กู้หยูม่านยอดเกษตรกรหญิง (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 52 เข้าเมืองหลวง

            “พี่ใหญ่ ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แล้วทำไมท่านถึงกลับมาคนเดียวเจ้าคะ” กู้หยูม่านถามพี่ชาย

            “ที่รีบมาเพราะได้ยินว่าเจ้ากับน้องเขยกำลังจะจัดการกับหลิ่วซานกั๋วอย่างไรเล่า” กู้เทียนโหย่วใช้พัดในมือเคาะหัวน้องสาวเบาๆ “แต่วิธีการของเจ้ายังปรานีกับเจ้าสารเลวนั่นมากเกินไป ข้าก็เลยส่งคนไปสืบคดีเก่าที่เขาเคยทำไว้ตั้งแต่นายอำเภอฉินยังมีอำนาจ และไม่ใช่แค่หลิ่วซานกั๋วที่ต้องรับโทษ เพราะยังมีอีกสองคนที่เคยทารุณเจ้ากับหลานชายของข้า แล้วข้าจะปล่อยพวกเขาไปได้อย่างไร”

            “ท่านพี่หมายถึงผู้ใดหรือเจ้าคะ”

            เวินถิงเซินที่ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัดสินคดี ส่วนหลิ่วซานกั๋วก็ถูกเปลี่ยนให้มาใส่ชุดนักโทษเพื่อรอรับการโบยแล้ว

            “เรียนใต้เท้า ในเมื่อหลิ่วซานกั๋วถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาลักพาตัวแม่นางกู้และได้ทารุณนางกับลูกชายทั้งสามคนของนาง เช่นนั้นผู้ที่สมรู้ร่วมคิดและผู้ที่ร่วมกระทำความผิดกับเขาก็น่าจะถูกนำตัวมารับโทษด้วยไม่ใช่หรือขอรับ” กู้เทียนโหย่วถาม

            ‘เจ้าเตรียมการทุกอย่างมาอย่างดีแล้วแต่ยังทำเป็นมาถาม เห็นนายอำเภออย่างข้าเป็นเครื่องมือแก้แค้นให้พวกเจ้าหรืออย่างไร’ เวินถิงเซินแอบกลอกตา “ความหมายของเจ้าคือมีผู้กระทำความผิดร่วมกับหลิ่วซานกั๋วอย่างนั้นหรือ เป็นผู้ใด?”

            “กู้เจา เจ้าไปพาตัวสองคนนั้นเข้ามา” กู้เทียนโหย่วหันไปสั่งลูกน้องคนสนิท

            “ขอรับคุณชายใหญ่”

            ไม่นานกู้เจาก็พาผู้เฒ่าหลิ่วกับแม่เฒ่าหลิ่วเข้ามาในศาล

            “ซานกั๋ว...ซานกั๋วช่วยแม่ด้วย” แม่เฒ่าหลิ่วตะโกนขึ้นทันทีที่เห็นลูกชาย

            “ลูกชาย เจ้าต้องช่วยเราให้ได้นะ พวกเขาบอกว่าจะจับเรามาลงโทษ เจ้าเป็นถึงซิ่วไฉ เจ้าต้องช่วยเราให้ได้” ผู้เฒ่าหลิ่วก็รีบตะโกนขอความช่วยเหลือเช่นกัน

            หลิ่วซานกั๋วที่อยู่ในอาการเหม่อลอยถึงกับได้สติเมื่อได้ยินเสียงบิดามารดา “ท่านพ่อ! ท่านแม่! พวกท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

            “เจ้าช่วยแม่ด้วย” แม่เฒ่าหลิ่วยังพูดประโยคเดิม

            “เรียนใต้เท้า สองคนนี้คือบิดาและมารดาของหลิ่วซานกั๋ว พวกเขารู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องที่หลิ่วซานกั๋วลักพาตัวแม่นางกู้ รวมถึงพวกเขายังได้ร่วมกันทารุณแม่นางกู้และลูกชายทั้งสามคนของนางมาตลอดหลายปี” กู้เทียนโหย่วส่งกระดาษแผ่นหนี่งให้เวินถิงเซิน “และไม่ใช่แค่การทารุณ แต่พวกเขายังเคยวางแผนสังหารแม่นางกู้และลูกชายทั้งสามคนของนางอีกด้วยขอรับ”

            เวินถิงเซินรับกระดาษแผ่นนั้นมาอ่าน จากนั้นเขาก็ตะโกนขึ้นเสียงดัง “พวกเจ้ายังเป็นคนอยู่หรือไม่!”

