นี่...
จู้เจียงเจียงไม่อยากใช้ความคิดเห็นที่เลวไปคาดเดาคนที่มีคุณธรรมสูงส่ง แต่นางฟังยังไงคำนี้ก็มีความรู้สึกแบบมืดดำแปลก ๆ?
หรือนางคิดมากเกินไป?
“ป้าสามสวี คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร? ข้าเชิญทุกคนมากินข้าวขึ้นบ้านใหม่ด้วยกันมีปัญหาอะไรหรือ?” แต่ไหนแต่ไรนางไม่ชอบไปเดาความคิดของคนอื่น
“สะใภ้เล็กอย่าคิดมาก ป้าสามสวีของเจ้าดีใจแทนเจ้า เจ้าดู เจ้าสร้างบ้านใหญ่โต สวยงามขนาดนี้ใช่ไหม ทุกคนต่างก็อิจฉา”
ผู้หญิงด้านข้างคนหนึ่งรีบออกมาประนีประนอม “วันมะรืนดื่มสุราใช่ไหม? ถึงเวลานั้นพวกเราไปกันหมด เจ้าสบายใจได้”
ผู้หญิงคนนั้นยิ้มแห้ง ๆ ให้จู้เจียงเจียง แล้วหันกลับไปยิ้มให้พวกผู้หญิงที่นั่งรับลมอยู่ เอาใจทั้งสองฝั่ง
ป้าสามสวีที่พูดเมื่อครู่ ตอนนี้กลับเงียบสนิท จู้เจียงเจียงจึงไม่ได้ขุดคุ้ยต่อ
คงเป็นนางที่คิดมากไปจริง ๆ
หลังแจ้งคนในหมู่บ้านเรียบร้อย จู้เจียงเจียงยังไปในเมืองเชิญหนิวต้งกับพี่น้องตระกูลหมิง พร้อมซื้อผักไว้ใช้ในงานเลี้ยง
เผยเสี่ยวอวี๋ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยตามนางเข้าเมือง วันนี้กลับเสนอขอไปพร้อมกับนาง นับว่าเป็นประวัติการณ์
“ก็ดี พี่สะใภ้เคยรับปากเจ้า รอพวกเราสร้างบ้านเสร็จจะซื้อกระโปรงใหม่ให้เจ้า วันนี้พวกเราไปซื้อกัน”
เพราะต้องการซื้อของเพิ่มเติมจำนวนมาก ทั้งเสื้อผ้าเครื่องนอน ถ้วยชามหม้อไหกะละมัง ยังมีเครื่องมือการเกษตรที่ต้องใช้เก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง ถึงอย่างไรก็เข้าบ้านใหม่แล้ว ตัดสินใจซื้อมันให้หมด!
ดังนั้นจู้เจียงเจียงจำเป็นต้องลากรถเข็นที่นางใช้ตั้งร้านเข้าเมืองไปด้วย
เผยเสี่ยวอวี๋นั่งอยู่บนกระดานบนรถ ภายในใจที่หดหู่มาหลายวันนี้พลันได้คลายลงเล็กน้อย ฮัมเพลงพื้นบ้านตลอดทางอย่างมีความสุข
“พี่สะใภ้ อีกเดี๋ยวพวกเราไปบ้านพี่ชายแม่ทัพไหม?”
เผยเสี่ยวอวี๋นั่งอยู่บนกระดานรถ คว้าใบไม้ข้างทางมาหนึ่งกำฉีกเป็นชิ้น ๆ จู่ๆ เงยหน้าขึ้นถามจู้เจียงเจียง
จู้เจียงเจียงลากรถอยู่ ร้อนจนทั้งตัวเต็มไปด้วยเหงื่อ ได้ยินนางถามแบบนี้ พลันชะงักไปครู่หนึ่ง เอ่ยถามว่า “เจ้าอยากเรียกเขามาหรือ?”
เหมือนเผยจี้จะไม่ได้โผล่หน้ามานานมากแล้ว
แต่ก็ปกติระหว่างพวกนาง นอกจากดื่มชาซื้อชาก็ไม่มีความสัมพันธ์อื่น
“อืม ข้าอยากให้พี่ชายแม่ทัพมาเห็นบ้านใหม่ของพวกเรา!” เผยเสี่ยวอวี๋พยักหน้าเอาจริงเอาจัง
“...”
ก็ได้ในเมื่อน้องสามีเอ่ยปากแล้ว งั้นอีกเดี๋ยวก็ถือโอกาสไปลองถามที่จวนเผยแล้วกัน
แต่สวรรค์ไม่เป็นดั่งใจ
“แม่นางไม่ต้องเคาะแล้ว แม่ทัพเผยจากไปเมืองหลวงเมื่อไม่กี่วันก่ออน” หมิงจี่ได้ยินคนสวนบอกว่ามีคนมาหาเขาจึงออกมาจากในจวน
เห็นจู้เจียงเจียงกำลังเคาะประตูฝั่งตรงข้าม จึงถือโอกาสเตือนหนึ่งประโยค
“แม่นางมาหาข้า?”
