เมื่อได้ยินคำพูดของฮวาชิงเหยียนทุกคนต่างตะลึงงัน นางไม่เพียงไม่รู้สึกเสียใจ แต่กลับกล้าลงเดิมพันอีก!
องค์ชายสี่สบกับดวงตาที่ใสกระจ่างและเปล่งประกายของฮวาชิงเหยียน พลันเขารู้สึกว่าั์ตาของนางงดงามเหลือเกิน
อิ่นจื่อไป๋ดีใจจนแทบจะหัวเราะออกมา นางโง่เง่าสิ้นดี เขาจึงรับเดิมพันของนางพร้อมหัวเราะเสียงดัง
“ข้าลงหนึ่งแสนตำลึงทองว่าขาของข้าต้องรักษาหาย!”
เสียงทุ้มนุ่มและเปี่ยมด้วยพลังดังขึ้น และนั่นเป็เสียงขององค์ชายสี่เอง!
ผู้คนพากันคิดว่าองค์ชายสี่เสียสติไปแล้ว คงเป็เพราะถูกความสิ้นหวังบดขยี้จนไม่เหลือสติสัมปชัญญะ
ฮวาชิงเหยียนกลับยิ้มให้เขาอย่างมีความหมาย ราวกับจะบอกว่า ‘โชคดีแล้วที่ท่านเชื่อใจข้า’ ก่อนจะเปลี่ยนท่าทางเป็ขึงขัง แล้วสั่งการเย่ชิงเสียงหนักแน่น
“รีบพาองค์ชายสี่ขึ้นไปชั้นบน เตรียมสุราแรง ไฟพื้น จากนั้นให้คนไปซื้อไหมเงิน เข็มปักผ้า และถ้วยกระเบื้องสามใบ”
นางหันไปทางผู้ดูแลร้าน พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
“ท่านผู้ดูแลร้าน ข้า้าสมุนไพรฟูตี้ไถ [1] ซวี่สุ่ยเฉ่า...เย่อ้าย [2] ปู้เอ๋อร์เฉ่า ท่านจัดให้ข้าภายในหนึ่งก้านธูป [3] ได้หรือไม่”
ฮวาชิงเหยียนสั่งการอย่างคล่องแคล่ว แม้รูปร่างบอบบางไร้เรี่ยวแรง แต่กลับเปี่ยมด้วยอำนาจชวนให้คนเชื่อมั่น
เย่ชิงรีบสั่งทหารองครักษ์ทำตามที่นางบอก และช่วยกันหามองค์ชายสี่ขึ้นไปยังห้องว่างชั้นบน
พอพวกนางขึ้นไปชั้นบนแล้ว บรรดาผู้คนที่อยู่ชั้นล่างก็พากันวางเดิมพันกันอย่างคึกคัก
อิ่นจื่อไป๋รู้สึกไม่สบายใจอย่างประหลาด ทั้งยังเกือบเชื่อว่าฮวาชิงเหยียนจะรักษาขาองค์ชายสี่ได้ แต่เขาก็รีบสลัดความคิดไร้สาระออกไป ก่อนจะหันมาเชิญชวนคนอื่นให้วางเดิมพันต่อ
ขณะเดียวกันที่ห้องรับรองชั้นสาม กลิ่นควันขาวบางเบาลอยอบอวล เสียงพิณไพเราะบรรเลงอ่อนโยน
ภายในห้องมีบุรุษสองคนนั่งจิบชา หนึ่งในนั้นคือชายชุดแดงใบหน้างดงามชวนหลงใหล ดวงตาทรงเสน่ห์ราวดอกท้อ เขาหัวเราะเบาๆ พลางเอ่ยกับบุรุษชุดดำซึ่งสวมหน้ากากเงินเย็นเยียบ
“พี่เจ็ด สตรีของท่านมั่นใจว่าจะรักษาขาเขาได้ ท่านไม่ควักเงินสักก้อนมาหนุนหลังนางหน่อยเช่นนี้ ดูเ็าเกินไปหน่อยกระมัง”
“นางไม่ใช่สตรีของข้า”
เสียงทุ้มต่ำแฝงพลังดังลอดออกมาจากหลังหน้ากากเงินอย่างเรียบเฉย
บุรุษดวงตาดอกท้อกลับยิ้มกว้างกว่าเดิม “ท่านถึงกับยกแหวนหยกแทนใจให้นางแล้ว ยังจะกล่าวปฏิเสธอีกหรือ แบบนี้ฟังไม่ขึ้นเลยสักนิด”
บุรุษสวมหน้ากากเงินไม่กล่าวอะไรต่อ เพียงหันไปสั่งสตรีนางหนึ่งซึ่งกำลังบรรเลงพิณอยู่
“อวี้เถี่ย ห้าหมื่นตำลึงทอง จัดการเสีย”
บุรุษดวงตาดอกท้อมองอวี้เถี่ยด้วยแววตาเย้าแหย่เต็มที่
อวี้เถี่ยที่สวมชุดขาวบาง ใบหน้าขาวผ่องราวหยก กิริยานุ่มนวลอ่อนหวานหยุดดีดพิณ นางลุกขึ้นแล้วยอบกายช้าๆ พลางตอบรับด้วยเสียงนุ่มนวล