            “ใต้...ใต้เท้า ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าทำผิดเรื่องใดหรือขอรับ” หลิ่วซานกั๋วถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่อเห็นสีหน้าโกรธขึ้งของนายอำเภอ

            “หลิ่วซ่ง! นางหลิ่วสาม! เรื่องที่พวกเจ้าให้การไว้เป็นความจริงหรือไม่” เวินถิงเซินให้เจ้าหน้าที่ส่งกระดาษแผ่นนั้นให้กับหัวหน้าหมู่บ้านและยายหลิ่วสาม

            หลิ่วซ่งรีบอ่านข้อความบนกระดาษ “ทั้งหมดเป็นเรื่องจริงขอรับ ตอนที่ผู้เฒ่าหลิ่วกับแม่เฒ่าหลิ่วได้รับจดหมายจากหลิ่วซานกั๋วว่าเขาได้แต่งงานกับคุณหนูเจียงและมีลูกด้วยกันแล้ว ตอนนั้นผู้เฒ่าหลิ่วกับแม่เฒ่าหลิ่วกลัวว่าแม่นางกู้กับเด็กทั้งสามจะเป็นตัวถ่วง ทั้งสองคนจึงหลอกพาแม่นางกู้กับเด็กๆ ขึ้นไปบนเขา หลังจากนั้นก็หลอกให้ทั้งสี่คนเดินไปตกในหลุมดักสัตว์ พวกเขาตั้งใจว่าหากไม่มีใครขึ้นไปพบก็จะปล่อยให้ทั้งสี่คนตายอยู่ในหลุมดักสัตว์นั้น เรื่องนี้ผู้เฒ่าหลิ่วเป็นคนบอกกับข้าเองขอรับ”

            “แต่โชคดีที่มีนายพรานขึ้นไปตรวจดูหลุมดักสัตว์ของตน นายพรานกลุ่มนั้นจึงได้ช่วยสี่คนแม่ลูกและยังพาพวกเขากลับมาส่งที่บ้านสกุลหลิ่ว ทั้งสี่คนจึงรอดชีวิตมาได้เจ้าค่ะ” ยายหลิ่วสามรีบพูดเสริม “แต่หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น แม่เฒ่าหลิ่วก็ยังทรมานทั้งสี่คนอีกหลายวิธี ไม่ว่าจะให้พวกเขาไปซักผ้าในลำธารทั้งที่อากาศหนาวเย็นหรือบางทีก็สั่งให้พวกเขาอดข้าว ที่แม่เฒ่าหลิ่วทำเช่นนั้นเพื่อหวังจะให้ทั้งสี่คนป่วยหรือไม่ก็อดตายไปเองเจ้าค่ะ”

            “ใต้เท้า น้องสาวกับหลานชายของข้าเกือบถูกคนใจร้ายพวกนี้ทำให้เสียชีวิตแล้ว ขอใต้เท้าโปรดตัดสินคดีเพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับน้องสาวและหลานชายของข้าด้วยขอรับ” กู้เทียนโหย่วคุกเข่า

            “ท่านพ่อ ท่านแม่ ทั้งหมดนี้คือเรื่องจริงหรือขอรับ” หลิ่วซานกั๋วมองบิดามารดาอย่างผิดหวัง “แม้แต่สังหารคนพวกท่านก็กล้าทำหรือ ไม่ใช่ข้าเคยบอกไว้ว่าให้ใช้แรงงานพวกเขาเท่านั้นหรือขอรับ สมแล้ว...สมแล้วที่นางกับลูกจะไม่ยอมรับข้า”

            “เจ้าจะมาโทษว่าเป็นความผิดของเราได้อย่างไร ต้องโทษที่เจ้าพานางกลับมา หากเจ้าไม่พานางกลับมาที่บ้านเราตั้งแต่แรก ข้ากับแม่ของเจ้าจะมีโอกาสทำร้ายนางได้อย่างไร” ผู้เฒ่าหลิ่วไม่ยอมรับทั้งยังโยนความผิดกลับคืนให้ลูกชาย

