หลังจากได้รับเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรระดับสูงและจานค่ายกลรวมปราณ อีกทั้งระดับพลังบำเพ็ญเพียรยังเลื่อนขั้นสู่ระดับรวบรวมลมปราณ่ปลายได้สำเร็จ เฟิงหยางก็อารมณ์ดีเป็อย่างยิ่ง หลังจากล้างหน้าล้างตา เขาก็ทานอาหารแห้งรองท้องง่ายๆ แล้วจึงนำศาสตราเวทที่ชำรุดกว่าสิบชิ้นออกมาเริ่มงานซ่อมแซม
จากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องใน่เวลาที่ผ่านมา เฟิงหยางก็เริ่มมีความเข้าใจในวิชาซ่อมแซมมากขึ้น
ประการแรก วิชาซ่อมแซมในปัจจุบันยังคงเป็เพียงระดับฝึกหัดเท่านั้น สามารถซ่อมแซมได้เพียงศาสตราในระดับศาสตราเวท เขาเคยลองซื้อศาสตราล้ำค่าระดับต่ำที่ชำรุดมาสองสามชิ้น แต่กลับไม่สามารถซ่อมแซมได้ หาก้าเลื่อนระดับทักษะ น่าจะต้องอาศัยการใช้งานบ่อยครั้งเพื่อสะสมค่าประสบการณ์ แต่จะต้องใช้เวลานานเท่าใดจึงจะเลื่อนระดับได้นั้น เขาก็ยังไม่ทราบ
ประการที่สอง สำหรับศาสตราในระดับศาสตราเวท ขอเพียงแค่โครงสร้างหลักยังคงอยู่ และระดับความเสียหายยังไม่ถึง 100% ต่อให้จะเสียหายถึง 99% ก็ยังสามารถซ่อมแซมได้ ในส่วนนี้มีรายละเอียดปลีกย่อยอยู่บ้าง เช่น หากดาบยาวเล่มหนึ่งหักเป็สองท่อน หากตรวจสอบเพียงท่อนใดท่อนหนึ่ง ก็จะยังคงได้รับข้อมูลและสามารถซ่อมแซมได้ แต่จะซ่อมได้เพียงความเสียหายเล็กๆ น้อยๆ บนท่อนนั้น เช่น รอยบิ่นหรือรอยร้าว ไม่สามารถสร้างอีกครึ่งหนึ่งที่หายไปขึ้นมาใหม่ได้ แต่หากนำทั้งสองท่อนมาประกบกันแล้วใช้วิชาซ่อมแซม ก็จะสามารถเชื่อมต่อให้กลับเป็เหมือนเดิมได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นอกจากนี้ แม้เฟิงหยางจะสามารถรู้ได้ว่าต้องใช้วัตถุดิบอะไรในการซ่อมแซมศาสตรา แต่กลับไม่รู้ปริมาณที่แน่นอนของวัตถุดิบแต่ละชนิด ซึ่งนับเป็เื่ที่ค่อนข้างยุ่งยาก
...
เวลา่เช้าผ่านไปกับการซ่อมแซมศาสตรา เฟิงหยางซ่อมแซมศาสตราเวทที่เหลืออยู่หลายสิบชิ้นจนเสร็จสิ้น ในระหว่างนั้น เขาพบโดยบังเอิญว่ากระบวนการซ่อมแซมศาสตราดูเหมือนจะรวดเร็วกว่าเมื่อก่อนเล็กน้อย หรือจะกล่าวได้ว่า เขารู้สึกว่าสามารถใช้ทักษะได้คล่องแคล่วกว่าเดิม
“ทำไมถึงเป็เช่นนี้? หรือว่านี่จะเป็สัญญาณว่าจะเลื่อนระดับ? ค่าความชำนาญเพิ่มขึ้นงั้นรึ?” เฟิงหยางครุ่นคิดในใจ “อาจจะเป็เพราะระดับพลังของข้าสูงขึ้น หรืออาจจะเป็เพราะข้าเปลี่ยนไปใช้เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรที่ระดับสูงกว่าเดิม”
ปัญหานี้ยังไม่อาจหาข้อสรุปได้ในทันที คงต้องค่อยๆ ศึกษากันต่อไปในอนาคต เฟิงหยางจัดเก็บข้าวของ นำศาสตราที่ซ่อมแซมเสร็จแล้วทั้งหมดห่อรวมกันแล้วจึงออกจากบ้านไป
ด้วยความคุ้นเคยเส้นทาง เขาจึงแวะร้านขายศาสตราสองแห่ง ขายศาสตราทั้งหมดออกไป ได้หินิญญาระดับต่ำมาอีกเจ็ดร้อยกว่าก้อน จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมที่หรูหราที่สุดใจกลางเมือง
