ช้าวันใหม่มาเยือน ฟางเซียนลุกมาั้แ่เช้ามืดเพราะเมื่อคืนนี้ได้หลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ คราวแรกนึกว่าจะตาค้างจนถึงเที่ยงคืนเสียอีก เพราะชีวิตก่อนใช้ชีวิตเป็มนุษย์ค้างคาว นั่งไถโทรศัพท์ค่อนคืนจนดึกดื่นถึงยอมหลับยอมนอน
แต่พอถึงเวลานอนจริงๆ ฟางเซียนกลับเป็คนแรกที่ขอตัวไปนอนก่อนอย่างเสียไม่ได้คนอื่นในครอบครัวก็ไม่รู้สึกแปลกใจแต่อย่างไร ให้เดาคงเพราะว่าร่างเดิมเป็คนนอนเร็วอยู่ แล้วเป็แน่
เมื่อคืนนี้เขานอนที่เตียงเดิมที่ตื่นมา ซึ่งพึ่งรู้ตัวว่ามีคนนอนมาด้วยก็คือ พี่ชายน้องชายทั้งสองนั้นเอง ฟางหรงนอนคั่นกลางระหว่างตัวเขาและฟางชิง ร่างเล็กเดินงัวเงียออกมาจากห้องนอน พบว่ามารดากำลังทำกับข้าวอยู่ เซี่ยอวิ้นที่หั่นผักอยู่นั้น รู้สึกเหมือนมีคนมองจึงหันมามอง พบว่าบุตรชายคนรองที่หัวฟูยุ่งเหยิงนั้นเอง "ตื่นแต่เช้าเลยเ้า" จึงกล่าวทักเด็กน้อยท่าทางขี้เซาขึ้น มือก็จับมีดหั่นผักไปพลาง
"อรุณสวัสดิ์ขอรับ"
ฟางเซียนกล่าวทักตอบพร้อมยกมือปิดปากหาว หันไปมองออกไปยังด้านนอก ท้องฟ้าส่วนใหญ่ยังเป็สีดำอยู่ๆ บางส่วนเริ่มเป็สีเทาบ่งบอกว่าเป็เวลาเช้ามืด 'นี้มันเวลาไหนละเนี่ย'
"ลุกแล้วก็ไปล้างหน้าล้างตาเสียลูก"
เมื่อได้ยินมารดาเอ่ยบอกจึงพยักหน้ารับเดินออกไปที่ห้องอาบน้ำด้านนอกตัวบ้าน ภายในห้องอาบน้ำนี้มีเพียงโอ่ง และมีโต๊ะสำหรับวางของ ซึ่งมีก้านต้นหลิวแช่น้ำกับกระปุกเกลือ วางอยู่
เมื่อวานหลังจากกินข้าวและตามด้วยยารสชาติเหมือนฉี่วันนั้นเสร็จเขาได้ขอมารดาเื่การอาบน้ำแปรงฟัน และแน่นอนโดนปฏิเสธ
ด้วยเหตุผลเดิมคือเขายังไม่หายดีนั้นเองแต่ร่างเล็กก็ขอต่อรองจนได้ออกมาเช็ดตัวกับล้างหน้าแปรงฟันก่อนนอน พอเข้ามาภายในห้องอาบน้ำนี้จึงรู้ว่ายุคนี้แปรงฟันด้วยก้านต้น หลิวแช่น้ำ
วิธีใช้คือเคี้ยวที่ปลายก้านต้นหลิวมาสีฟัน หรือจะเพิ่มความสะอาดโดยการจิ้มเกลือแล้วแปรงไปด้วยก็ได้
ฟางเซียนรีบล้างหน้าแปรงฟันให้เรียบร้อย เมื่อเขาเดินออกมารู้สึกว่าภายนอกสว่างขึ้น ท้องฟ้าตอนนี้เปลี่ยนเป็สีฟ้าอมเทา
ร่างเล็กรีบจ้ำอ้าวเข้าไปภายในบ้าน บรรยากาศข้างนอกตอนนี้ยังเย็นอยู่มาก ลมพัดมาทีทำเอาหนาวสั่นไปเลยทีเดียว พอได้เข้ามาในบ้านจึงรู้สึกถึงความอุ่นขึ้นมาบ้าง จึงเดินไปที่ ครัวดูว่าวันนี้มารดาทำอะไรเป็มื้อเช้า
