เมื่อนักบวชจีวรดำอ้าปากพ่นลำแสงสีดำออกมา สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป
แสงสีดำปานน้ำหมึกดำสนิทเหมือนม่านผืนใหญ่ที่ทะยานขึ้นปกคลุมท้องฟ้า เข้าคลุมศีรษะตู้หนานซานเอาไว้ราวกับจะจับรัดไม่ให้หนี
“ผู้นำสถานศึกษา ระวังตัวด้วย!”
ฟางเส้าไป๋ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้านี้มากนักแต่เมื่อเห็นฉากที่น่าเขย่าขวัญเช่นนี้เขาก็อดไม่ได้ที่จะร้องเตือนสุดเสียง แค่เตือนก็ยังคิดว่ายังไม่พอ จึงลุกขึ้นเหวี่ยงแขนไม้ในมือของเขาก็พุ่งขึ้นไปในอากาศราวกับลูกธนูที่ดีดออกจากคันศร พุ่งไปยังนักบวชจีวรดำ
เห็นได้ชัดว่าฟางเส้าไป๋วางแผนที่จะดึงความสนใจศัตรูเพื่อซุ่มโจมตี
กำลังของเขาไม่น้อยเลยทีเดียว ไม้เรียวราวกับลูกศรที่แหลมคมแทงไปที่ท้องฟ้า แต่น่าเสียดายกลับไม่มีประโยชน์เลยสักนิด
ไม้เรียวไผ่เพิ่งถึงครึ่งฟ้าก็ถูกแสงสีดำบดขยี้เป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือแสงสีดำนี้ราวกับมีชีวิตเมื่อััได้ถึงความเป็ปรปักษ์จากฟางเส้าไป๋จึงม้วนตัวลงมาอย่างรวดเร็วแล้วโอบล้อมเขาเอาไว้
“เส้าไป๋ วิ่งเร็ว”
เมื่อเห็นสถานการณ์นี้เซียวจิ่งหยวนก็เหงื่อซกไปทั้งตัว เขาคาดการณ์ได้ง่ายดายไม่ว่าจะเป็ตู้หนานซานหรือนักบวชจีวรดำล้วนเป็ยอดฝีมือในโลกแห่งการบำเพ็ญ ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองแข่งขันกันฉากตรงหน้านี้ดุจูเาถล่มลงท้องทะเล ทำให้แผ่นดินแตกสั่นะเืไปทั่วหล้า
ฟางเส้าไป๋กล้าเข้าไปแทรกแซงรนหาที่ตายชัดๆ
เมื่อเห็นว่าอันตรายเซียวจิ่งหยวนก็กระวนกระวายเหาะออกไป ร่างกายของเขาเร็วราวกับม้าห้อทันใดเขาก็ปรากฏตัวขึ้นข้างๆ ฟางเส้าไป๋ แล้วลากออกไปให้พ้นทาง
อย่างไรก็ดี ความเร็วของเขายังช้าไปเมื่อเขาเข้าไปดึงฟางเส้าไป๋ขึ้นมา แสงสีดำก็ฟาดเข้าสู่ร่างกายของฟางเส้าไป๋แล้ว
ฟางเส้าไป๋กรีดร้องร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรงและกระอักเืออกมา
“ไป่จู๋!”
ในขณะเดียวกันเสียงโกรธดังสนั่นของตู้หนานซานก็ลอยมาจาก้าเป็เสียงเหมือนฟ้าร้องในฤดูใบไม้ผลิ พื้นแผ่นดินสั่นะเื
“เดิมทีข้าอยากไว้ชีวิตเ้าสักครั้งแต่เ้ากลับดื้อรั้น อย่าหาว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน”
ตู้หนานซานเอ่ยแล้วบินสูงขึ้นไปบนฟ้าเขากวาดมือ ไม้เรียวก็บินขึ้นไปบนอากาศสูงทันทีพร้อมกับส่องแสงเรืองรอง
ตูม!
ในชั่วพริบตา ไม้เรียวนั้นก็กลายเป็แสงสีทองม้วนกระดาษนับพันม้วนร่วงหล่นไปทั่วท้องฟ้า กลายเป็ูเาตำรา เติมเต็มทุกพื้นที่ของมิติหนังสือแต่ละม้วน หน้ากระดาษแต่ละหน้า ตัวอักษรแต่ละตัวมีแสงสีทองที่เปล่งประกายทำให้สายตาพร่ามัว
แสงสีดำสลายไปอย่างง่ายดายภายใต้กองหนังสือมหึมานั้นกระบี่บินนับร้อยที่ร่ายรำบนท้องฟ้าฝืนได้เพียงชั่วขณะจากนั้นก็แตกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยในพริบตาเดียวนักบวชจีวรดำก็ถูกปราบด้วยกองหนังสือมหึมา
ฉากนี้อธิบายคำว่า ความรู้คือพลังได้เป็อย่างดี
“อัก!” นักบวชจีวรดำล้มลงกับพื้นและกระอักเืออกมาแล้วกลายเป็หมอกโลหิตแสนประหลาดก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย หลังจากที่แสงโลหิตหายไปร่างของนักบวชจีวรดำที่ถูกสะกดก็ทรุดตัวลงและมลายหายไป
“มนตร์โลหิต...เ้านี่ช่างเ้าเล่ห์นัก!”
