หลิวอ้ายผิงร่างกายดีขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงสองถึงสามวัน แม้จะรู้สึกเจ็บแปลบด้านในเป็บางครั้งคราว ก็ไม่ได้มีผลต่อการใช้ชีวิตมากนัก อีกอย่างสำนักแพทย์แห่งนี้ดูแลนางดีเป็พิเศษยิ่ง หลังจากที่ฟื้นขึ้นมาในคืนวันนั้น นางก็ไม่เห็นผู้เป็ศิษย์พี่อีกเลย คาดว่าเขาคงมีงานด่วนที่สำคัญกว่าให้ต้องจัดการ
หญิงสาวไม่ได้มีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในเื่ไร้สาระ เพียงเขาออกหน้าปกป้องตนที่ลานประลองทั้งยังพามารักษาที่แห่งนี้ ก็ถือว่ามากพอสมควรแล้ว หลิวอ้ายผิงตระหนักได้ว่า อย่างไรแล้ว เขาก็คงเห็นว่านางเป็ศิษย์น้องอยู่บ้าง...
เมื่อคิดได้ดังนั้นก็พยักหน้าให้ตนเองอย่างพึงพอใจ
วันนี้ท่านหมอมาแจ้งว่านางสามารถกลับไปพักผ่อนที่จวนเองได้แล้ว ทั้งยังให้ระวังเื่การใช้แรงและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน ไม่กี่วันก็จะหายเป็ปลิดทิ้ง หลิวอ้ายผิงลุกขึ้นเก็บของบางส่วนได้ไม่มาก สาวใช้ที่ศิษย์พี่ของนางส่งมาให้ช่วยดูแลยามที่พักฟื้นอยู่ที่สำนักแพทย์ก็กุลีกุจอเข้ามาช่วย
“ลู่เอิน ขอบใจเ้ามาก” หญิงสาวเอ่ยขอบคุณอีกฝ่ายด้วยใจจริง พอได้อยู่ด้วยกันสามวันมานี้ จึงได้พบว่าลู่เอินเป็คนพูดน้อย แต่นิสัยดีเป็อย่างมาก ที่สำคัญคือยังอยู่ในวัยเดียวกันทำให้นางรู้สึกราวกับมีสหายอีกคนคอยพูดคุยด้วยยามรู้สึกเหงา
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ” ลู่เอินเอ่ยยิ้มๆ
“กับข้า เ้าไม่จำเป็ต้องพูดเพราะขนาดนี้ก็ได้ ข้าไม่เคยใช้ชีวิตในฐานะคุณหนูด้วยซ้ำ บอกตรงๆ มันไม่ชินเอาเสียเลย” หลิวอ้ายผิงบอกออกไปตามตรง แต่...
“เ้าค่ะ”
“แล้วแต่เ้าเลย” หลิวอ้ายผิงถอนหายใจอย่างอับจนหนทาง จึงไม่เซ้าซี้ต่อ ก่อนจะสังเกตเห็น ว่ายามนี้จางหย่งมายืนรออยู่ที่ด้านหน้าประตู หลิวอ้ายผิงและลู่เอินจึงเดินตามเขาออกไปยังด้านนอก ที่มีรถม้าจอดรออยู่ก่อนแล้ว
ทั้งสองขึ้นรถม้าขนาดพอดีไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป เพื่อกลับจวนประมุขเจียงจวิ้นเหยียน เพียงไม่นานก็ถึงจุดหมาย จางหย่งจึงเดินนำหญิงสาวทั้งคู่ ไปหาท่านประมุขที่รออยู่ก่อนแล้ว
ภายในห้องทำงาน เจียงจวิ้นเหยียนกำลังรอหญิงสาวนางหนึ่งอยู่พอดี ไม่นานนางก็ปรากฏตัวต่อหน้า ใบหน้าซูบซีดในวันนั้นเริ่มมีเืฝาดขึ้นบ้างแล้ว แม้เขาจะไม่ได้อยู่ดูแลหลิวอ้ายผิง เพราะมีสิ่งที่ต้องจัดการ แต่สาวใช้ผู้นี้ก็คอยรายงานอาการโดยไม่มีขาดตกบกพร่อง
“ท่านประมุข ขอบคุณท่านมากนะเ้าคะ ที่ให้ลู่เอินไปอยู่เป็เพื่อนข้า” หลิวอ้ายผิงเริ่มเปิดประโยค เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังยืนนิ่งไม่พูดจา
“ไม่เป็ไร” คำตอบและน้ำเสียงของเขาช่างสวนทางกับความคิดโดยสิ้นเชิง ในใจอยากจะเอ่ยถามหลายประโยคด้วยความเป็ห่วง แต่ไม่รู้ว่าต้องเริ่มอย่างไรหรือต้องแสดงออกแบบไหน
