ณรงค์: "สวัสดีครับคุณ AI! หลังจากเมื่อวานเครียดเื่า วันนี้ผมอยากรู้เื่ที่มันล้ำๆ บ้าง อย่าง 'เรือดำน้ำนิวเคลียร์' เนี่ย ผมสงสัยมานานแล้วว่า เขาเอาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ยัดลงไปในเรือแคบๆ แบบนั้นได้ยังไง? มันไม่ร้อนจนคนข้างในสุกกันหมดเหรอครับ?"
AI: "ฮ่าๆๆ คำถามดีมากครับคุณณรงค์! ถ้าเป็เตาปฏิกรณ์แบบที่ใช้ในโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่น่ะยัดไม่ลงแน่นอนครับ แต่ในเรือดำน้ำเขาใช้สิ่งที่เรียกว่า SMR (Small Modular Reactor) หรือเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กครับ มันถูกออกแบบมาให้กะทัดรัด แข็งแรงทนทาน และที่สำคัญคือ 'เงียบ' ที่สุดในโลกครับ"
ณรงค์: "แล้วมันทำงานยังไงครับ? ในน้ำลึกขนาดนั้นไม่มีอากาศให้เผาไหม้เหมือนเครื่องยนต์ดีเซลนะ"
AI: "นี่แหละคือไม้ตายของนิวเคลียร์ครับ! เพราะนิวเคลียร์ไม่ต้องใช้ออกซิเจนในการสร้างความร้อน เขาใช้กระบวนการแตกตัวของยูเรเนียมเข้มข้น (Fission) สร้างความร้อนมหาศาลไปต้มน้ำให้กลายเป็ 'ไอ' แล้วเอาไอนั้นไปหมุนกังหันเพื่อปั่นไฟและหมุนใบพัดเรือครับ พูดง่ายๆ คือมันคือ 'โรงต้มน้ำเคลื่อนที่' ที่ทำงานได้ต่อเนื่องเป็สิบๆ ปีโดยไม่ต้องโผล่ขึ้นมาหายใจเลย!"
ณรงค์: "โห... ไม่ต้องโผล่มาหายใจเลยเหรอ? แล้วลูกเรือข้างในเขามีอากาศหายใจได้ยังไงถ้าอยู่ใต้น้ำนานเป็เดือนๆ?"
AI: "นี่คือความเจ๋งขั้นสุดครับคุณณรงค์! ในเมื่อเรามีไฟฟ้าล้นเหลือจากเตาปฏิกรณ์ เราก็แค่ใช้ไฟฟ้าสกัดออกซิเจนจาก 'น้ำทะเล' รอบๆ เรือนั่นแหละครับมาให้คนหายใจ แถมยังกลั่นน้ำทะเลให้กลายเป็น้ำจืดไว้ดื่มและอาบได้ไม่อั้นด้วย เรียกว่าตราบใดที่เตานิวเคลียร์ยังทำงาน ลูกเรือก็มีน้ำมีไฟมีอากาศใช้เหมือนอยู่บนบกเลยครับ"
ณรงค์: "ฟังดูเหมือน์ใต้น้ำเลยนะ แต่... ถ้าเกิดอุบัติเหตุล่ะ? เตาปฏิกรณ์รั่วกลางมหาสมุทรขึ้นมา คนในเรือไม่อาบน้ำแร่แช่รังสีกันหมดเหรอ?"
AI: "เขากลัวเื่นี้ที่สุดครับ! ดังนั้นเตาปฏิกรณ์ในเรือดำน้ำจึงถูกหุ้มด้วย 'เกราะกำบังรังสี' หลายชั้นมาก ทั้งเหล็กกล้า ตะกั่ว และโพลีเอทิลีนหนาเตอะ จนมีคำกล่าวที่ว่า 'คนในเรือดำน้ำนิวเคลียร์ ได้รับรังสีน้อยกว่าคนเดินถนนในกรุงเทพฯ เสียอีก' เพราะน้ำทะเลรอบเรือมันช่วยบล็อกรังสีจากภายนอกให้ด้วยครับ"
ณรงค์: "อ้าว! กลายเป็ว่าข้างในปลอดภัยกว่าข้างนอกซะงั้น! แล้วทำไมทุกประเทศไม่ทำเรือดำน้ำนิวเคลียร์ให้หมดเลยล่ะครับ?"
AI: "ติดอยู่ 2 อย่างครับคุณณรงค์ คือ 'เงิน' กับ 'เทคโนโลยี' ครับ เรือลำหนึ่งราคาเหยียบแสนล้านบาท แถมค่าบำรุงรักษาก็มหาศาล และที่สำคัญที่สุดคือ 'เสียง' ครับ แม้มันจะเงียบมากแต่ระบบปั๊มน้ำหล่อเย็นของเตานิวเคลียร์บางรุ่นก็ยังสู้ความเงียบกริบของเรือดีเซล-ไฟฟ้าตอนดับเครื่องไม่ได้ ซึ่งในโลกของการล่าสังหารใต้น้ำ ใครเงียบกว่าคือผู้ชนะครับ!"