ตู้หนานซานเหาะลงมาเหลือบมองอย่างขัดเคืองแต่เขาก็รู้สึกโล่งใจเพราะรู้ดีว่านักบวชจีวรดำทรงพลังมากเพียงใดแม้เขาจะสามารถปราบได้ในชั่วขณะหนึ่ง แต่ก็ยังจัดการไม่ได้อย่างถาวร เมื่อนักบวชคนนั้นหลบหนีเขาเองก็ขวางไม่ได้ นอกเสียจากว่าเขาจะสลัดความกังวลรอบด้านแล้วไล่จัดการอย่างเด็ดขาดซึ่งตู้หนานซานลองชั่งน้ำหนักดูแล้วก็ไม่ได้คิดจะติดตามไป เขาหันกลับมามอง แวบแรกสายตาก็จับจ้องไปที่เซียวจิ่งหยวนดวงตาเป็ประกายด้วยความประหลาดใจ
“เส้าไป๋ เส้าไป๋!”
ยามนี้เซียวจิ่งหยวนเหงื่อเต็มทั่วใบหน้าเขาอุ้มฟางเส้าไป๋ที่หมดสติไว้ในอ้อมแขน ไม่ว่าเขาจะะโหรือเขย่าอย่างไรฟางเส้าไป๋ก็ไม่ตื่น
“เขาโดนเพลิงพิษพลังงานลบของนักพรตไป่จู๋เข้าไปคงไม่ตื่นง่ายๆ หรอก” ตู้หนานซานพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “นักพรตไป่จู๋เป็ผู้าุโของนิกายซานจู๋เมื่อสองร้อยปีก่อนเขารวบรวมพิษโบราณและเพลิงพลังงานลบจากตี้เฟ่ย จากนั้นดูดซับธาตุลมจาก์เก้าชั้นฟ้าจากนั้นหลอมรวมพวกมันเป็เวลาหกสิบปี แล้วนำไปผสานกับปราณชะตาพิฆาต เพื่อผ่านทัณฑ์์ด้วยสิ่งนี้ จนกลายเป็เซียนเทียม”
“ผ่านไปกว่าร้อยปี เพลิงพิษพลังงานลบของเขาก็แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆเส้าไป๋ถูกพิษพลังงานลบเข้าไปกัดกินในร่างกายแม้จะเพียงเล็กน้อยแต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะทนได้” ตู้หนานซานพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ“ถ้าไม่ใช่เพราะสมรรถภาพทางกายของเขาเหนือกว่าคนทั่วไปมากเกรงว่าเขาอาจจะไม่อยู่รอดคืนนี้ด้วยซ้ำ”
“หนักขนาดนั้นเชียว...”