“เ้าค่ะ อ๋องเจ็ด”
เมื่ออวี้เถี่ยก้าวเท้าออกจากห้อง แววตานางกลับแฝงไปด้วยความน้อยใจและอิจฉา
นางรู้ดีว่าอ๋องเจ็ดหมายให้ลงพนันฝั่งฮวาชิงเหยียนจะรักษาขาองค์ชายสี่ได้ ทว่าฮวาชิงเหยียนก็เป็แค่สวะไร้ค่า นางไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดอ๋องเจ็ดถึงให้ความสำคัญกับนางถึงเพียงนี้
ขณะอวี้เถี่ยสั่งสาวใช้ให้ไปวางเดิมพัน ตรงชั้นสองก็เกิดเสียงเอะอะขึ้นมาอีกระลอก
ฮวาชิงเหยียนหาได้สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก นางตั้งใจคัดเลือกสมุนไพรจากถาดที่ผู้ดูแลร้านส่งมา
สมุนไพรเหล่านี้ล้วนเป็ของแท้จากธรรมชาติ ฮวาชิงเหยียนััแล้วรู้สึกสบายมือ นางเลือกยาเสร็จอย่างรวดเร็ว ก่อนจะให้เย่ชิงนำทางไปยังห้องหลอมยา
เปลวไฟใต้ดินที่ใช้ในห้องหลอมยาคือเปลวความร้อนสูงที่จำเป็สำหรับหลอมยา อุณหภูมินั้นใกล้เคียงกับที่นางเคยใช้ในโลกเดิม อีกทั้งยังปรับระดับได้ด้วย
เย่ชิงไม่เข้าใจเลยว่าฮวาชิงเหยียนจะเอาถ้วยกระเบื้องเข้าไปในห้องหลอมยาทำไม กระทั่งตอนที่นางยกยาน้ำสีแดงกับสีเหลืองออกมาก็ยิ่งฉงนหนักขึ้นไปอีก ทว่าเขามิได้เอ่ยถาม เพียงเดินตามฮวาชิงเหยียนกลับไปยังห้องพักเงียบๆ
เย่ชิงดูฮวาชิงเหยียนบรรจงทายาหลายชนิดลงบนขาข้างที่ขาดขององค์ชายสี่ทุกขั้นตอน หลังทายาเสร็จก็ต่อขาเข้าที่ จากนั้นเย็บเนื้อส่วนที่ฉีกขาดด้วยเข็มกับด้ายเงินอย่างคล่องแคล่ว
เมื่อฮวาชิงเหยียนเช็ดเหงื่อบนหน้าผากแล้วหันกลับมา ก็เห็นเย่ชิงเบิกตากว้างจนตาแทบถลนด้วยความตะลึงงัน
ฮวาชิงเหยียนมิได้ใส่ใจสีหน้าตะลึงนั้น นางหยิบขวดยาใสที่บรรจุของเหลวสีเหลืองขึ้นมาแล้วยื่นให้องค์ชายสี่
“ดื่มโอสถเร่งฟื้นฟูขวดนี้เถิด เพียงหนึ่งชั่วยามท่านจะรู้สึกว่ามีขาอีกครั้ง”
องค์ชายสี่ไม่เอ่ยสิ่งใดั้แ่ต้นจนจบ เพียงมองนางด้วยสายตาแน่วแน่ ก่อนจะรับยาขวดนั้นมาดื่มจนหมดโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย จากนั้นไม่นานก็เข้าสู่ห้วงนิทราโดยสมบูรณ์
ขณะกำลังจะถามบางอย่าง ฮวาชิงเหยียนก็ชิงเอ่ยสั่งจนเย่ชิงสะดุ้งเล็กน้อย
“ไปเตรียมไม้ดามขาให้เรียบร้อย”
ในโลกนี้ไม่มีแผ่นโลหะผสมแบบคงที่ จึงต้องใช้แผ่นไม้ดามขาแทน
หนึ่งชั่วยามผ่านไปโดยไม่รู้ตัว ผู้คนด้านนอกเริ่มจากส่งเสียงจ้อกแจ้กจนกระทั่งเริ่มแสดงท่าทีร้อนรน
อิ่นจื่อไป๋เดินวนไปมาหลายรอบแล้วประตูก็ยังคงปิดแน่น เขาเกือบจะพุ่งไปถีบประตูเพื่อลากฮวาชิงเหยียนออกมา ด่าว่านางไร้ความสามารถแล้วไล่กลับไปให้พ้น แต่ก็ถูกพรรคพวกห้ามไว้ได้ทัน
เวลาผ่านไปราวชั่วเวลาจิบชาหนึ่งถ้วย [4] อิ่นจื่อไป๋ที่นั่งไม่ติดลุกพรวดขึ้นมา ก่อนจะหันไปมองหวังเฟิงซึ่งยังคงจิบชาอย่างสงบนิ่งแล้วโพล่งขึ้นอย่างหัวเสีย
“ข้าบอกแล้วว่าสวะนั่นรักษาไม่ได้แน่ จงใจถ่วงเวลาชัดๆ ข้าจะไปลากสวะนั่นออกมาเดี๋ยวนี้!”