"ท่านแม่ทำอะไรอยู่หรือขอรับ" ฟางเซียนเอ่ยถามมารดา ซึ่งเซี่ยอวิ้นที่กำลังหยิบฟืนใส่เตา บนเตามีหม้อนึ่งใบหนึ่งปิดฝาหม้ออยู่
"แม่ทำหมั่นโถวข้าวฟ่างน่ะ" พูดจบก็เปิดฝาหม้อนึ่งให้เด็กน้อยเห็น ภายในนั้นมีหมั่นโถวสีเหลืองที่ส่งกลิ่นหอมน่ารับประทานอยู่
'หมั่นโถว ที่คล้ายๆ ซาลาเปาแต่ว่าไม่มีไส้สินะ แต่เอะ..แล้วเอาแป้งมาจากไหนล่ะ' ร่างเล็กเกิดความสงสัย เนื่องจากเมื่อวานเขาลองค้นวัตถุดิบดูแล้ว ไม่เห็นเจอแป้งเลยนนี่ า "ท่านแม่ หมั่นโถวนี้ทำจากแป้งใช่หรือไม่แล้วเหตุใดเมื่อวานข้ายังไม่เห็นแป้งเลยล่ะขอรับ" ฟางเซียนที่ไม่ปล่อยให้ตนเองสงสัยนาน จึงรีบเอ่ยถามมารดา "ข้าวฟ่างนี่อยู่ในห้องเก็บอาหาร พ่อเ้าพึ่งมาเอามาโม่ให้แม่เมื่อครู่"
"ท่านพ่อตื่นแล้วหรือขอรับ" ฟางเซียนอดมองหาบิดาไม่ได้ั้แ่ตื่นนอนยังไม่เห็นหน้าเลยหรือจะกลับไปต่อนอนแล้ว
"พ่อเ้าตื่นก่อนผู้ใดในบ้านเสียอีก ลุกมาจุดไฟเตาไว้ให้แม่ก่อนด้วยซ้ำ" เซี่ยอวิ้นยกยิ้มเมื่อกล่าวถึงสามทีี่ไม่เคยปล่อยให้นางลำบาก สิ่งใดที่ช่วยได้มักจะรีบมาช่วยอยู่เสมอโดยที่ไม่ ต้องเอ่ยปากขอ
"แล้วไปไหนเสียล่ะขอรับ? " เด็กน้อยยังไม่หายสงสัย ชะเง้อมองหาฟางหานเป็การใหญ่สร้างความขบขันให้แก่เซี่ยอวิ้นยิ่งนัก
"พ่อลูกไปหาหัวหน้าหมู่บ้าน คงพูดคุยเื่การเพาะปลูกฤดูการนี้กระมัง ส่วนเ้าวันนี้เหตุใดจึงเอ่ยถามเยอะแยะเชียว" นางใช้ปลายนิ้วบีบที่จมูกเล็กอย่างเอ็นดู
"เอานั้น พ่อที่เ้าถามหากลับมาแล้วนั้นไง" ฟางเซียนหันตามที่มารดาชี้ ชายหนุ่มวันสามสิบกว่าปีที่เดินเขาบ้านมา ใบหน้าคล้ายหงุดหงิดใจ แต่พอเห็นหน้าลูกกับภรรยาจึงฝืนยิ้ม ให้
"ฟางเซียน ตื่นแต่เช้าเชียวลูก" มือใหญ่ลูบศีรษะฟางเซียนเบาๆ เขาเห็นบิดายิ้ม แต่ในแววตากลับฉายแววหมองหม่นบางอย่าง เซี่ยอวิ้นที่รู้สึกได้เหมือนลูกชายจึงเดินไปหาสามี มือเล็กแตะที่แขนแกร่งเบาๆ อย่างเป็ห่วง
"มีอันใดหรือไม่ท่านพี่"
ฟางหานเหมือนพึ่งรู้สึกตัวว่าทำให้ลูกกับภรรยาเป็กังวลเสียแล้ฝจึงยกยิ้มแล้วกล่าวตอบ
"มิมีอันใดหรอกอวิ้นเออร์" ชายหนุ่มจับที่มือภรรยาก่อนจะลูบเบาๆ ให้นางคลายกังวล