            “ทั้งหมดเป็นความผิดของเจ้าที่พานังจิ้งจอกเข้ามาในบ้าน” แม่เฒ่าหลิ่วเห็นด้วยกับสามี หากลูกชายไม่พากู้หยูม่านกลับมาตั้งแต่แรก เรื่องทั้งหมดคงไม่เกิดขึ้น

            “พวกเจ้าไม่ต้องโยนความผิดให้กันแล้ว” เวินถิงเซินเคาะไม้ “ผู้เฒ่าหลิ่ว แม่เฒ่าหลิ่ว “ความผิดของพวกเจ้ามีโทษถึงประหาร แต่พวกเจ้ากลับไม่สำนึกในสิ่งที่ทำ เช่นนั้นก็ให้ละเว้นโทษประหาร แต่ให้ส่งพวกเจ้าไปใช้แรงงานตลอดชีวิต เพื่อให้พวกเจ้าได้สัมผัสกับความทรมานในการที่ต้องทำงานทุกวันและให้พวกเจ้าได้รู้ถึงความรู้สึกกับการกินไม่อิ่มนอนไม่อุ่นว่ามันจะทุกข์ทรมานเพียงใด”

            หลังฟังคำตัดสิน หลิ่วซานกั๋วถูกพาตัวไปโบยจนครบหนึ่งร้อยไม้ หากเป็นคนอื่นคงสิ้นใจไปแล้ว แต่อาจเป็นเพราะกรรมที่ทำไว้ ทำให้หลิ่วซานกั๋วยังมีลมหายใจเหลืออยู่ 

            หลังจากนั้นสามวัน หลิ่วซานกั๋วกับบิดามารดาของเขาก็ถูกส่งตัวไปใช้แรงงานในเหมือง แต่เพิ่งทำงานได้ไม่กี่วัน ผู้เฒ่าหลิ่วกับแม่เฒ่าหลิ่วก็สิ้นใจเนื่องจากรับสภาพกับการทำงานหนักไม่ไหว และหลังจากนั้นไม่นานหลิ่วซานกั๋วก็ถูกคนงานในเหมืองทำร้ายจนเสียชีวิต ซึ่งคนงานในเหมืองก็คือเสมียนที่หลิ่วซานกั๋วเคยจ้างให้ทำงานแทน เมื่อครั้งที่นายอำเภอฉินถูกตัดสินว่ามีความผิด เสมียนผู้นั้นก็ถูกตัดสินความผิดเช่นกัน มีเพียงหลิ่วซานกั๋วที่รอดไปได้ และเมื่อทั้งคู่กลับมาเจอกันอีกครั้ง เสมียนผู้นั้นก็ได้เวลาสะสางความแค้น

     

            “ตอนนี้จิตใจของข้ารู้สึกเบาสบาย คงเพราะความแค้นของคุณหนูกู้ได้รับการสะสางแล้วเป็นแน่” กู้หยูม่านกอดสามี “คุณหนูกู้เป็นคนดีและน่าสงสาร ตอนที่ข้ามาอยู่ในร่างของนางใหม่ๆ นางไม่ได้ถ่ายทอดความทรงจำทั้งหมดมาให้ข้า บางเรื่องนางยังปกปิดไว้อย่างดีอีกด้วย แต่ตอนที่อยู่ในศาล เมื่อข้าได้ยินเรื่องที่พวกเขาเคยทำไม่ดีไว้กับนาง ข้ารู้สึกสงสารนางมากเลยเจ้าค่ะ จากสตรีวัยเยาว์ที่ควรจะมีชีวิตสดใส แต่นางกลับต้องมาประสบกับความทุกข์ทรมาน หากข้าเป็นนาง ข้าคงไม่มีแรงที่จะมีชีวิตอยู่ได้นานขนาดนั้น”

            เฮ่อหลานจวินกอดปลอบภรรยา “ม่านม่านในอดีตเชื่อและไว้ใจคนง่าย นางถึงถูกคนใจร้ายเอาเปรียบ แต่ตอนนี้คนเหล่านั้นก็ได้รับกรรมไปแล้ว ข้าเชื่อว่าวิญญาณของม่านม่านคงมีความสุขแล้ว”

            “วันหลังเราพาลูกๆ ไปจุดน้ำมันตะเกียงเพื่อขอพรให้ดวงวิญญาณของนางดีหรือไม่เจ้าคะ”

