ณมหาทวีปั์ ตรงสุดขอบชายแดนของมหาทวีป มีหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ติดกับเทือกเขาหมื่นอสูรอันกว้างใหญ่ไพศาล ในเทือกเขาหมื่นอสูรเต็มไปด้วยสัตว์อสูรที่ดุร้ายมากมาย แม้ถึงมันจะเต็มไปด้วยอันตรายแต่ก็ยังคงมีผู้คนมากมายคอยแวะเวียนกันเข้าไปเพื่อแสวงหาโอกาสและทรัพย์สมบัติมากมายที่ยังไม่เคยถูกค้นพบแม้จะรู้ถึงความเสี่ยงว่าอาจจะไม่มีชีวิตรอดกลับออกมาเพราะถ้าโชคดีพอก็อาจจะค้นพบสมบัติที่จะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปได้เลย
ในกระท่อมหลังเล็กทรุดโทรมซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับชายป่าของหมู่บ้าน เป็ที่อยู่อาศัยของเด็กหนุ่มอายุประมาณ 14ปี ชื่อว่าเทียนเฟิง เด็กหนุ่มอาศัยอยู่กับปู่ที่แก่ชราของเขา จนกระทั่งอายุ 9 ปีปู่ของเขาก็ได้จากโลกนี้ไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนักเพราะกังวลว่าจะต้องทิ้งหลานเพียงคนเดียวให้ต้องเผชิญโลกที่โหดร้ายเพียงลำพังถึงแม้เขาจะถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรที่เขามีให้แก่เทียนเฟิงทั้งหมดแล้วก็ตาม
“วันนี้ก็ต้องเข้าป่าอีกแล้วสินะ”บ่นกับตัวเองนิดหน่อยแล้วเด็กหนุ่มก็หยิบตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นมาสะพายหลังแล้วเดินออกจากกระท่อมไปเป้าหมายของเขาก็คือชายป่ารอบนอกของเทือกเขาอสูรซึ่งส่วนใหญ่จะมีแต่สัตว์ป่าธรรมดาอาศัยอยู่เพราะถ้าให้เด็กอย่างเขาเข้าไปลึกกว่านี้ก็คงจะไม่ได้กลับออกมา
เทือกเขาหมื่นอสูรแบ่งทั้งหมดออกเป็9 เขต ซึ่งที่ๆ คนธรรมดาอย่างเขาพอจะเข้าไปได้ก็มีแค่รอบนอกสุดเท่านั้นแต่ถึงแม้จะเป็เขตรอบนอกสุดก็ตาม บางครั้งก็จะมีสัตว์อสูรระดับ 1 บางตัวเผลอหลุดเข้ามาอยู่บ้าง ซึ่งนั้นก็ถือเป็ความเสี่ยงที่ต้องรับ ถ้าหากจะเหยียบย่างเข้าไปในเทือกเขาอสูร
สัตว์อสูรจะถูกแบ่งออกเป็9 ระดับ แต่ละระดับแบ่งออกเป็ ขั้นต่ำ ขั้นกลางและขั้นสูง สัตว์อสูรระดับ 1จะเทียบได้กับผู้ฝึกยุทธขั้นเสริมสร้างร่างกาย
สัตว์อสูรระดับ 2จะเทียบได้กับผู้ฝึกยุทธ์ระดับเบิกชีพจรปราณ และจะไล่ลำดับขึ้นไปเรื่อยๆแต่ถึงแม้ระดับพลังของสัตว์อสูรกับผู้ฝึกยุทธ์จะเท่ากันก็ตามแต่ร่างกายของสัตว์อสูรแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์มากอีกทั้งยังมีความบ้าคลั่งและกระหายเืไม่กลัวตายเพราะฉะนั้นถ้าจะล่าสัตว์อสูรระดับ 1 สักตัวนั้น จะต้องรวมกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ระดับเดียวกันกับสัตว์อสูรสัก3-4 คน จึงจะสามารถรับประกันความปลอดภัยได้
โดยปกติเทียนเฟิงจะเข้าไปหาสมุนไพรในเทือกเขาหมื่นอสูรทุก3-5 วัน โดยเขาจะตระเวนหาอยู่แค่รอบนอกบริเวณชายป่าเทือกเขาหมื่นอสูรเท่านั้นเนื่องจากเขาเป็คนธรรมดาไม่ได้ฝึกยุทธ์อะไรเพราะการฝึกยุทธ์นั้นจะต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ทั้งเงินทอง สมุนไพริญญาโอสถิญญา และหินปราณซึ่งแต่ละอย่างที่กล่าวมานั้นเป็ต้นทุนที่มหาศาลมากจนคนธรรมดาอย่างเขาไม่อาจเอือมถึงสมุนไพรที่เขาหาได้ก็จะเป็พวกสมุนไพรทั่วไปที่เติบโตอยู่รอบนอกของชายป่าเทือกเขาหมื่นอสูรเท่านั้นเมื่อหาได้เขาก็จะนำไปขายในเมืองเพื่อแลกกับเงินเล็กๆ น้อยๆ มาประทังชีวิตแต่ละวัน