“ท่านมีสิ่งใดอยากพูดกับข้าหรือไม่” หญิงสาวที่คอยลอบสังเกตสีหน้าอีกฝ่าย จึงเห็นว่าเขามีแววตาราวกับครุ่นคิดบางอย่าง
“ข้าเตรียมเรือนใหม่ไว้ให้เ้าแล้ว” เขาเอ่ยออกมาเก้ๆ กังๆ หลิวอ้ายผิงรู้สึกแปลกใจไม่น้อยจึงเผลอแสดงออกทางสีหน้า แต่ประโยคถัดมายิ่งทำให้นางแทบไม่อยากจะเชื่อหูตนเอง
“ลู่เอิน เ้าอยู่ดูแลอ้ายผิงที่เรือนนั้นด้วยเลย ส่วนจางหย่ง หน้าที่หลักจากนี้คือดูแลความปลอดภัยของนาง” กล่าวจบก็ตีหน้าขรึมราวกับพูดเื่ดินฟ้าอากาศทั่วไป
หลิวอ้ายผิงคิดว่าตนหูฝาดไป เมื่อหันไปทางจางหย่งก็มีสีหน้าแปลกใจไม่ต่างกัน “ท่านประมุข ท่านไม่สบายหรือเ้าคะ” นางถามท่าทางจริงจัง เมื่อเข้าไปใกล้จึงเอื้อมมือบอบบางไปแตะบริเวณหน้าผากของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่พบว่าผิดปกติอันใด
เจียงจวิ้นเหยียนกลั้นหายใจใน่เวลานั้น ร่างกายของเขาไม่อาจขยับเขยื้อนอย่างที่ใจคิดได้เลย
“เหตุใดท่านหน้าแดงถึงเพียงนี้” หลิวอ้ายผิงเริ่มสังเกตเห็นว่าศิษย์พี่ของนางหน้าแดงขึ้นมา ในใจเกิดเป็ห่วงว่าเขาอาจไม่สบายหรือมีไข้ขึ้นมาจริงๆ จึงเริ่มเข้าไปใกล้เพื่อตรวจดูอีกครั้ง
“ข้าสบายดี จางหย่งพานางออกไป” เขาตอบพลางถอยหลังจนชนแจกันที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งจนเซเล็กน้อย
“ท่านประมุข” นางเอ่ยเสียงใพุ่งตัวไปประคองแขนข้างหนึ่ง พร้อมกับคิดว่าเขาช่างดื้อด้านยิ่งนัก เห็นๆ กันอยู่ว่าจับไข้จนยืนแทบไม่ไหวแล้วยังโกหกหน้าตายว่าสบายดี
เจียงจวิ้นเหยียนยามนี้ยืนแข็งทื่อเป็ตอไม้อีกครั้ง มองคนที่ตัวเล็กกว่าตนเกาะกุมแขนข้างหนึ่งอย่างใกล้ชิด ในอกที่สั่นไหวเป็ทุนเดิมยามนี้กลับยิ่งสั่นไหวรุนแรงขึ้นจนแทบะเิออกมาด้านนอก เ้าตัวกัดฟันกรอดอย่างเหลืออด เอ่ยทวนคำสั่งกับคนของเขาโดยเน้นทุกคำ “จางหย่ง พา นาง ออก ไป เดี๋ยว นี้”
หลิวอ้ายผิงปล่อยมือออกไปแต่โดยดี เมื่อคิดว่าเขาเริ่มโมโหจริงจังแล้ว
จางหย่งที่ถูกเรียกอดยิ้มขำออกมาไม่ได้ ตัวเขาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาร่วมยี่สิบห้าปี ไม่เคยเห็นใครที่ไม่ประสีประสาด้านการแสดงความรู้สึกต่อหญิงสาวเช่นนี้มาก่อน ผู้ที่เป็ถึงประมุขแห่งพรรคมาร ควบคุมอำนาจทั่วแคว้นกระทั่งฮ่องเต้แห่งแคว้นยังต้องยอมอยู่ใต้อาณัติ กลับไม่สามารถควบคุมตนเองต่อหน้าหญิงสาวนางหนึ่งได้ หากเื่นี้รู้ถึงไหน มิใช่ว่าอับอายถึงที่นั่นหรอกหรือ...
เมื่อทั้งหมดออกไปจากห้องแล้ว เจียงจวิ้นเหยียนจึงพรั่งพรูหายใจออกมา เขาเริ่มเดินกลับไปกลับมาอย่างคิดไม่ตก ว่าเหตุใดตนจึงมีอาการคล้ายไม่สบายเช่นนี้ เมื่อก่อนเขาคิดว่านางคือสตรีที่รับมือยาก แต่ในยามนี้ยิ่งทวีความยากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า หากเป็เช่นนี้เขาควรทำอย่างไรต่อไปดี...