“ใช่ ข้ามาเพื่อเชิญพวกท่านคุณชายหมิงกับแม่นางหมิง วันมะรืนไปบ้านข้ากินเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ ไม่รู้ทั้งสองท่านจะให้เกียรติได้หรือไม่?”
จู้เจียงเจียงแค่ถือโอกาสช่วงรอคนใช้สำนักศึกษาตระกูลหมิงไปแจ้ง จึงไปเคาะประตูจวนฝั่งตรงข้าม
ใครจะรู้หมิงจี่จะออกมาเร็วขนาดนี้ นางถูกจับได้คาหนังคาเขา ใบหน้าเลี่ยงไม่ได้จะมีความอายเล็กน้อย
“เช่นนี้ ข้าแสดงความยินดีกับแม่นางก่อน”
หมิงจี่คารวะพูดอวยพร “แต่ว่า เรื่องนี้ข้ายังต้องกลับไปถามท่านปู่ถึงคาบเรียนของวันมะรืนก่อน จึงรู้ว่าจะไปได้ไหม แม่นางเอาบัตรเชิญให้ข้าก่อน มีเวลาว่างพวกเราต้องไปแน่”
“บัตรเชิญ...ไม่มี”
ไปกินเลี้ยงในชนบท ใครยังทำบัตรเชิญกัน แน่นอนว่าจู้เจียงเจียงไม่ได้เตรียมมา “ข้าเขียนให้ท่านตอนนี้หนึ่งใบดีไหม?”
“ไม่ต้องลำบากแล้ว ข้าก็แค่พูดไปเท่านั้น” หมิงจี่รู้สึกเขินอายมาก
ก็เป็นเช่นนี้ ทั้งสองคนจึงจบบทสนทนาครั้งนี้ลงภายใต้ความเขินอาย
จากนั้นจู้เจียงเจียงก็ลากเผยเสี่ยวอวี๋กลับที่ย่านการค้า และพากันสนุกสนานไปกับการจับจ่ายซื้อของ
คิดอยู่ทุกคนในหมู่บ้านช่วยนางมากมายขนาดนี้ จู้เจียงเจียงจึงสั่งจองหมูตัวใหญ่หนึ่งตัวกับหนิวต้ง ตัวละประมาณสามสี่ร้อยจิน สามารถให้คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่มีไม่ถึงหนึ่งร้อยคนกินอิ่มได้
“เสี่ยวอวี๋ เสื้อผ้าพวกเราก็ซื้อเสื้อกันหนาวกันสักสองตัว เสื้อซับในสักสองตัว ยังมีรองเท้าอีกสองคู่คิดว่าไง?”
จู้เจียงเจียงรีบไปซื้อผักก่อน หากสายหน่อยตลาดก็วายแล้ว
เมื่อซื้อผักเสร็จแล้ว นางถึงพาเผยเสี่ยวอวี๋ไปซื้อเสื้อผ้าที่ตลาดผ้า
“พี่สะใภ้ ชุดเดียวก็พอแล้ว ข้ายังมีเสื้อผ้าเก่า” เผยเสี่ยวอวี๋ไม่เคยได้รับการปฏิบัติแบบนี้มาก่อน ในช่วงเวลาสั้น ๆ จึงรู้สึกรับมือไม่ค่อยทัน
แต่จู้เจียงเจียงไม่ให้โอกาสนางปฏิเสธ หยิบเสื้อผ้าเทียบบนตัวนางอย่างแข็งขัน
ขอแค่เห็นว่าเหมาะสมก็ยื่นให้คนขาย
นอกจากซื้อเสื้อผ้า นางยังซื้อผ้าหลายพับ คิดจะกลับไปทำผ้าห่ม
ถ้วยชามหม้อขันกะละมัง เครื่องมือการเกษตรผ้าแพร ผักผลไม้ วางเต็มรถเข็น ไม่ว่าใครเห็นก็รู้สึกว่าพวกเขาเป็นครอบครัวใหญ่
เดินรอบในเมืองทั้งวัน ตอนออกจากเมืองมา พระอาทิตย์ก็ใกล้จะลับลับภูเขาแล้ว
“เสี่ยวอวี๋ เจ้าอยู่ด้านหลังเห็นบนพื้นมีหลุมบ่อก็ช่วยข้าเข็น ต้องตามพี่สะใภ้อย่าให้ห่างรู้ไหม?”