ฟางเซียนรู้ว่าวันนี้บรรยากาศดูหมองหม่น ถึงฟางหานจะพยายามทำตนปกติแค่ไหน แต่ทุกคนในบ้านก็รู้สึกถึงว่าวันนี้บิดาของบ้านมีท่าทางเคร่งเครียดกว่าปกติ
่เวลามื้อเช้าเด็กน้อยทั้งสามจึงพยายามทำตัวเงียบสงบ ยิ่งฟางหรงคือเรียบร้อยกว่าผู้อื่น
พอทานอาหารเสร็จสองพ่อลูกก็เตรียมตัวไปทำงานในไร่ตอนนี้ฟางหรงเหมือนได้รับการอภัยโทษ เด็กน้อยแอบถอนหายใจโล่งทันทีเมื่อบิดาเดินออกไปจากบ้านแล้ว
ฟางเซียนห็นมารดานั่งปักผ้าอยู่ ใบหน้างามถึงจะดูปกติแต่เขาแอบสังเกตเห็นว่ามีความกังวลในใจ อยากจะไปพูดคุยให้มารดาเบาใจลง แต่ก็ไม่รู้จะเอ่ยกล่าวยังไง ตัวเขาเองไม่ใช่ คนที่พูดคุยเก่งอะไรอยู่แล้วด้วย
"พี่รองๆ" เสียงเรียกแ่เบาจากเด็กน้อยที่กระตุกชายเสื้อฟางเซียนเบาๆ
"วันนี้ท่านพ่อกับท่านแม่เป็อันใดไป ข้ากลัวจนฉี่จะราดแล้ว"
"พี่ก็ไม่รู้" ฟางเซียนส่ายหน้าปฏิเสธ ตนไม่ทราบเช่นกันว่าจริงๆแล้ว บิดามีเื่อะไรหลังจากไปคุยกับหัวหน้าหมู่บ้าน
"เช่นนั้นพี่รองไปขอท่านแม่ให้ข้าหน่อยสิ ข้าอยากออกไปเล่น" เด็กน้อยทำเสียงอ้อนวอนพี่ชาย มารดาตีหน้าเครียดเช่นนั้น ตนไม่กล้าไปขอเช่นเคย "พี่ว่าวันนี้เ้าอยู่บ้านเถอะ อย่าออกไปซนที่ไหนเลย" ฟางเซียนรีบเอ่ยรั้งเด็กน้อยให้อยู่บ้านก่อน สถานการณ์ตอนนี้ไม่เหมาะแก่การไปพูดคุยเสียเลย "แต่ว่า ข้า.." เด็กน้อยจะเอ่ยปากแย้ง แต่เห็นสายตามปรามมาของพี่ชายจึงพยักหน้ารับอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะโดนพี่ชายตัวดีลากเข้าห้องนอนไป "วันนี้ท่านแม่อารมณ์ไม่ดี เ้าเล่นในบ้านไปก่อนแล้วกันนะ" พูดจบก็ลูกศีรษะน้องชายเบาๆ มองเห็นว่าน้องชายทำหน้าเบะปากใส่
"ข้าไม่ได้อยากเล่นสักหน่อย ข้าโตแล้ว อยากออกไปหาอาหารเช่นพี่หลางต่างหาก"
เห็นเด็กน้อยเอ่ยถึงไอดอลในดวงใจ ฟางเซียนก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ชักอยากเจอ พี่ชายหลาง คนนี้ซะแล้วสิ
ฟางเซียนที่กำลังจะชวนน้องชายเล่นเกมอยู่นั้น ได้ยินเสียงเหมือนมีคนะโหน้าบ้าน กำลังจะเดินไปเปิดประตูดูว่าผู้ใดมากัน แต่กลับถูกเด็กน้อยดึงแขนไว้เสียก่อน ยังไม่ทันที่ จะเอ่ยปากถาม ฟางหรงก็กล่าวขึ้นมาก่อน
"ฟังเสียงะโก็รู้แล้ว ว่าเป็ป้าสะใภ้ใหญ่มา ท่านจะออกไปให้นางด่าอีกรึ!"