เซียวจิ่งหยวนตกตะลึงรีบเงยหน้าขึ้นพูด “อาจารย์ตงหลี...ได้โปรดรีบช่วยเขาเร็วเข้าเถิดขอรับ”
“อืม”
ตู้หนานซานพยักหน้าเล็กน้อยแล้วยกฝ่ามือขึ้นไม้เรียวที่ส่องแสงสีเงินพลันหดตัวเล็กลงกลายเป็ชิ้นเล็ก หลังจากนั้นก็ลอยไปติดที่หน้าอกของฟางเส้าไป๋เปล่งประกายแสงสีทอง แสงสว่างนั้นแทรกซึมเข้าไปในร่างกายของฟางเส้าไป๋อย่างรวดเร็วไหลเวียนไปมาทำให้อาการของเขาทรงตัว
ใบหน้าซีดเซียวของฟางเส้าไป๋กลายเป็สีเืฝาดขึ้นเล็กน้อยการหายใจก็กลับมาเป็ปกติ เมื่อเห็นดังนั้นเซียวจิ่งหยวนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“อย่าเพิ่งดีใจไป” คำพูดของตู้หนานซานเหมือนราดน้ำเย็นบนศีรษะของเซียวจิ่งหยวนเขาขมวดคิ้วและพูดว่า “ข้าเพียงระงับเพลิงพิษพลังงานลบของนักพรตไป่จู๋เป็การชั่วคราวก็เท่านั้นเป็เพียงการรักษาตามอาการ"
“อะไรนะ”
หัวใจของเซียวจิ่งหยวนจมดิ่งเขาพูดด้วยน้ำเสียงใว่า “อาจารย์ตงหลีขอรับเราจะกำจัดต้นตอได้อย่างไรหรือ”
“หากเ้า้าสลายเพลิงพิษนี้ ก็จำต้องมียาอายุวัฒนะเพื่อกระตุ้นเืลมในร่างกายเสริมความแข็งแกร่งให้พื้นฐานร่างกาย และหล่อเลี้ยงิญญาแล้วโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายก็จะหายไปโดยธรรมชาติ”
ดวงตาของตู้หนานซานเป็ประกายแวบหนึ่งแล้วสีหน้าก็สงบลง “ต้องรู้ก่อนว่าการที่เขาพบเจอเื่ประหลาดเมื่อตอนเด็กทำให้เขาได้ถอดรกเปลี่ยนกระดูกเหมือนเกิดใหม่แต่น่าเสียดายที่เขาในตอนนั้นไม่รู้วิธีการฝึกตน เลยไม่อาจซึมซับประโยชน์จากเ้าของวิเศษนั้นทำได้เพียงเก็บซ่อนฤทธิ์เอาไว้ในร่างกายเท่านั้น”
“อย่างไรก็ตาม คนโง่ย่อมมีโชคของคนโง่ หากครั้งนี้เขาโชคดีพอก็จะเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็ดีหลอมรวมปราณชั่วร้ายเหล่านี้ให้กลายเป็ปราณิญญาเซียน แล้วสร้างรากฐานเข้าสู่เต๋าแบบเ้า”
“อา...”
เซียวจิ่งหยวนได้ยินดังนี้ก็ไม่รู้จะประหลาดใจหรือถอนหายใจดีครู่หนึ่ง เขาก็รวบรวมสติ มองตู้หนานชานอย่างลึกซึ้ง แล้วพูดเบาๆ “ท่านอาจารย์ตงหลี ไม่สิ ท่านเซียนตงหลี?”
“ยังเป็แค่เพียงผู้บำเพ็ญเต๋าเรียกเป็เซียนไม่ได้หรอก”
ตู้หนานซานสะบัดชายเสื้อ เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าประหลาดใจของมิติรอบข้างทันที แสงสว่างสีน้ำเงินเขียว ค่อยๆ หายไปจากฟ้าทีละนิด ครู่เดียวฉากก็เปลี่ยนไปและห้องที่หรูหราก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าเซียวจิ่งหยวน
เขาปลดค่ายกลมิติออกจากโลกเสมือนกลับสู่โลกแห่งความเป็จริง
เซียวจิ่งหยวนหรี่ตาลงเล็กน้อยเห็นแสงแดดจ้านอกหน้าต่าง ได้ยินเสียงนกร้อง และได้กลิ่นหอมของดอกไม้เสียงเด็กเล่นยังคงดังก้องไปทั่วทางเดิน แต่ฟางเส้าไป๋ยังคงไม่ได้สติ แสดงให้เห็นว่าเื่เมื่อสักครู่ไม่ใช่ภาพหลอน
“เซียนเทียมและเซียนดิน นอกจากชื่อที่ไม่เหมือนกันแล้ว ระดับก็ต่างกันมีเพียงผู้ที่สามารถเหาะหนีจากโลกแห่งนี้ไปสำรวจเส้นทางสู่อรหันต์ในกาลอวกาศ ถึงจะถือว่าเป็เทพเซียนอย่างแท้จริง
ตู้หนานซานรู้สึกสะท้านใจเล็กน้อยจากนั้นหันหลังมองกลับมามองด้วยรอยยิ้มในดวงตา “อย่าโทษที่ข้าปิดบังตัวตนเลยนะการบำเพ็ญตบะในโลกมนุษย์ก็ถือเป็การบำเพ็ญอย่างหนึ่งเช่นกันโดยปกติแล้วข้าจะไม่เปิดเผยตัวตนตนหากไม่จำเป็...”