“เห้อวันนี้หาสมุนไพรได้ไม่เท่าไรเอง” เทียนเฟิงบ่นกับตัวเองเบาๆ
“หรือจะลองเข้าไปลึกกว่านี้ดูดีนะ”เทียนเฟิงกำลังรู้สึกคิดหนักเพราะถ้าเขาเข้าไปลึกกว่านี้ความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัวถึงผลตอบแทนที่จะได้จะเยอะขึ้นมากก็ตามแต่อันตรายก็เพิ่มขึ้นเป็เท่าตัวด้วยเช่นกัน
“เอาว่ะลองเสี่ยงดูสักหน่อยก็แล้วกัน” ในที่สุดเทียนเฟิงก็ตัดสินใจได้เขาก็ได้เดินเข้าไปในเขตที่ 1 ของเทือกเขาหมื่นอสูร เขาค่อยๆเดินเข้าไปอย่างระมัดระวังในทุกอย่างก้าว สายตาก็คอยสอดส่องไปโดยรอบ เดินไปได้สัก10 ก้าว เขาก็จะหยุดเดินและคอยเงี่ยหูฟังเสียงต่างๆ รอบตัว เมื่อมั่นใจได้ว่าไม่ได้ยินเสียงอะไรแปลกๆเขาก็เดินต่อไป เขาทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนครึ่งชั่วยามต่อมา เขาก็ได้กลิ่นหอมของสมุนไพรลอยเข้ามาแตะจมูกเขาดมกลิ่นแยกแยะทิศทางได้แล้วก็ค่อยๆเดินไปทางที่กลิ่นของสมุนไพรโชยมาด้วยความระมัดระวังขั้นสูงสุด เพราะปู่ของเขาพร่ำบอกเสมอว่าถ้าหลานโชคดีเจอสมุนไพริญญาเมื่อไร ให้ระวังภัยอันตรายทุกรูปแบบทันทีเพราะโดยทั่วไปสมุนไพริญญามักจะมีสัตว์อสูรคอยเฝ้าอยู่เสมอ
“ตึกตัก”เสียงหัวใจของเทียนเฟิงเต้นแรง เหงื่อของเขาผุดขึ้นเต็มใบหน้าเขาค่อยๆตามกลิ่นไปอย่างระมัดระวัง
จนในที่สุดเขาก็มาถึง ห่างจากต้นไม้ที่เขาแอบอยู่ประมาณ 5 เมตรมีสมุนไพรต้นหนึ่งงอกอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ลำตันมีรูปร่างคล้ายต้นหญ้าธรรมดาทั่วไปลักษณะใบเรียวยาว ขอบใบมีรอยหยักคล้ายฟันเลื่อย
“นั้นมัน หญ้าเสริมกายสมุนไพริญญาระดับ 1 นี่นา” เทียนเฟิงตื่นเต้นมากจนเกือบระงับความรู้สึกที่อยากจะพุ่งเข้าไปเก็บโดยทันทีไม่ไหวเพราะการจะพบเจอสมุนไพริญญาสักต้นนั้นเป็อะไรที่ยากมากและหญ้าเสริมกายนั้นยังเป็สมุนไพริญญาที่ใช้สำหรับเสริมสร้างร่างกายของผู้ฝึกยุทธขั้นเสริมสร้างร่างกายได้อีกด้วย
“ไม่ได้สิใจเย็นไว้” เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และค่อยๆตั้งสติจากนั้นก็เริ่มสอดส่ายสายตาไปรอบๆ หูก็ค่อยฟังเสียงไปด้วยจนผ่านไปครึ่งเค่อก็ยังไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นเขาจึงค่อยๆย่องเข้าไปใกล้สมุนไพริญญาต้นนั้นอย่างช้าๆโดยที่ไม่ได้ลดการระมัดระวังลงเลยแม้แต่น้อยจนกระทั่งเข้ามาถึงต้นสมุนไพริญญาเขาจึงค่อยๆ บรรจงถอนมันขึ้นมาเมื่อถอนขึ้นมาได้แล้วเขาก็ค่อยๆบรรจงเก็บสมุนไพรใส่กระเป๋าสะพายหลังอย่างทะนุทะนอมและระมัดระวัง
“ใกล้แล้วๆกลิ่นเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆแล้ว”
“ฮ่าๆๆไม่คิดว่าเข้ามาเทือกเขาในครั้งนี้จะได้เจอสมุนไพริญญานะเนี่ย”
“นั้นสิขอรับนายน้อยคราวนี้โชคดีจริงๆ” ทันใดนั้นเองเทียนเฟิงก็พลั่นได้ยินเสียงพูดและเสียงฝีเท้าที่กำลังใกล้เข้ามาด้วยความเร็วฟังจากเสียงพูดคุยและเสียงฝีเท้าแล้วน่าจะมีคนมาประมาณ 3-4 คน