            “จุดตะเกียงขอพรที่วัดไท่เหลียงศักดิ์สิทธิ์นัก เอาไว้เมื่อเราไปถึงเมืองหลวงแล้วข้าจะพาเจ้ากับลูกๆ ไป”

            “พูดถึงเมืองหลวง...ท่านคิดว่าการกลับเมืองหลวงคราวนี้จะมีเรื่องวุ่นวายอะไรรอเราอยู่หรือไม่เจ้าคะ” กู้หยูม่านถามสามี

            “เจ้าไม่ต้องกังวล ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรข้าจะปกป้องเจ้ากับลูกเอง” เฮ่อหลานจวินกอดภรรยา “แต่อยู่ดีๆ ท่านพ่อตาก็มาล้มป่วย ข้าว่าเรื่องนี้มันดูแปลกอยู่เหมือนกัน”

            “นั่นสิเจ้าคะ ก่อนเดินทางกลับท่านพ่อยังแข็งแรงดีอยู่เลย ไม่รู้ว่าหลังจากที่เราไปถึงเมืองหลวงแล้วมิติวิเศษกับไฉไฉจะกลับมาใช้งานได้หรือยังนะเจ้าคะ”

            “เจ้าคิดถึงไฉไฉแล้วหรือ?”

            “ไฉไฉอยู่กับข้าตั้งแต่วันแรกที่ข้าได้มาอยู่ในยุคนี้ ข้าก็ต้องคิดถึงนางมากสิเจ้าคะ”

            ‘ไฉไฉก็คิดถึงโฮสต์เหมือนกันเจ้าค่ะ’ เสียงไฉไฉดังขึ้น

            “ไฉไฉ! เจ้ากลับมาแล้ว” กู้หยูม่านพูดขึ้นด้วยความดีใจ

            ‘ไฉไฉอัปเกรดระบบเรียบร้อย ดังนั้นไฉไฉพร้อมที่จะกลับมารับใช้โฮสต์กับนายท่านเหมือนเดิมแล้วเจ้าค่ะ’

            “ข้ากำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าหากไม่มีเจ้า การเดินทางเข้าเมืองหลวงคราวนี้คงลำบากแน่”

            ‘ไม่มีอะไรต้องกังวล ขอให้โฮสต์เดินทางได้อย่างสบายใจเจ้าค่ะ อ้อ...หลังจากที่มิติวิเศษได้อัปเกรดเป็นระดับสูงสุด คุณชายน้อยทั้งสามก็สามารถเข้าออกมิติเศษได้ด้วยตัวเองแล้วนะเจ้าคะ โฮสต์กับนายท่านไม่จำเป็นต้องพาพวกเขาเข้ามาเหมือนเมื่อก่อน อยู่ที่ว่าโฮสต์จะเปิดเผยความลับนี้ให้นายน้อยฟังหรือเปล่า’

            “ตอนที่เจ้าบอกว่าท่านพี่สามารถเข้าออกมิติได้อย่างอิสระ ตอนนั้นก็เป็นตอนที่เขาต้องเข้าไปนอนปรับสมดุลร่างกายในมิติเหมือนกัน มาตอนนี้เจ้าบอกว่าลูกชายของข้าสามารถเข้าออกมิติด้วยตัวเองได้ ไม่ใช่ว่ากำลังจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับพวกเขาหรอกนะ”

            ‘ระยะทางของอำเภอฉางกับเมืองหลวงอยู่ไกลกัน ไฉไฉจึงไม่สามารถตรวจสอบเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ เอาไว้ให้เราเดินทางไปถึงเมืองหลวง ไฉไฉจะเปิดใช้งานระบบเตือนภัยเพื่อเอาไว้ปกป้องโฮสต์ นายท่าน และนายน้อยทั้งสามคนให้ปลอดภัยอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ โฮสต์ไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะ’

            “ขอบใจนะไฉไฉ แค่รู้ว่าเจ้ากลับมาข้าก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นมากทีเดียว”

     

            “ท่านลุงจงเต๋อ ท่านป้าหลิ่วซื่อ ท่านยายรองจง พวกเราเดินทางไปเมืองหลวงแค่ไม่กี่เดือน พอถึงเวลาเกี่ยวข้าวเราก็จะกลับมาแล้ว ทำไมพวกท่านถึงเอาของมาให้เราเยอะขนาดนี้เจ้าคะ” กู้หยูม่านมองข้าวของที่วางอยู่เต็มรถม้า