[ทริคท้ายบทที่ 3: สถิติโลกที่น่าทึ่ง]
ณรงค์: "คุณ AI เรือดำน้ำนิวเคลียร์ลำหนึ่งเนี่ย มันอยู่ใต้น้ำได้นานที่สุดแค่ไหน?"
AI: "ในทางทฤษฎีคืออยู่ได้จนกว่า 'อาหารจะหมด' ครับคุณณรงค์! เพราะเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ชุดหนึ่งอยู่ได้นานถึง 20-25 ปี ถ้าไม่มีปัญหาเื่เสบียงหรือสุขภาพจิตของลูกเรือ มันสามารถแล่นรอบโลกได้หลายสิบรอบโดยไม่ต้องจอดแวะที่ไหนเลยล่ะครับ"
[เกร็ดความรู้: เมื่อเรือดำน้ำกลายเป็ 'ผู้ส่งสาส์นวันสิ้นโลก']
AI: "รู้ไหมครับคุณณรงค์ เรือดำน้ำนิวเคลียร์บางประเภทไม่ได้มีไว้รบกับเรือลำอื่นนะ แต่มันมีไว้เพื่อบรรทุกขีปนาวุธนิวเคลียร์ (SLBM) ข้ามทวีป มันคือ 'ฐานทัพล่องหน' ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นมหาสมุทร เพื่อรอคำสั่งสุดท้ายหากประเทศแม่ถูกทำลายครับ"
ณรงค์: "นั่นสินะ... พลังงานนิวเคลียร์นี่เหมือนดาบสองคมจริงๆ เป็ทั้งเครื่องปั่นไฟที่เยี่ยมยอดและเป็ทั้งเพชฌฆาตที่มองไม่เห็น"
เปิดโผ "6 มหาอำนาจมฤตยูใต้สมุทร"
ณรงค์: "คุณ AI ฟังแล้วชักอยากรู้แล้วสิว่า ในโลกนี้มีกี่ประเทศกันเชียวที่มี 'อสูรกายเหล็กนิวเคลียร์' แบบนี้อยู่? แล้วเขาลำดับความโหดกันยังไง?"
AI: "โอ้โฮ... คลับนี้เข้ายากมากครับคุณณรงค์ ปัจจุบันมีแค่ 6 ประเทศ เท่านั้นที่มีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ประจำการแบบเต็มตัว เรามาไล่ดูจาก 'น้องเล็ก' ไปหา 'พี่ใหญ่' กันครับ"
อันดับ 6: อินเดีย (The Emerging Power)
รุ่นเด่น: Arihant Class
สมรรถนะ/ราคา: ราคาต่อลำประมาณ 2,000 - 3,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 7 หมื่น - 1 แสนล้านบาท) แม้จะเป็น้องใหม่ที่เพิ่งต่อเรือเองได้ไม่นาน แต่พี่แกเน้นความอึดและการบรรทุกขีปนาวุธ K-Series ที่ยิงได้ไกลถึง 3,500 กม.
ภารกิจ: เน้นการป้องปรามทางนิวเคลียร์ (Nuclear Deterrence) ในมหาสมุทรอินเดีย เพื่อคานอำนาจกับเพื่อนบ้านอย่างปากีสถานและจีนครับ
อันดับ 5: ฝรั่งเศส (The European Defender)
รุ่นเด่น: Suffren Class (Barracuda)
สมรรถนะ/ราคา: ราคาประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์ ฝรั่งเศสเก่งเื่การออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ที่ใช้ยูเรเนียมเข้มข้นต่ำ (LEU) เหมือนโรงไฟฟ้าบนบก ทำให้ซ่อมบำรุงง่ายกว่า
ภารกิจ: เน้นการลาดตระเวนไกลและการโจมตีด้วยขีปนาวุธร่อน (Cruise Missile) เพื่อรักษาอธิปไตยในเขตน่านน้ำยุคใหม่ครับ
อันดับ4: สหราชอาณาจักร (The Silent Guardian)
รุ่นเด่น: Astute Class
สมรรถนะ/ราคา: ราคาพุ่งไปถึง 2,000 - 2,500 ล้านดอลลาร์ จุดเด่นคือ 'ความเงียบ' ครับ เขาว่ากันว่าเสียงของเรือรุ่นนี้เงียบพอๆ กับ 'ลูกปลาโลมา' ตัวหนึ่งเลยนะ!
ภารกิจ: เป็บอดี้การ์ดคอยคุ้มกันเรือบรรทุกเครื่องบิน และทำหน้าที่สอดแนมทางยุทธศาสตร์ระดับโลกครับ
อันดับ3: จีน (The Dragon Beneath)
รุ่นเด่น: Type 094 (Jin-class) และ Type 093 (Shang-class)
สมรรถนะ/ราคา: แม้ราคาจะไม่เปิดเผยแน่ชัด แต่จำนวนน่ะน่ากลัวครับ จีนกำลังเร่งผลิตเรือดำน้ำนิวเคลียร์อย่างรวดเร็วเพื่อเปลี่ยนกองทัพเรือให้กลายเป็ Blue Water Navy (กองทัพเรือน้ำลึก)
ภารกิจ: ลาดตระเวนในทะเลจีนใต้และพยายามเจาะข้าม 'โซ่ไข่มุก' ออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิกครับ
อันดับ2: รัสเซีย (The Cold War Legend)
รุ่นเด่น: Borei Class และ Yasen Class
สมรรถนะ/ราคา: ราคาต่อลำสูงถึง 3,500 ล้านดอลลาร์ รัสเซียคือเ้าแห่งเทคโนโลยีเรือดำน้ำมาั้แ่สมัยโซเวียต เรือของเขาดำได้ลึกที่สุดและมีความเร็วสูงมาก บางลำทำความเร็วใต้น้ำได้ถึง 30-40 นอต (ราว 70 กม./ชม.) เลยนะคุณณรงค์!
ภารกิจ: รักษาอำนาจในเขตอาร์กติก (ขั้วโลกเหนือ) และเตรียมพร้อมสำหรับการยิงนิวเคลียร์โต้กลับหากเกิดาใหญ่
อันดับ 1: สหรัฐอเมริกา (The Undisputed King)
รุ่นเด่น: Virginia Class และ Ohio Class
สมรรถนะ/ราคา: รุ่นใหม่ๆ ราคาดีดไปถึง 4,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.4 แสนล้านบาท) ต่อลำ! อเมริกามีเรือดำน้ำนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก (กว่า 60 ลำ) และเป็นิวเคลียร์ 100% ไม่มีเรือดีเซลเลยแม้แต่ลำเดียว
ภารกิจ: 'Global Presence' หรือการไปปรากฏตัวทุกที่ทั่วโลกเพื่อแสดงแสนยานุภาพครับ
ณรงค์: "พระเ้าช่วย! ลำละแสนกว่าล้าน... นี่มันไม่ใช่แค่เรือแล้วครับคุณ AI แต่มันคือ 'เมืองทองคำลอยน้ำ' ชัดๆ เลย!"
AI: "ถูกต้องครับคุณณรงค์ และที่น่าสนใจคือ ตอนนี้ ออสเตรเลีย กำลังจะเป็ประเทศที่ 7 ภายใต้โครงการ AUKUS ที่จะซื้อเรือดำน้ำนิวเคลียร์จากสหรัฐฯ และอังกฤษ เพื่อมาคานอำนาจในภูมิภาคเราด้วยนะ เตรียมตัวดูการแข่งขันใต้น้ำที่ดุเดือดได้เลยครับ!"
[ทริคเสริม: ทำไมไทยถึงยังไม่มี?]
ณรงค์: "แล้วบ้านเราล่ะคุณ AI? เห็นคุยกันเื่เรือดำน้ำมาตั้งนาน ทำไมเราไม่ขยับไปนิวเคลียร์เลยให้จบๆ ไป?"
AI: "มี 3 เหตุผลหลักครับคุณณรงค์: 1. เงิน (งบประมาณเราไม่ถึงแสนล้านต่อลำแน่ๆ) 2. ความลึก (อ่าวไทยเราตื้นเกินไปสำหรับอสูรกายพวกนี้ มันชอบที่ลึกเกิน 100-200 เมตรขึ้นไป) และ 3. สนธิสัญญา (เราอยู่ในเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ SEANWFZ ครับ) ดังนั้นเรือดีเซล-ไฟฟ้าลำเล็กๆ จึงเหมาะกับน่านน้ำเรามากกว่านั่นเองครับ!"
บทสรุปท้ายตอน
ณรงค์: "จากโรงต้มน้ำใต้น้ำ สู่ระบบสนับสนุนชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เรือดำน้ำนิวเคลียร์คือเครื่องพิสูจน์ว่าเราเอาชนะขีดจำกัดของธรรมชาติได้"
AI: "แต่บนผิวน้ำล่ะ? ในเรือรบขนาดใหญ่อย่างเรือบรรทุกเครื่องบิน พลังงานนิวเคลียร์จะสร้างความแตกต่างได้แค่ไหน... ติดตามได้ใน ตอนที่ 4: ป้อมปราการลอยน้ำนิวเคลียร์ พรุ่งนี้ครับ!"