เจินเว่ยเซวียน เป็โรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเมฆาคราม และเป็ที่ที่ผู้ฝึกตนนิยมมาใช้บริการมากที่สุด เพราะนอกจากอาหารเลิศรสของคนธรรมดาแล้ว ที่นี่ยังมีอาหาริญญาที่ผู้ฝึกตนนิมยมอีกด้วย
อาหาริญญาคือวัตถุดิบที่แฝงด้วยพลังิญญา ผู้ฝึกตนสามารถดูดซับพลังิญญาจากอาหารเหล่านี้ได้ หากรับประทานเป็ประจำก็จะช่วยในการบำเพ็ญเพียรได้ไม่น้อย แม้แต่คนธรรมดาหากได้รับประทานก็ยังสามารถช่วยยืดอายุขัยได้ ในสำนักใหญ่ๆ หลายแห่งมักจะปลูกธัญพืชิญญาและพืชผักิญญาไว้เอง บางสำนักถึงกับเชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ การเพาะปลูกวัตถุดิบอาหาริญญาระดับสูง จนเกิดเป็อาชีพพิเศษที่เรียกว่า เชฟอาหาริญญาซึ่งเป็เชฟที่เชี่ยวชาญในการปรุงอาหาริญญา และเป็อาชีพที่เป็ที่้าอย่างมาก
อาหาริญญาที่เจินเว่ยเซวียนสามารถทำได้เป็เพียงอาหาริญญาระดับหนึ่งและสองซึ่งเป็ระดับต่ำสุดเท่านั้น แต่ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ก็นับว่าเป็ของฟุ่มเฟือยแล้ว ผู้ฝึกตนทั่วไปไม่มีทุนทรัพย์พอที่จะมาใช้บริการบ่อยๆ แต่ถึงแม้คนส่วนใหญ่จะนานๆ ครั้งจึงจะเก็บเงินมาได้สักที กิจการของเจินเว่ยเซวียนก็ยังคงรุ่งเรืองอย่างยิ่ง
ตอนนี้เฟิงหยางก็นับว่าพอมีฐานะอยู่บ้าง การจะมาทานอาหารดีๆ สักมื้อที่เจินเว่ยเซวียนจึงไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด แต่เขากลับไม่ได้ขึ้นไปยังห้องส่วนตัวที่หรูหรากว่าบนระดับสอง แต่เลือกหาที่นั่งว่างในโถงระดับหนึ่ง แล้วสั่งอาหาริญญามาหนึ่งโต๊ะ
ที่เขามาที่นี่ นอกจากจะ้าให้รางวัลกระเพาะของตนเองแล้ว ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งนั่นคือเขา้ามาสืบข่าว
ที่นี่เป็แหล่งรวมตัวของผู้ฝึกตน และผู้ที่มาได้ส่วนใหญ่มักจะไม่ใช่หน้าใหม่และมีฝีมืออยู่บ้าง หลายคนรู้เื่ราวในแวดวงผู้ฝึกตนของเมืองเมฆาครามเป็อย่างดี ประกอบกับโต๊ะอาหารเป็สถานที่ที่ดีที่สุดในการซุบซิบนินทา โดยพื้นฐานแล้วไม่ต้องเอ่ยปากถามก็สามารถได้ยินข่าวซุบซิบต่างๆ นานา
ตัวอย่างเช่น มีคนล่าอสูรระดับสอง่ปลายที่หาได้ยากนอกเมืองได้ หรือมีคนทะเลาะกันเพื่อแย่งชิงสตรีฝึกตนจนถึงขั้นประลองชี้เป็ชี้ตาย หรือได้ยินว่ามีคนได้รับมรดกจากผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งจนทะยานขึ้นสู่ฟ้าแล้วจากเมืองเมฆาครามไปแล้ว เป็ต้น
เพียงแค่รออาหารมาเสิร์ฟชั่วครู่ เฟิงหยางก็ได้ยินเื่ราวที่น่าทึ่งมากมาย จนเขาเพิ่งจะรู้ว่าแวดวงผู้ฝึกตนในเมืองเมฆาครามเล็กๆ แห่งนี้ก็มีเื่ราวที่น่าสนใจมากมายถึงเพียงนี้
ในที่สุด ขณะที่อาหารมาเสิร์ฟและเฟิงหยางกำลังทานอย่างเอร็ดอร่อย เขาก็ได้ยินข่าวที่เขาสนใจที่สุด
“ได้ยินข่าวหรือยัง? คุณชายใหญ่ตระกูลเหอ เหอหยวน ออกไปล่าอสูรนอกเมืองเมื่อวันก่อนแล้วก็ยังไม่กลับมาเลย ได้ยินว่าตายอยู่ข้างนอกแล้ว!”