ยามนี้หลิวอ้ายผิงยืนอึ้งเป็ไก่ไม้ อยู่บริเวณหน้าเรือนที่ดูวิจิตรตระการตา พลางคิดว่านี่ไม่มากไปหน่อยหรือ นางเคยผ่านเรือนนี้อยู่หลายครา เดิมทีเป็เรือนที่ไม่ได้มีผู้อาศัยแต่ก็สะอาดเพราะอยู่ใกล้กับเรือนหลัก ในคราแรกให้ความรู้สึกอึมครึมไร้สีสัน แต่ไม่ทราบว่าผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ต้นไม้ดอกไม้ ทั้งยังสิ่งของประดับจวนเหล่านี้งอกมาจากที่ใดในเวลาอันรวดเร็วเพียงนี้
ยามเข้าไปด้านในเรือนที่กว้างขวาง ห้องหับแบ่งเป็สัดส่วนหลากหลายห้อง สิ่งที่หลิวอ้ายผิงปลาบปลื้มที่สุดเห็นจะเป็ห้องที่มีตำรามากมายอยู่ในชั้น ที่วางจนเกือบเต็มพื้นที่ ภายในเรือนแห่งนี้ยังประกอบไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ ที่อาจเรียกได้ว่า มากเกินความจำเป็เสียด้วยซ้ำ
หลิวอ้ายผิงให้ความสนใจห้องตำราเป็พิเศษ เมื่อมาถึงก็ขลุกอยู่ด้านในจนมืดค่ำกว่าจะได้กลับห้องนอนของตน ในวันนั้นนางจึงผล็อยหลับไปด้วยความรวดเร็ว
ในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง เจียงจวิ้นเหยียนไม่สามารถข่มตานอนได้เลย ยามหลับตาเมื่อใดหน้าของหลิวอ้ายผิงจะลอยเข้ามาในหัวอยู่เสมอ เขาผุดนั่งผุดยืนอยู่หลายคราจึงตัดสินใจส่งสัญญาณเรียกองครักษ์เงาของตนมาเพื่อถ่ายทอดคำสั่ง “จางหย่ง ไปพาชงิมาพบข้าหน่อย”
จางหย่งชะงักในคำสั่งเล็กน้อย จึงถามย้ำเพื่อความแน่ใจ “เวลานี้หรือขอรับ”
เมื่อผู้เป็นายพยักหน้า จึงไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดอีก ไม่นานคนทั้งคู่จึงกลับมาพร้อมกัน ชงิอ้าปากหาวหวอดด้วยเพราะว่านี่เป็เวลาต้นยามโฉ่ว[1]แล้ว เขาที่หลับไปแล้วกลับถูกปลุกจากจางหย่ง แจ้งว่าท่านประมุขมีเื่ด่วน้าพบ
“เ้าเป็ถึงกุนซือมากความรู้ ข้าอยากปรึกษาเื่หนึ่ง” เจียงจวิ้นเหยียนเกริ่นนำขึ้น เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดออกไปอย่างไม่หมกเม็ด ด้วยท่าทีขึงขังจริงจังราวกับการวางแผนสู้รบ ลงท้ายด้วยคำถามที่ว่า “ข้าต้องรับมือกับเื่นี้อย่างไร”
นั่นถึงกับทำให้ผู้เป็กุนซือแห่งพรรคมาร อ้าปากค้างไม่หยุดหย่อน ท่านประมุขสั่งให้จางหย่งลากตัวเขาออกมาจากเตียงอุ่นยามดึกดื่น เพื่อถามปัญหาหัวใจของตนเองกับกุนซือเช่นเขาหรอกหรือ เื่แบบนี้มิใช่ว่าทุกคนควรรู้หรอกหรือ ในใจพลันรู้สึกคุกรุ่น จึงตอบคำถามผู้เป็นายด้วยความกำกวม
“ท่านก็ทำไปตามสถานการณ์ก่อน หากมีความคืบหน้าอย่างไรจางหย่งเองก็ตอบคำถามนี้ได้เช่นกันขอรับ” ประโยคท้ายเขาโยนให้คนที่บังอาจไปปลุกเขามา ดูจากท่าทางที่ลอบยิ้มตลอดเวลาของอีกฝ่าย คาดว่าคงจะรู้อยู่ก่อนแล้วกระมัง แต่ยังไม่วายดึงเขามาเกี่ยวข้อง
“เช่นนั้นเ้าให้ข้าทำตามความคิดของตน แล้วเื่จะคลี่คลายหรือ” เจียงจวิ้นเหยียนเอ่ยย้ำเพื่อความแน่ใจ
“ขอรับ” ชงิยืนยันไปเช่นนั้น เนื่องจากตอนนี้เขาอยากพักผ่อนเต็มทีแล้ว พลางคิดว่าต่อไปในพรรคมารแห่งนี้ อาจมีเื่สนุกให้ดูก็ลอบยิ้มออกมา
[1] ยาวโฉ่ว คือ่เวลา 01.00 – 02.59 น.