            “นี่คืออาหารแห้งและขนมที่เจ้าและเด็กๆ ชอบกิน ส่วนพวกเครื่องนอนเป็นสิ่งที่ชาวบ้านช่วยกันทำ พอพวกเจ้าไปถึงเมืองหลวงจะได้คิดถึงพวกเราอย่างไรล่ะ” ท่านยายรองจงบอก

            “ที่นี่คือบ้านของข้า อย่างไรข้าก็ต้องกลับมาอยู่แล้วเจ้าค่ะ”

            “ว่าไม่ได้หรอก อย่างไรเมืองหลวงเป็นบ้านเกิดของพวกเจ้า หากพวกเจ้าจะอยู่ที่นั่นนานหน่อยหรือจะอยู่ไปตลอดมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกไม่ใช่หรือ” ท่านยายรองจงจับมือกู้หยูม่าน “ข้าขอฝากให้เจ้าช่วยดูแลจื่อเหวินด้วยนะ”

            กู้หยูม่านยิ้มพร้อมกับตบไปที่หลังมือของผู้อาวุโส “จื่อเหวินก็เหมือนน้องชายของข้า ข้าสัญญาว่าข้าจะดูแลเขาให้ดีเหมือนที่ดูแลเฉินซีเลยเจ้าค่ะ”

            ท่านป้าหม่าซื่อปาดน้ำตาพร้อมกับบอกลูกชาย “ไปอยู่ที่โน่นเจ้าต้องขยันและอย่าได้สร้างปัญหาให้แม่นางกู้เป็นอันขาด หากเจ้าทำไม่ได้เจ้าก็รีบกลับมา เข้าใจหรือไม่”

            “ขอรับท่านแม่ ข้าจะตั้งใจทำงานและจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้พี่หญิงกู้แน่นอนขอรับ” จงจื่อเหวินบอกมารดา

            “ท่านลุงจงเต๋อ สวนผัก สวนผลไม้ และข้าวในนา อย่างไรต้องรบกวนท่านให้ช่วยดูแล หากข้ากับม่านม่านเสร็จธุระที่เมืองหลวงเมื่อไหร่ เราจะรีบกลับมาทันทีขอรับ” เฮ่อหลานจวินบอก

            “ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ กลับมาคราวหน้าสวนดอกไม้กับศาลาพักผ่อนของท่านคงสร้างเสร็จแล้ว ถึงตอนนั้นข้ากับลูกสะใภ้จะมาช่วยท่านดูแลดอกไม้ในสวนนะเจ้าคะ” ท่านยายรองจงบอก

            “คราวหน้าข้าจะกลับมาสอนให้พวกเจ้าทำชาดอกไม้ แล้วก็จะพาช่างปักมาสอนงานปักให้สตรีในหมู่บ้าน พวกเจ้าจะได้มีรายได้และความเป็นอยู่ของพวกเจ้าก็จะดีขึ้น” ฮูหยินผู้เฒ่าบอก

            “ท่านย่า ท่านไม่กลัวว่าเสด็จพ่อกับเสด็จแม่จะขังท่านไว้ในวังหลวงหรือขอรับ” มู่หรงซีซวนกระซิบถาม

            “เหอะ...หากเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ของเจ้าไม่กลัวว่าวังหลังจะวุ่นวายก็ให้พวกเขาขังข้าไว้ให้ได้สิ” ฮูหยินผู้เฒ่าพูดอย่างมั่นใจ

            “ใช่ หากเสด็จปู่คิดว่าการตรวจฎีกายังปวดหัวน้อยเกินไปก็ให้เสด็จปู่ขังท่านย่าทวดไว้ในวังหลวง ข้าจะดูว่าถึงตอนนั้นเสด็จปู่จะร้องไห้อย่างไร” มู่หรงซิ่วปิดปากหัวเราะ

            ทั้งหมดเดินทางมาถึงเมืองหลวงในเวลาห้าวัน ความจริงแล้วระยะทางจากอำเภอฉางมาถึงเมืองหลวงจะใช้เวลาเดินทางเพียงสองหรือสามวันเท่านั้น แต่เพราะพวกเขากลัวว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะเหน็ดเหนื่อยเกินไป พวกเขาจึงไม่ได้เร่งรีบที่จะเดินทางมากนัก

    คล้ายกับเรื่องกู้หยูม่านยอดเกษตรกรหญิง (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน