มีสิทธิ์เลือก เรื่องค่าใช้จ่ายไม่ต้องกังวลเดี๋ยวฉันจะจัดการให้เอง ส่วนข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวพรุ่งนี้จะขนมาให้ คืนนี้ก็ไปพักอยู่ห้องไพลินก่อนแล้วกัน เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะเตรียมห้องไว้ให้”
คิมหันต์ได้แต่ทำหน้าเหวออย่างไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ตอนนี้เธอรู้สึกว่าเรื่องมันเกิดขึ้นเร็วไปหมดจนเริ่มตามอะไรไม่ทันแล้ว อีกสองคนที่เหลือก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
แต่ขณะที่ชายกำลังจะเดินจากไปนั้นเขาหันหน้ากลับมาหาเด็กสาวพร้อมกับเสียงดีดนิ้วดัง เปาะ
สิ้นเสียงดีดนิ้วของชายหนุ่มนั้น จู่ๆมือที่ราวกับถูกเชือกมัดของคิมหันต์ก็กลับมาเป็นอิสระดังเดิม เธอรีบลูบข้อมือของเธอทันทีเพื่อเช็คดูว่ามีตรงไหนที่รู้สึกเจ็บมากมั้ย
“ แนะนำตัวช้าไปหน่อย ฉันชื่อ เซน เป็นเจ้าของคฤหาสน์แห่งนี้ ยินดีต้อนรับ สมาชิกใหม่” ใบหน้าและน้ำเสียงของชายหนุ่มยังคงเรียบเฉยและไร้อารมณ์เช่นเดิม ต่างจากคิมหันต์ที่ทำหน้าอยากจะร้องไห้เต็มทีพร้อมกับคิดในใจอย่างแค้นเคืองว่า
ยินดีต้อนกับผีน่ะสิ บังคับให้คนอื่นมาอยู่หน้าตาเฉยแบบนี้ได้ยังไงกัน ! แถมคำพูดกับน้ำเสียงไม่ได้ดูมีความยินดีเลยสักนิด !