"ป้าสะใภ้ใหญ่? แล้วทำไมป้าสะใภ้ต้องด่าข้าด้วยละ"
ฟางเซียงเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ เป็ป้าสะใภ้ก็เป็ญาติกันไม่ใช่หรอ ตนเองก็พึ่งมาอยู่ร่างนี้ได้เพียงหนึ่งวันเอง ไม่รู้ความสัมพันธ์ทางเครือญาตินัก "นางเกลียดท่านยังกับอะไรดี มิรู้ตัวเลยรึ!" ฟางหรงที่มองพี่ชายเช่นมองคนเขลา ซื่อเกินไปแล้วกระมั้ง 'อยู่มาถึงปานนี้ยังไม่รู้ว่าตนโดนหลอกด่าไปกี่ครั้งแล้ว' "นางเกลียดข้า เกลียดข้าทำไมกัน" ฟางเซียนนึกไม่ออกว่าเด็กน้อยอย่างตน มีอะไรให้คนอื่นเกลียดกัน ก่อนที่เขาจะมาเข้าร่างเด็กนี้ก็เป็เพียงเด็กอ่อนแอคนหนึ่งไม่ใช่หรือไง เด็กน้อยทำฮึดฮึดอย่างขัดใจนี่พี่ชายเขาช่างไม่รู้อะไรถึงเพียงนี้เชียวหรือ ก่อนจะมองใบหน้าพี่ชายที่ทำท่ามึนงง
'ก็ไม่รู้อะไรจริงๆ นั้นแหละ' ไม่งั้นคงไม่ออกไปให้โดนด่าตั้งหลายครั้ง ...
"ก็ป้าสะใภ้ใหญ่น่ะ เห้ออ" เด็กน้อยถอนหายใจ ก่อนจะเล่าให้พี่ชายคนรองฟังอย่างออกรส
"นางอยากให้ลูกสาวนางมาแทนที่ท่านอย่างใดเล่า ท่านป้าใหญ่หมายมั่นจะให้พี่ฟางลี่ลูกสาวของนางหมั้นหมายกับไป๋ซ่ง คู่หมั้นท่านนะสิ! " "คู่หมั้น! ข้ามีคู่หมั้นด้วยหรอ" ฟางเซียนเอ่ยขึ้นอย่างลืมตัว ก่อนจะนึกได้ว่าตนเองอยู่ในยุคโบราณการคลุมถุงชนเป็เื่ปกติอยู่แล้ว แต่ไม่นึกว่าตนจะมีกับเขาเช่นกัน แต่เดี๋ยวนะ...
ฟางลี่ คือผู้หญิง ส่วนไป๋ซ่งชื่อเหมือนผู้ชาย ฟางลี่คือลูกสาวป้าสะใภ้...
ส่วนไป๋ซ่งคือชื่อคู่หมั้นเขา ..
เขาเป็ผู้ชาย ไป๋ซ่งก็คือผู้ชาย แล้วผู้ชายจะหมั้นหมายกันได้ยังไง!