“ก็ถูกของท่าน” เซียวจิ่งหยวนคิดอยู่หลายร้อยตลบที่จริงแล้วภายในใจของเขาก็มีคำถามมากมาย ทว่าสุดท้ายเขาก็เปิดปากถามเพียงว่า “ต้องใช้ยาอายุวัฒนะชนิดใดในการช่วยเส้าไป๋งั้นหรือขอรับ”
“บัวขาวจิตกระจ่างน่ะสิ” ในสายตาของตู้หนานซานเต็มไปด้วยความชื่นชมในตัวเซียวจิ่งหยวนยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่ลังเลที่จะเอ่ยออกมาตรงๆ “บัวขาวจิตกระจ่างที่ข้าหมายถึงคือบัวที่เติบโตในสระที่มีพลังิญญาแ่าใช้เวลาหลายร้อยปีในการสะสมพลัง แล้วผลิดอกออกมาเป็ยาวิเศษ”
“เม็ดดอกบัวสีขาว ใบสีเขียว ดอกสีแดง”
ตู้หนานซานกล่าวอย่างฉะฉาน “สามร้อยหกสิบปีถึงจะมีบัวหนึ่งดอก ด้านในมีเม็ดบัวทั้งหมดสามสิบหกเม็ดเม็ดบัวแต่ละเม็ดราวกับกลายเป็หยก หอมติดจมูก จัดว่าเป็ยาชั้นยอด”
“เม็ดบัวขาวจิตกระจ่างเพียงเม็ดเดียวก็สามารถละลายเพลิงพิษพลังงานลบของนักพรตไป่จู๋ได้แต่หากมีเม็ดบัวสามเม็ดล่ะก็ข้าจะสามารถใช้ประโยชน์จากพลังเม็ดบัวช่วยเขาสร้างรากฐานเข้าสู่เส้นเต๋าได้ในคราวเดียว
ดวงตาของตู้หนานซานเป็ประกายคำพูดของเขาตรงประเด็น
“ดอกบัวที่ท่านพูดถึงอยู่ที่ใดหรือขอรับ” เซียวจิ่งหยวนสงบเสงี่ยมไม่ตื่นเต้น เพราะใจเขารู้ว่าสิ่งล้ำค่าเช่นนี้ต้องเป็สิ่งที่พบได้ แต่ไม่อาจอย่างแน่นอน
ตู้หนานซานยิ้ม จู่ๆ ก็เปลี่ยนเื่ “เ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดอยู่ดีๆเ้านักพรตไป๋จู่ถึงลักลอบเข้ามาในสถานศึกษา และต่อสู้กับข้าอย่างเอาเป็เอาตาย”
“เอ๋?”
เซียวจิ่งหยวนชะงักไป แล้วเดาแบบส่งๆ “พวกท่านมีความแค้นต่อกันแต่เก่าก่อนอย่างนั้นหรือ”
“เปล่า” ตู้หนานซานส่ายศีรษะ “ข้ากับเขาไม่มีความเกลียดชังหรือความแค้นต่อกัน เพียงเคยได้ยินชื่อเดิมทีไม่เคยมีอะไรเกี่ยวข้องกันมาก่อน นับประสาอะไรจะคบค้าสมาคม”
“อย่างนั้น...” เซียวจิ่งหยวนพลันหัวใจเต้นรัวโพล่งขึ้นมาว่า “เป็ไปได้หรือไม่ว่าเขามาเพื่อของบางอย่าง”
“ฉลาด” ตู้หนานซานพยักหน้าจากนั้นก็โบกมือเบาๆ แล้วมีหนังสือเล่มหนึ่งบนชั้นวางหนังสือที่อยู่บนกำแพงคลี่ออกจากนั้นก็มีแสงดาวสุกใสส่องออกมา กลายเป็แสงสีรุ้งอยู่เหนือมือของตู้หนานซาน
เมื่อแสงสีรุ้งจางหายไป เซียวจิ่งหยวนก็เห็นป้ายที่มีตราอักขระโบราณแวววาววิบวับสีดำขลับร่วงลงที่ฝ่ามือของตู้หนานซาน เมื่อมองดูชัดเจนก็ประหลาดใจ
“ป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์!”
“หืม?”
ตู้หนานซานประหลาดใจ “เ้าก็รู้จักป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์ด้วยอย่างนั้นหรือ”
“เปล่าขอรับ” เซียวจิ่งหยวนสับสนมาก“ทว่าเมื่อครู่มีคนมาที่โรงละคร แล้วเอาของสิ่งหนึ่งไปเขาบอกข้าว่าของสิ่งนั้นเรียกว่าป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์ส่วนป้ายมีอะไรซ่อนอยู่กันแน่ เกี่ยวกับูเาเนินพยัคฆ์ที่ด้านนอกเมืองหรือสระกระบี่เนินพยัคฆ์หรือไม่ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น”
“อะไรนะในโรงละครก็มีป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์อย่างนั้นหรือ”
ตู้หนานซานชะงักไปจากนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ “นึกไม่ถึงจริงๆ เส้นผมบังูเาแท้ๆเ้าไป่จู๋นั่นใกล้เกลือกินด่างนัก แต่ก็สมแล้วที่เขาจะโชคไม่ดี...”