“ข้าก็ได้ยินข่าวมาเหมือนกัน ตอนนี้ตระกูลเหอกำลังตามสืบข่าวกันให้วุ่นวายไปหมด เหมือนกับว่าขอแค่ให้ข้อมูลอะไรก็ได้เกี่ยวกับเหอหยวน ก็จะได้รางวัลเป็หินิญญาระดับต่ำหนึ่งร้อยก้อนเลยนะ!”
“เหอะ ยังจะต้องสืบอะไรอีก? หายไปนานขนาดนี้ เก้าในสิบส่วนคงตายด้วยน้ำมือของอสูรไปแล้วกระมัง? เผลอๆ อาจจะหากระดูกไม่เจอด้วยซ้ำ!”
“ก็ไม่แน่ เหอหยวนเป็ถึงคุณชายใหญ่ตระกูลเหอ ของดีบนตัวย่อมมีไม่น้อย ระดับพลังก็อยู่ที่สร้างฐานขั้นที่สอง ต่อให้เจออสูรที่สู้ไม่ได้ การหนีก็ไม่น่าจะมีปัญหา ข้าว่าไม่น่าจะตายด้วยน้ำมือของอสูร แต่น่าจะถูกคนฆ่ามากกว่า”
“ข้าก็ว่าน่าจะเป็ไปได้ ได้ยินว่าตระกูลเหอประกาศออกมาแล้วว่า หากมีคนฆ่าเหอหยวนจริงๆ ขอเพียงให้เบาะแสเกี่ยวกับฆาตกร ก็สามารถแลกเป็หินิญญาระดับต่ำได้ห้าร้อยก้อน หากสามารถช่วยพวกเขาจับฆาตกรได้ จะได้รับรางวัลถึงห้าพันหินิญญาระดับต่ำเลยนะ!”
“พระเ้า...ห้าพันหินิญญาระดับต่ำ?! ทั้งชีวิตข้ายังไม่เคยเห็นหินิญญามากขนาดนี้เลยนะ! ช่างน่าอิจฉาจริงๆ”
“...”
เฟิงหยางทานอาหารไปพลางเงี่ยหูฟังไปพลาง ขณะเดียวกันก็คิดคำนวณในใจ
ตระกูลเหอเริ่มเคลื่อนไหวแล้วจริงๆ แต่นี่ก็เป็เื่ที่ข้าคาดไว้อยู่แล้ว โอกาสที่พวกเขาจะสืบมาถึงตัวข้านั้นแทบจะเป็ศูนย์ ตราบใดที่คนที่รู้เื่ไม่กี่คนไม่ทรยศข้า
แม้จะเลือกที่จะเชื่อใจพวกเจิ้งข่าย แต่เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เฟิงหยางก็ตัดสินใจว่าจะไม่เปิดเผยตัวตนใน่นี้ สมาคมภารกิจคงจะไม่ไปสักพัก ต่อให้ออกจากบ้านก็ควรจะใช้ชื่อปลอม อย่างไรเสียตอนนี้ทรัพยากรก็มีเพียงพอ ทั้งยังได้เคล็ดวิชาใหม่กับค่ายกลรวมปราณมาแล้ว เขาควรเก็บตัวบำเพ็ญเพียรไปสักพักแล้วกัน ระหว่างนี้หากมีคนทรยศขายชื่อของเขาออกไปจริงๆ หากตระกูลเหอ้าที่จะตามหาเฟิงหยางที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามในเมืองเมฆาครามอันกว้างใหญ่นี้ก็ไม่ใช่เื่ง่าย ถึงตอนนั้นหากตกอยู่ในอันตรายจริงๆ ก็ค่อยแอบหนีไปก็แล้วกัน
อาหาริญญามื้อนี้ นับเป็มื้อที่อร่อยที่สุดในชีวิตของเฟิงหยางอย่างไม่ต้องสงสัย เขากล้าเอาท้องของตนเป็ประกันได้เลยว่า ต่อให้เป็พระกระยาหารในวังหลวงที่เลื่องชื่อบนโลกก็ยังเทียบไม่ได้กับผักกวางตุ้งจานหนึ่งที่เขาทานเข้าไปเมื่อครู่ สมกับที่เป็อาหาริญญา ต่อให้เป็เพียงอาหาริญญาระดับหนึ่งที่ต่ำที่สุด ก็ยังวิเศษอย่างหาที่เปรียบมิได้ เขารู้สึกว่าระหว่างที่ทานอาหารเข้าไปนั้น ตนเองได้ดูดซับพลังิญญาเทียบเท่ากับหินิญญาระดับต่ำหลายก้อนโดยไม่รู้ตัว พลังิญญาเหล่านี้ถูกเก็บไว้ในร่างกาย ค่อยๆ หลอมรวมเข้ากับเซลล์ในเืเนื้อ ขอเพียงแค่ขัดเกลาเล็กน้อยก็จะสามารถดูดซับได้อย่างสมบูรณ์
การทานอาหารก็เทียบเท่ากับการบำเพ็ญเพียร นับเป็เื่ที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง เฟิงหยางไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า ศิษย์ในสำนักใหญ่ที่ได้ทานอาหาริญญาระดับสูงทุกมื้อนั้นจะมีความสุขเพียงใด และการบำเพ็ญเพียรของพวกเขาจะราบรื่นเพียงใด
เฟิงหยางตัดสินใจว่า ต่อไปนี้เขาจะมาใช้บริการที่เจินเว่ยเซวียนบ่อยๆ
...
มื้อนี้ เฟิงหยางทานอาหารไปในปริมาณที่เทียบเท่ากับคนธรรมดาห้าคน นับเป็มื้อที่อิ่มที่สุดในชีวิตของเขา แน่นอนว่าปริมาณอาหารเท่านี้สำหรับผู้ฝึกตนแล้วนับว่าไม่มากนัก ทำให้เฟิงหยางอดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ หากใช้มาตรฐานบนโลก ผู้ฝึกตนที่นี่แต่ละคนล้วนเป็สุดยอดจอมเขมือบกันทั้งสิ้น
ตอนที่ทาน เฟิงหยางรู้สึกว่าอาหาริญญานี้มีประโยชน์ต่อผู้ฝึกตนอย่างยิ่ง แต่ตอนที่จ่ายเงิน เขาถึงได้เข้าใจว่าประโยชน์นี้ฟุ่มเฟือยเพียงใด อาหารมื้อนี้ เขาทานไปถึงหกสิบหินิญญาระดับต่ำ!
การใช้หกสิบหินิญญาระดับต่ำเพื่อแลกกับการดูดซับพลังิญญาจากอาหารมื้อหนึ่งได้ประมาณหกหินิญญา ได้รับกลับมาเพียงแค่หนึ่งในสิบส่วนเท่านั้น ช่างฟุ่มเฟือยอย่างถึงที่สุด
แต่เฟิงหยางก็เพียงแค่ทอดถอนใจ ไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไรนัก อย่างไรเสียตอนนี้เขาก็ไม่ขาดแคลนหินิญญา ขอเพียงแค่มีประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเพียร ฟุ่มเฟือยบ้างก็ไม่เป็ไร
...
“พี่ใหญ่ ดูนั่นสิ! คนนั้นดูเหมือนจะเป็คนที่รับซื้อของเก่าในตลาดเสรีวันนั้น!”
ที่โต๊ะเล็กๆ มุมขวาของโถง ชายหนุ่มท่าทางเ้าเล่ห์ตาเล็กข้างใหญ่ข้างจ้องเขม็งไปยังเฟิงหยางที่กำลังจ่ายเงิน แล้วเอ่ยกับชายหนุ่มร่างกำยำที่กำลังทานอาหารอยู่ตรงข้ามด้วยความประหลาดใจระคนยินดี
“หืม?”
ชายหนุ่มร่างกำยำและชายหนุ่มคิ้วหนาอีกคนที่อยู่ข้างๆ ต่างก็ชะงักไปพร้อมกัน แล้วหันไปมอง
“เป็มันจริงๆ!” ชายหนุ่มร่างกำยำดวงตาเป็ประกาย โดยเฉพาะเมื่อเห็นเฟิงหยางหยิบหินิญญาห้าหกสิบก้อนออกมาโดยไม่กระพริบตา ในดวงตาของเขาก็ยิ่งฉายแววละโมบออกมา เขายิ้มเย็น
“ทำให้พวกเราพี่น้องต้องไปนั่งเฝ้าอยู่ที่ตลาดเสรีตั้งสิบกว่าวัน ไม่คิดว่าจะได้เจอเ้าเด็กนี่ในวันนี้”
เขามองดูอาหารบนโต๊ะของตนที่ทานไปไม่ถึงสิบหินิญญาระดับต่ำ แล้วกล่าวอย่างเคียดแค้น
“คนเดียวกินไปตั้งห้าหกสิบหินิญญาระดับต่ำ? แม่งเอ๊ย โคตรฟุ่มเฟือย! ไป! ตามมันไป!”