หวังเฟิงที่ดูเหมือนจะสงบนิ่งเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจ สีหน้าก็พลอยเคร่งเครียดตามไปด้วย แววตาของฮวาชิงเหยียนเมื่อครู่มั่นใจเกินไป จนเขาอดคิดไม่ได้ว่า หรือว่านางอาจจะโชคดีได้โอสถเชื่อมกระดูกบ่มผิวระดับเก้าจริงๆ แต่ถ้าใช่ เหตุใดนางถึงไม่ใช้กับฮวาเฮ่าเย่ว์ก่อน เขาจึงได้แต่ปลอบใจตัวเองว่านางแค่ปากกล้าเท่านั้น
อิ่นจื่อไป๋ที่หมดความอดทนตัดสินใจเดินไปยังหน้าห้องโดยไม่สนใจเหล่าองครักษ์ที่ยืนขวางอยู่ เขายกเท้าหมายจะถีบประตูเข้าไป ทว่าเย่ชิงที่อยู่ด้านในกลับเปิดประตูออกมาพอดี
เท้าของอิ่นจื่อไป๋ลอยคว้าง ก่อนจะเสียหลักล้มกลิ้งลงกับพื้นอย่างน่าอาย
“สารเลว! ใครอนุญาตให้เ้าเปิดประตู!”
อิ่นจื่อไป๋ด่าพึมพำพลางลุกขึ้น ทว่าเมื่อเงยหน้ากลับเห็นเย่ชิงยืนจ้องเขม็ง สีหน้าดุดันจนเ้าตัวชะงักไปชั่วขณะ เขาเหลือบมองเข้าไปในห้อง เห็นองค์ชายสี่นั่งบนเปลหามอย่างไร้อารมณ์ ส่วนฮวาชิงเหยียนก็ยืนอยู่ข้างๆ โดยไม่พูดไม่จา
อิ่นจื่อไป๋นึกว่าเย่ชิงแสดงท่าทีเคร่งเครียดเพราะฮวาชิงเหยียนรักษาไม่ได้ จึงยิ่งสะใจ หัวเราะเยาะออกมาทันที
“เป็ไงเล่า! สวะนั่นรักษาไม่ได้ใช่หรือไม่ ฮ่าๆ ข้าบอกแล้วว่านางนั่นน่ะเป็คนไร้ค่า จะรักษาองค์ชายสี่ได้อย่างไร!”
ใบหน้าสะใจอย่างเปิดเผยของอิ่นจื่อไป๋ทำให้เย่ชิงโกรธจัด เขาผลักอีกฝ่ายจนกระเด็นไปด้านข้าง แล้วหันไปสั่งให้เหล่าองครักษ์เข้ามาหามเปล
ผู้คนด้านล่างต่างจับจ้องไปยังองค์ชายสี่ที่ถูกยกออกมา ดวงตาแต่ละคู่เต็มไปด้วยความคาดหวัง หวังเฟิงที่เคยแสร้งทำเป็สงบนิ่งมองไปทางองค์ชายสี่ไม่วางตา
ทั้งฮวาชิงเหยียน เย่ชิง และองค์ชายสี่ต่างไม่แสดงสีหน้าใดๆ ยกเว้นเย่ชิงที่ยังคงขบกรามแน่นด้วยความโกรธ ผู้คนจึงเริ่มกระซิบกระซาบกันว่าคงจะรักษาไม่ได้จริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ขาทั้งสองข้างขององค์ชายสี่ยังถูกไม้กระดานขนาดใหญ่ประกบไว้ด้วยผ้าพันแน่น ราวกับว่าต่อขาแบบลวกๆ เอาไว้ก่อนเสียอย่างนั้น
ทุกคนเริ่มแน่ใจว่าเป็อย่างที่หวังเฟิงกล่าวไว้ ขาขององค์ชายสี่ถูกสัตว์อสูรกัดจนเกือบขาดนั้นต้องใช้โอสถเชื่อมกระดูกบ่มผิวระดับเก้าเท่านั้นถึงจะรักษาได้ แล้วเด็กสาวที่ดูอายุไม่ถึงสิบห้าปีจะมีปัญญารักษาได้อย่างไร
อิ่นจื่อไป๋มั่นใจยิ่งกว่าใครว่าอีกฝ่ายรักษาไม่ได้ เขาจึงไม่คิดเอาคืนเื่ที่โดนเย่ชิงผลัก กลับกันยังหัวเราะเยาะออกมาอย่างสะใจ
“องค์ชายสี่ ท่านนี่ช่างเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ ขาไม่หายก็แล้วไป ยังต้องเสียเงินตั้งหนึ่งแสนตำลึงทองไปเปล่าๆ ข้าละอดใจหายแทนไม่ได้จริงๆ!”