“ซวยละไม่มีที่ให้หลบแล้วด้วย” เทียนเฟิงหันซ้าย หันขวา เพื่อหาที่ซ่อน แต่ไม่มีที่ไหนที่จะซ่อนได้เลย เขาจึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆตั้งสติและสงบจิตใจแล้วตัดสินใจที่จะเผชิญหน้ากับคนกลุ่มนั้น
“หืม”เสียงแปลกใจดังขึ้น เมื่อคนกลุ่มนั้นมาถึงและเห็นเทียนเฟิงยืนอยู่ตัวคนเดียวอยู่ใต้ต้นไม้และเมื่อกวาดตามองไปรอบๆก็เห็นร่องรอยการขุดดินอยู่ใกล้ๆ กับเท้าของเทียนเฟิงเมื่อเห็นดังนั้นคนกลุ่มนั้นก็เดาได้ทันทีว่าสมุนไพรนั้นคงถูกเทียนเฟิงเก็บเอาไปแล้ว
“เฮ้ย แกน่ะเก็บสมุนไพรไปแล้วสินะ” สมุนตาตี๋ๆเหมือนหนู ตะคอกออกมา
“ส่งออกมาให้นายน้อยของพวกข้าเดี๋ยวนี้”คราวนี้สมุนคนอ้วนๆะโออกมา แบบไม่ยอมน้อยหน้าสมุนตาตี๋
“สมุนไพรนี่เป็ข้าที่พบเจอก่อน มันก็ควรต้องเป็ของข้า” เทียนเฟิงตอบออกไป
“เห้ใจกล้าไม่เบานี่”
“คงไม่รู้ล่ะสิว่าข้าเป็ใครน่ะ” เด็กชายแต่งตัวดูดีมีฐานะ อายุราวๆ 12-13 พูดขึ้นมา
“เ้าอ้วนบอกมันไปซิ ว่าข้าเป็ใคร”
“ขอรับนายน้อย”เ้าอ้วนรับคำ
“ฮะแฮ้มฟังแล้วจำใส่กะโหลกให้ดีล่ะ เ้าคนบ้านนอกนายท่านผู้นี้ก็คือนายน้อยแห่งตระกูลเซียว เซียวเจี้ยน ของเมืองมิ่งเหยาหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ยังไงล่ะ” เ้าอ้วนพูดน้ำลายแตกฟอง
เด็กชายที่ชื่อเซียวเจี้ยนเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งยะโส
“เอาล่ะในเมื่อรู้แล้วว่าข้าเป็ใครก็จงส่งสมุนไพริญญามาซะในตอนที่ข้ายังพูดดีๆด้วยอยู่”
“ตระกูลเ้าออกจะร่ำรวยใหญ่โตทำไมต้องมาแย่งสมุนไพรกับชาวบ้านตัวเล็กๆ คนหนึ่งด้วยละ”
เทียนเฟิงพูดออกไปช่วยไม่ได้เพราะสมุนไพริญญาต้นนี้สำคัญกับเขามากๆ
“ตัวข้านายน้อยต้องให้เหตุผลกับแกด้วยเหรอถ้าข้าอยากได้อะไรข้าก็ต้องได้!”
“พวกแก!จับมันแล้วเอาสมุนไพริญญามาให้ข้า จากนั้นก็ฆ่ามันทิ้งซะ!”
“ขอรับ! นายน้อย”พวกลูกสมุนรับคำทันที และกำลังจะเข้ามาล้อมเทียนเฟิง
ชิบหายล่ะต้องรีบหนีเทียนเฟิงเห็นดังนั้น จึงรีบกลับหันหลังแล้ววิ่งหนีทันทีทางรอดเดียวของเขาคือต้องเข้าไปในป่าลึก ถึงจะต้องเสี่ยงเจอสัตว์อสูรก็ตามแต่มันก็มีโอกาสรอดมากกว่าหนีไปข้างนอกป่า
“ตามมันไปจับมันมาให้ได้ ข้าคนนี้จะทรมานมันแล้วฆ่ามันเอง!” เด็กชายะโสั่ง
เทียนเฟิงวิ่งหน้าตั้งตรงเข้าไปในป่าโดยมีพวกลูกสมุนเ่าั้ไล่ตามมาข้างหลังลูกสมุนเ่าั้ต่างก็มีพลังขั้นเสริมสร้างร่างกายโดยมีคนหนึ่งขั้นเสริมสร้างร่างกายขั้นที่แปดและอีกสองคนขั้นเสริมสร้างร่างกายขั้นที่เจ็ดอันที่จริงไม่ว่าใครในสามคนก็สามารถจับเทียนเฟิงได้ง่ายๆแต่พวกมันไม่คิดจะทำแบบนั้น ในใจพวกมันกำลังสนุกและกำลังคิดว่าเล่นแมวจับหนูอยู่โดยที่เทียนเฟิงก็เป็แค่หนูตัวเล็กๆ ที่ให้พวกมันเล่นฆ่าเวลาก็เท่านั้นในขณะที่พวกมันไล่ตามอยู่ นายน้อยของพวกมันที่เป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเสริมสร้างร่างกายขั้นที่เก้าก็กำลังตามหลังมาอย่างสบายๆ