เทพายื่นหน้าขนาดมหึมาเข้ามาใกล้ดวงตาสีเขียวเข้มเหมือนเมฆฝนของเขาจ้องเขม็งไปที่สมิทธิ์น้ำเสียงขุ่นเคืองเหมือนน้อยใจ
“เรานึกว่าร่างของเธอทนพลังไม่ไหวจนตายไปแล้วซะอีกแต่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ดีใจที่ได้เจอเราเลยนะ”
สมิทธิ์นิ่งเงียบเขาไม่รู้จะอธิบายต่อเทพายังไง ที่จะสื่อความรู้สึกของเขาได้ดีที่สุดและไม่เป็การทำร้ายจิตใจของเทพแห่งาไปด้วย
“สายฟ้าของท่านน่ะสุดยอดเลยล่ะ สุดยอดเสียจนทำให้ผมกลัวกลัวว่าตัวเองจะควบคุมมันไว้ไม่ได้” เสียงของสมิทธิ์เบาลงก่อนจะะเิความรู้สึกออกมา
“จริงๆ แล้วผมไม่อยากได้พลังหรือเป็ร่างทรงอะไรนี่ด้วยซ้ำ ถ้าผมไม่มีพลังนิษฐาและทุกคนในเทวาลัยก็คงไม่ต้องลำบากไปด้วย!”
ทีแรกเทพเ้าแห่งารู้สึกแปลกใจที่จู่ๆสมิทธิ์ก็บอกปฏิเสธพลังของเขา ทั้งที่ก่อนหน้านี้สมิทธิ์ก็ดูตื่นเต้นดีใจกับพลังที่ได้มา แต่ก็ไม่เกินคาดเท่าไรนักเพราะสมิทธิ์ไม่ใช่คนทรงคนแรกของเขาที่สติแตกไปไม่เป็พลังอันยิ่งใหญ่ย่อมมากับความรับผิดชอบ (และความซวย) อันใหญ่ยิ่งเสมอ
ครู่หนึ่งใบหน้าของเทพเ้าแห่งาก็มีรอยยิ้มเหมือนเขาจะพอใจที่สมิทธิ์บอกความรู้สึกที่แท้จริงออกมา
“มิน่าเล่า เธอถึงไม่ยอมเปิดใจให้เราอีกครั้งรู้ไหมว่าทำไมโลกจึงมี เทพเ้าแห่งา ทั้งที่มนุษย์ส่วนใหญ่เกลียดา?” สมิทธิ์ได้ฟังคำถามของเทพาก็เงยหน้าขึ้นทันทีเพราะเขาเองก็อยากรู้เหมือนกัน
ผืนเมฆสีเขียวอ่อนรอบตัวของเทพแห่งาหมุนวนเปลี่ยนรูปร่างไปเป็สนามรบคนในชุดเกราะจำนวนมหาศาลยืนเรียงเป็หน้ากระดานซ้อนกันอยู่ทั้ง 2 ฝั่งของสมิทธิ์ สายตาทุกคู่จับจ้องพร้อมจะห้ำหั่นกันเมื่อได้จังหวะบุก นักรบบนหลังม้าทั้ง 2 ฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามก็โห่ร้องนำกองทัพเคลื่อนเข้าหากันเหล่าทหารราบถือโล่ หอก ดาบ และอาวุธโลหะแหลมที่สมิทธิ์เองก็ไม่รู้จักเข้าปะทะกันอย่างรุนแรงเครื่องยิงที่อยู่ไกลๆ ดีดะุไฟถล่มกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ผู้คนาเ็ล้มตายเหมือนใบไม้ร่วงฝุ่นและเืสีเขียวอ่อนฟุ้งกระจายไปทั่ว
สมิทธิ์ที่นั่งอยู่บนมือของเทพแห่งามองลงมาด้านล่างเขาส่งเสียงฮือฮาเมื่อได้เห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า
“า เกิดขึ้นมาพร้อมกับมนุษย์นั่นแหละบางครั้งก็อยู่ในรูปแบบของการขัดแย้งหรือการแข่งขัน” เทพาเล่าพลางปุยเมฆก็เปลี่ยนรูปร่างไปเหมือนการบรรยายที่มีภาพประกอบซึ่งสมิทธิ์ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิธีนี้น่าสนใจกว่าการเล่าปากเปล่าอย่างมากจริงๆ
“เทพเ้าเข้าข้างและมอบพลังอำนาจให้แก่ฝ่ายที่ถูกต้องชอบธรรมมาั้แ่โบราณ”
ทันใดนั้น สายฟ้าก็พุ่งมาจากท้องฟ้า ฟาดลงมายังนักรบบนหลังม้าคนหนึ่งที่ถูกกองทัพอีกฝ่ายล้อมเอาไว้เขาเปลี่ยนเป็ร่างทรงระดับ 2 ทันที แขนข้างที่ถือดาบของเขาชูขึ้นไปบนท้องฟ้า ฟาดฟันลงมาเพียงครั้งเดียวก็เกิดกระแสไฟฟ้าวิ่งไปบนพื้นกวาดเอาข้าศึกศัตรูทั้งกองทัพสลายกลายเป็ฝุ่นสีเขียวอ่อนทันที
“พลังอำนาจหรือแม้แต่อาวุธไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์จะเอาไปใช้เพื่อ ทำลาย หรือ ปกป้อง”
เมื่อชุดของร่างทรงระดับ 2 และดาบในมือสลายไปนักรบผู้เกรียงไกรก็กลายเป็เพียงชายหนุ่มธรรมดาที่มีเพียงผ้าผืนหนึ่งปิดท่อนล่างเท่านั้นด้านหลังของเขาปรากฏเด็ก ผู้หญิง ชายแก่และหญิงชรามากมาย วิ่งเข้ามาหาเขาพร้อมกันทุกคนสวมกอดกันด้วยความยินดี
ภาพาหายไป เมฆสีเขียวอ่อนเริ่มก่อตัวขึ้นเป็ร่างของคนทรงระดับ2 ลอยอยู่กลางอากาศ เขาเป็คนทรงของเทพแห่งา ซึ่งกำลังใช้แขนข้างหนึ่งชกขึ้นไปในอากาศสายฟ้าฟาดขนาดใหญ่พุ่งออกจากมือของเขาไกลจนสุดสายตา แหวกก้อนเมฆเป็รูโหว่ ภาพทุกอย่างหยุดนิ่งราวกับอยู่ในอำนาจของระบบพันตา
ใช่แล้ว... ภาพที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าตอนนี้ ก็คือภาพเหตุการณ์ที่สมิทธิ์ใช้สายฟ้าทำลายหมอกทมิฬของคราสเพื่อช่วยเหลือโลกไว้นั่นเองสมิทธิ์มองร่างตัวเองที่เกิดขึ้นจากเมฆด้วยความสงสัย แต่พอเทพแห่งาพูดถึงเขาเขาก็เงยหน้าขึ้น
“การที่เธอเลือกใช้พลังที่ได้จากเราเพื่อช่วยโลกเป็วิธีแก้ปัญหาที่ยอดเยี่ยม ขนาดที่เราเองก็ยังคิดไม่ถึงเลย”
คำชื่นชมของเทพแห่งา เหมือนเป็สิ่งที่ปลดเปลื้องความลังเลไม่มั่นใจของสมิทธิ์ไปจนหมด
การนำเสนอภาพอย่างน่าประทับใจของเทพแห่งาได้ทำให้สมิทธิ์ฉุกคิดขึ้นมาในแง่หนึ่ง พลังมหาศาลที่ได้มาสามารถใช้เพื่อทำลายได้ก็จริงแต่ในอีกมุมหนึ่งก็ใช้เพื่อปกป้องผู้อ่อนแอหรือแก้ไขสถานการณ์ที่เลวร้ายได้เช่นกันการใช้สายฟ้าเพื่อทำลายหมอกทมิฬอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องที่เลวร้ายเช่นทำให้นิษฐาเกือบตายก็จริงแต่ถ้าเขาไม่ตัดสินใจทำแบบในวันนั้น โลกก็อาจจะไม่อยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงวันนี้
“อีกอย่าง...เธอมีพวกพ้องที่พึ่งพาได้เื่การควบคุมพลังอยู่แล้วด้วย”
สมิทธิ์มองไปที่ใบหน้าของเทพแห่งาด้วยความซาบซึ้งใจแต่บัดนี้ใบหน้านั้นได้กลับกลายเป็รูปปั้นหินั์เช่นเดิมแล้ว
“ตื่นแล้วเหรอ?”เสียงของสรรค์ดังขึ้นเหมือนเป็นาฬิกาปลุกสมิทธิ์
สรรค์ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ที่ไหล่ของรูปปั้นเทวดาั์ที่เดิมกับเมื่อวาน ผืนเมฆสีเขียวอ่อนที่เป็เหมือนจอนำเสนอภาพประกอบของเทพแห่งาหายไปพร้อมกับความฝันสุสานคนทรงกลับมาเป็เหมือนเดิมแล้ว
สมิทธิ์มองไปที่สรรค์ด้วยความสับสนทุกอย่างดูเหมือนเกิดขึ้นจริง จนเขาเกือบจะแยกความฝันกับความจริงไม่ออก
“นี่ชั้นหลับฝันไปเหรอเนี่ย?”เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง
“เ้าคงได้คุยกับเทพแห่งาผ่านเทพนิมิตแล้วสินะ”สรรค์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่กลับทำให้สมิทธิ์หันควับไปหาเขา สรรค์นี่ก็เก่งนะเขารู้ไปถึงความฝันของสมิทธิ์เชียวเหรอเนี่ย
มือของสรรค์ข้างหนึ่งชูขึ้นมา ทันใดนั้น ถุงมือสีขาวก็ปรากฏขึ้น
“ยอมรับหน้าที่ของตัวเองในฐานะร่างทรงซะ!” สรรค์ะโขึ้นอย่างหนักแน่น
เขาง้างมือไปด้านหลัง ด้ายสีขาวยาวพุ่งออกมาเหมือนแมงมุมปล่อยใยเพื่อจับเหยื่อส่งลูกดิ่งโลหะลอยฉวัดเฉวียนอยู่บนอากาศ
“อย่ามัวขี้ขลาดเอาแต่หนีอยู่แบบนี้ยังไงเ้าก็หนีตัวตนของเ้าเองไม่พ้นหรอก!” ขณะที่พูด สรรค์ขว้างอาวุธสังหารของเขาออกมา ลูกดิ่งมรณะพุ่งแหวกอากาศเข้าหาสมิทธิ์อย่างรวดเร็ว
แม้สรรค์จะเคยใช้อาวุธของตัวเองจู่โจมสมิทธิ์มาหลายครั้งแต่คราวนี้ก้าวร้าวรุนแรงกว่าที่เคย การโจมตีแฝงกลิ่นอายการฆ่า หมายเอาชีวิตเป้าหมายถ้าสมิทธิ์หลบไม่ทันเขาได้ตายจริงๆ แน่
“รู้แล้วน่า!” สมิทธิ์ะโขึ้น
ทิศทางของลูกดิ่งโลหะตรงเข้าที่กลางแสกหน้าของสมิทธิ์อย่างแม่นยำหากแต่ปลายแหลมของมันถูกหยุดเอาไว้ก่อนที่จะถึงด้วยมือของสมิทธิ์ มือข้างนั้นห่อหุ้มด้วยถุงมือสีเขียวเข้มสีเดียวกันกับชุดร่างทรงระดับ 2 ของเทพเ้าแห่งา
ในที่สุดสมิทธิ์ก็สามารถเข้าทรงและใช้พลังของเทพเ้าได้อีกครั้งและที่มากกว่านั้นตอนนี้เขายังสามารถเข้าทรงเฉพาะส่วนมือเหมือนกับนิรุทธ์และสรรค์ได้แล้ว ด้วยการแหย่เฉพาะส่วนมือเข้าไปในประตูแห่งเทพนั่นเอง...
“ว่าแต่นายรู้เื่เทพนิมิตของชั้นได้ยังไง”สมิทธิ์แบมือ ปล่อยลูกดิ่งโลหะกลับไปยังสรรค์
“บังเอิญว่าเทพของข้ากับเ้าสนิทกันน่ะ”
สมิทธิ์ไม่รู้ว่าควรจะเชื่อที่สรรค์บอกดีไหมแต่สรรค์ก็ตอบเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบเดาอารมณ์ได้ยากเหมือนเคย
สายฟ้าฟาดลงมาที่ร่างของสมิทธิ์ เสียงดังสนั่น พริบตาเดียวเขาก็เปลี่ยนเป็ร่างทรงระดับ2 ซึ่งตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้เต็มที่
“เอาล่ะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องห่วงเื่เข้าทรงแล้วเริ่มมาฝึกใช้อาวุธกันเถอะ เวลาที่เหลือมีไม่มากแล้ว!”
3 วันต่อมา...
สรรค์ยื่นอุปกรณ์สื่อสารขนาดเล็กให้กับสมิทธิ์ ซึ่งเป็ไมค์และลำโพงที่อยู่ในรูปของกระดุมเม็ดเล็กๆ
“เอาเ้านี่เสียบไว้ที่หูจะทำให้เราสื่อสารกันได้ตอนที่เ้าเดินทางถึงภาคีสหเทพแล้ว”สรรค์อธิบายสิ่งประดิษฐ์ของเขา
สมิทธิ์หยิบกระดุมไมค์ขึ้นมายัดไว้ในหู“นายเป็ห่วงมากไปละมั้ง พวกนั้นเป็คนเชิญชั้นไปเองนะ”
สรรค์ทำสีหน้าเฉยชา แต่ในใจก็รู้สึกกังวลไม่น้อย
ตัดภาพไปที่สมิทธิ์ ซึ่งตอนนี้เขาเดินทางไปถึงจุดหมายเรียบร้อยแล้ว
สมิทธิ์อยู่ในสภาพร่างทรงระดับ 2 เขาเหาะลอยเหนือตึกระฟ้าแห่งหนึ่งบนดาดฟ้านั้นมีวิหารบูชาเทพเ้าที่ทำด้วยหินซึ่งดูไม่ค่อยเข้ากันเท่าไรนัก ที่นี่คืออาคารทำการของภาคีสหเทพตามที่อยู่ซึ่งคนทรงทั้ง 2 จากภาคีสหเทพได้บอกเขาไว้ ตึกสูงตั้งตระหง่านติดริมแม่น้ำเ้าพระยาเรียกได้ว่าตั้งอยู่บนที่ดินที่แพงและสวยที่สุดในเมืองแห่งหนึ่งเลยทีเดียว
สมิทธิ์ได้ยินเสียงะโโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นมาจากบนดาดฟ้า“นั่น ศัตรู!”
ชายในชุดสูทสีดำโจงกระเบนสีขาวกรูเข้ามาราว 10กว่าคน ทุกคนใส่แว่นตาดำ แต่งตัวคล้ายๆ กันไปหมด ดูเผินๆ เหมือนแก๊งมาเฟียไทยหรือหน่วยพิทักษ์ลึกลับขององค์กรไทยโบราณสักแห่งหนึ่ง
“อย่าให้เข้ามาได้นะ!” สิ้นเสียงะโอย่างกราดเกรี้ยวของชายชุดดำคนหนึ่งทั้งหมดก็เปลี่ยนเป็ร่างทรงระดับ 2 แทบจะพร้อมกัน
สมิทธิ์ใ เขาไม่รู้ว่าชายชุดดำเหล่านี้ได้พลังมาจากเทพองค์ไหนแต่ชุดร่างทรงระดับ 2 ของพวกเขาเป็สีขาว รูปร่างหน้าตาเหมือนกันไปหมด
ทุกคนดีดตัวเหาะขึ้นมาจู่โจมสมิทธิ์พร้อมกัน