"ใช่ ไป๋ซ่งเป็คู่หมั้นท่าน ผู้ใดในหมู่บ้านก็รู้เื่นี้ดี ท่านลืมได้เช่นใด! "
เด็กน้อยกล่าวขึ้น ยิ่งพอนึกถึงใบหน้าว่าที่พี่เขยตนเองก็อดรำคาญใจไม่ได้เท่าที่ฟังผู้อื่นกล่าวถึงนั้น หน้าตาสำอางค์รูปร่างก็ผอมบางเช่นบัณฑิตในเมือง อยากจะได้เป็ลูกเขย ทำไม
สู้พี่หลางก็ไม่ได้ผิวแทนกร่ำแดด เก่งกาจเยี่ยงชายชาตรีบุรุษเช่นนี้สิถึงคู่ควรเอามาเป็เขย!
"เดี๋ยวสิ แล้วเหตุใดข้าถึงมีคู่หมั้นเป็ผู้ชายเล่า! " ฟางเซียนเอ่ยถามพร้อมเขย่าแขนน้องชายไปด้วยความร้อนใจ
"หยุดเขย่าข้าเดี๋ยวนี้นะพี่รอง! ท่านเลอะเลือนไปรึลืมตนว่าเป็เกอน่ะ"
เกองั้นหรอ เหมือนคำพูดคำหนึ่งผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของเขา
" เด็กคนนี้น่ะเป็เกอเสียด้วย"
ใช้แล้วคำกล่าวของหมอลี่ในความฝันของเขานั้นเอง! ไม่ใช่ว่าเกอคือโรคทางร่างกายบางอย่างที่ทำให้อ่อนแอกว่าคนทั่วไปหรอกหรอ!
"ละ...แล้วเกอคือสิ่งใด" ฟางเสียงลอบกลืนน้ำลายก่อนจะเอ่ยเสียงเบาถามผู้เป็น้อง
"ท่านช่างเลอะเลือนจริง เกอคือบุรุษที่ท้องได้เช่นสตรอีย่างใดเล่า ลืมชื่อตนเองด้วยหรือไม่ข้าจะได้บอกทีเดียว"
ฟางหรงตอบเสียงหงุดหงิดก่อนจะหันมามองพี่ชายที่เงียบเสียงไป จึงได้สังเกตเห็นว่าใบหน้าเล็กนั้นซีดเผือกแถมนั่งนิ่งไปเสียแล้ว มือเล็กจับที่มือพี่ชายที่เพื่อสอบถาม กลับพบว่า เล็กนั้นเย็นเฉียบ
"พี่รองๆ ท่านไม่สบายรึ! "
จึงรีบเขย่าแขนฟางเซียนด้วยความร้อนใจ แต่อีกฝ่ายทเี่ หมือนโดนฟ้าผ่ากลางใจคล้ายคนสติหลุดไปแล้วจึงไม่ได้ตอบกลับ
'ผู้ชาย.. ท้องได้! นี้มันเื่บ้าอะไรกัน!
เพราะเกิดความเครียดเฉียบพลันขึ้นมายิ่งรวมกับร่างกายที่อ่อนแอเป็ทุนเดิมอยู่แล้วนั้น ทำให้ฟางเซียนเริ่มรู้สึกวิงเวียนคล้ายจะเป็ลมจนเอนตัวพิงไปกับอกน้องชาย ฟางหรงที่ เห็นพี่ชายอาการเริ่มไม่ดี จึงรีบะโเสียงดัง
"ท่านแม่ๆ! ช่วยด้วยๆ! พี่ใหญ่เป็ลม! "
เสียงดังของฟางหรงเรียกผู้ใหญ่ที่พูดคุยกันด้านนอกให้รีบกรู่กันเข้ามาภายในห้อง เซี่ยอวิ้นที่เห็นบุตรคนรองพิงอกบุตรคนเล็กแถมใบหน้าซีดเผือกก็ร้องขึ้นมาด้วยความใ "เซียนเออร์! "