จู้เจียงเจียงกังวลว่าอีกไม่นานฟ้าก็จะมืดแล้ว ตัวหญิงตัวเล็ก ๆ ให้อยู่ด้านหลัง หากไม่ทันระวังจะทิ้งเด็กน้อยออกห่าง ดังนั้นจึงกำชับหนักแน่น
“เข้าใจแล้ว พี่สะใภ้”
เผยเสี่ยวอวี๋เห็นซื้อของดีมามากมายแบบนี้ ธรรมชาติของเด็กก็ปรากฏออกมาทันที จับรถไว้ไม่ยอมปล่อยมือ
ใต้พระอาทิตย์ตก เงาของพวกนางสองคนพี่สะใภ้และน้องสามีถูกลากยาวขึ้นเรื่อย ๆ
ผ่านสันเขา ผ่านแม่น้ำ ระหว่างทุ่งนามากมายมีเพียงร่างของพวกเขาทั้งสองคนที่กำลังพยายามเดินทางกลับบ้าน
แต่ของบนรถพวกนางโอ้อวดเกินไป ไม่ยากที่จะดึงดูดสายตาผู้คน
ท้องฟ้าเพิ่งมืดลง จู้เจียงเจียงที่กำลังใช้แรงลากรถกึก ๆ ไม่ทันสังเกตถึงความผิดปกติด้านหลัง กลับเป็นเผยเสี่ยวอวี๋ที่รู้สึกก่อน
เห็นแค่เด็กน้อยวิ่งมาข้างหน้านาง กอดเอวแล้วมุดหน้าลงที่เอวนาง กล่าวเสียงสั่น ๆ “พี่สะใภ้ ด้านหลังมีคน”
“เจ้าว่าอะไรนะ?” จู้เจียงเจียงเหนื่อยจนปฏิกิริยาตอบสนองช้า
นางหยุดฝีเท้า คลายเชือกรถบนไหล่ ปกป้องเผยเสี่ยวอวี๋อยู่ด้านหน้า เหลียวมองไปด้านหลัง “ด้านหลังไม่มีใครนะ”
ยังพูดไม่ทันจบ ด้านหลังรถเข็นก็มีเสียงคนขยับของบนรถ
ตอนนี้ทำให้จู้เจียงเจียงตกใจจนใจสั่น
นางยกคราดเหล็กบนรถที่ซื้อมาใหม่ขึ้น วิ่งสองสามก้าวก็ถึงด้านหลังรถ เผชิญหน้ากับคนสองคนที่กำลังขโมยของอยู่หลังรถเข็นพอดี
“พวกเจ้าเป็นใคร วางสิ่งของของข้าลง!” จู้เจียงเจียงตะคอก แสดงท่าทางดุร้ายที่สุดของนางออกมา พยายามข่มขวัญโจรชิงทรัพย์ทั้งสองคนนี้
แต่สองคนนั้นเห็นชัดว่าตามพวกนางมาช่วงถนนหนึ่งแล้ว ดูก็รู้ว่าพวกนางมีแค่ผู้หญิงสองคน ผู้ใหญ่หนึ่งเด็กหนึ่งดังนั้นจึงไม่หวาดกลัวสักนิด
ผู้ชายตัวสูงปานกลางสองคนยืนตัวตรง ยื่นหน้าสองมือสองเท้าทำท่าอบอุ่นร่างกาย
ก่อนจะมองจู้เจียงเจียงอย่างยั่วยุ “สาวน้อย ไม่อยากตายก็อยู่นิ่ง ๆ อย่าขยับ พวกเราเอาของเล็กน้อยก็จะจากไป”
ท้องฟ้ามืดสลัว จู้เจียงเจียงมองลักษณะพวกเขาไม่ชัด แต่รู้ได้ว่า บนตัวของพวกเขาสวมเสื้อผ้าขาดเหมือนกระสอบ ทั้งยังมีกลิ่นเหงื่อฉุนมาก
แค่ดูก็รู้ว่าพวกเขาไม่ค่อยได้อาบน้ำ
นอกจากนี้ พวกเขายังพยายามค้นหาของที่กินได้ในรถ จู้เจียงเจียงจึงคาดเดา เป็นไปได้มากว่าพวกเขาคือขอทานที่ตามหลังพวกนางมาจากในเมือง
ลงมือตรงถนนก่อนถึงหมู่บ้านทั้งยังห่างจากร้านค้า ดูก็รู้ว่าพวกเขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วจะปล้นของของพวกนาง
ในเมื่อไม่ใช่โจรปล้นสะดมมืออาชีพ เช่นนั้นจู้เจียงเจียงก็สบายใจ
“ข้าพูดว่า วางสิ่งของของข้าลง!” นางใช้คราดเหล็กในมือชี้ไปที่สองคนนั้น “อย่าบีบให้ข้าต้องลงมือ”
สองคนนั้นเห็นชัดว่าคิดไม่ถึงว่านางจะใจกล้าแบบนี้ ดวงตาเบิกกว้าง จ้องนางอยู่นาน การกระทำที่มือก็พลันหยุดลง