ภายในบริเวณศาลาวัด ต้นอ้อเดินเข้ามานั่งตรงเก้าอี้หน้าโลงศพแบบเซ็งๆในใจยังคงคิดถึงยิ้มที่อยู่ในร่างเป๋าร่ำไป ต้นอ้อทบทวนเื่ราวั้แ่วันแรกที่เป๋ากลับมาเยี่ยมบ้านในรอบหลายปีการกระทำ คำพูดของเป๋าดูเปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคน ต้นอ้อยังคงคิดไปเรื่อยๆแต่แล้วก็มาสะดุดอะไรบางอย่าง จริงสิ.. ยัยยิ้มที่มาพร้อมกับเป๋านั่นต่างหากล่ะที่มีพฤติกรรมเหมือนเป๋าคนเดิมยังกับคน คนเดียวกัน! ที่ยัยอลินตาให้เราเห็นว่าสองคนนั่นสลับร่างกันเป็เื่จริงแน่ๆต้นอ้อฉุกคิดขึ้นได้ก็ลุกพรวดขึ้นทันใด แต่แล้ว
“ต้นอ้อ ลูกเอาข้าวปลาอาหารไปวางไว้ให้ไอ้ทิดเทิดไป”เสียงอดีตผู้ใหญ่กอบ ซึ่งเคยเป็ลูกน้องคนโปรดของอาจารย์ปราบ เอ่ยเรียกลูกสาวของตนั้แ่เกิดเื่ที่อลินตามาปราบผีคราวนั้นผู้ใหญ่กอบก็ไม่กล้าหืออือกับครอบครัวของเป๋าและิอีกต่อไป จากนั้นไม่นานยิ้มที่พร้อมในทุกๆด้านและเป็ที่รักของชาวบ้านก็ถูกเลือกให้เป็ผู้ใหญ่บ้านแทนลุงกอบ
ลึกๆ ทั้งลุงกอบและต้นอ้อก็อิจฉายิ้มกับเป๋าไม่น้อยแต่ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะชาวบ้านทุกคนเมื่อรู้ความจริงทั้งหมด ก็พากันไม่ปลื้มสองพ่อลูกนี้เท่าไหร่ทั้งยังจะขับไล่ออกจากหมู่บ้านด้วยซ้ำ แต่ว่าเป๋ากับยิ้มอดสงสารไม่ได้จึงยื่นมือให้ความช่วยเหลือจนทำให้สองพ่อลูกยังอยู่ที่บ้านของตัวเองต่อไปแต่กระนั้นก็ไม่วายผู้คนไม่ค่อยจะคบหามีแต่ผู้ใหญ่ยิ้มที่ไปมาหาสู่สองพ่อลูกเป็ประจำจนต้นอ้อก็ยังแอบคิดลึกๆว่าตนจะมีโอกาสอยู่
ต้นอ้อเดินไปหยิบถาดอาหารคาวหวานสำหรับเซ่นไหว้ศพจากพ่อแล้วนำไปวางข้างๆ โลง จากนั้นก็เคาะโลงเรียกชื่อสามีผู้ล่วงลับของตนก่อนจะเอ่ยคำกล่าวเซ่นไหว้ แต่ทว่าเมื่อต้นอ้อ เคาะโลงศพสามีเท่านั้นทุกคนก็หันมาทางต้นอ้อเป็ตาเดียว เพราะเสียงโลงศพมันดังสะท้อนก้องแปลกๆ เหมือนกับว่าโลงที่ตั้งอยู่ในพิธีเป็โลงเปล่าไม่มีศพหรือสิ่งใดอยู่ในโลงศพนั้น!!
แม้แต่ต้นอ้อเองก็ยังเคาะโลงเรียกชื่อทิดเทิดสามีของตนหลายต่อหลายครั้งไม่ใช่เพราะ้าให้ทิดเทิดทะลุโลงขึ้นมากินข้าวหรอกนะ แต่ไม่แน่ใจว่าในโลงศพที่ตนเคาะอยู่นั้นน่ะมีทิดเทิดนอนอยู่ในโลงจริงๆ หรือเปล่า!? สัปเหร่อประจำหมู่บ้านที่เชี่ยวชาญการเผาศพมาหลายศพก็สาวเท้าเดินเข้าไปใกล้โลงศพอย่างรวดเร็วชาวบ้านคนอื่นๆ ที่มาช่วยงานศพก็เดินตามสัปเหร่อไปติดๆ ทุกคนกล้าๆ กลัวๆไม่ต่างกัน
ขณะเดียวกันทางด้านบ้านของลุงมั่นกับป้าสร้อยพ่อแม่ของิกับหนิง เป๋าในร่างของยิ้มขี่มอเตอร์ไซต์เข้ามาจอดหน้าบ้านก่อนจะหิ้วถุงแกงผักหวานใส่ไข่มดแดงไปให้ลุงมั่นกับป้าสร้อยสองลุงป้าเมื่อเห็นเป๋ามาก็ยิ้มยินดีลุงมั่นใช้ผ้าขาวม้าปัดแคร่ไปมาก่อนจะเชื้อเชิญ
“แหม..ไอ้เป๋าั้แ่เป็ผู้หญิงเต็มตัวมีลูกมีผัวเนี่ย ท่าทางก็เปลี่ยนไปเลยนะเอ็ง”ลุงมั่นแซวเพื่อนลูกชายสมัยเด็กอย่างเห็นเป็สนุก แต่ป้าสร้อยไม่แซวด้วยทั้งยังตีขาลุงมั่นให้เรียกชื่อเป๋าใหม่
“จะเรียกเป๋าอะไรกันล่ะตามั่นเรียกว่ายิ้มสิวะถึงจะถูก แล้วนั่นแกงอะไรมาฝากพวกข้าอีกล่ะ โอ๊ยย.. ทีหลังน่ะไม่ต้องลำบากนะยิ้ม”สองลุงป้ารู้เื่เป๋าที่อยู่ในร่างยิ้ม ต่างพากันเรียกชื่อของเ้าของร่างเดิมแต่บางครั้งลุงมั่นก็อดจะแซวลูกหลานของตัวเองไม่ได้จนบางครั้งผู้ถูกเรียกก็ยังสับสน เป๋ายกมือไหว้ลุงมั่นกับป้าสร้อย แล้วรีบบอกอย่างอารมณ์ดี
“วันนี้ฉันแกงผักหวานใส่ไข่มดแดงมาฝากลุงกับป้าจ้ะแต่ว่าให้หนิงเจียวไข่เพิ่มก็ดีนะป้า ขอบอกเลยว่ามันเข้ากันม๊ากมาก”เมื่อเป๋าเอ่ยถึงหนิง ป้าสร้อยกับลุงมั่นก็ทำหน้างงๆ เป๋าเห็นสองลุงป้าทำหน้าแปลกๆก็นึกสงสัย แต่ยังไม่ทันจะถามอะไร ป้าสร้อยก็เอ่ยขึ้นมาก่อน
“ยิ้มก็นะ จะลำบากเอามาให้ทำไมเล่าทำไมไม่ฝากหนิงมา มันบอกว่าจะไปหาเอ็งที่บ้านนี่นา แล้วนี่ไม่ได้เจอกันเรอะ?”เป๋าอึกอักทันทีเมื่อพบว่า หนิงกำลังโกหกพ่อกับแม่ว่าจะไปบ้านเธอแล้วหนิงก็โกหกเธอว่าจะไปตลาด เป๋าสงสัยจริงๆ ว่าหนิงโกหกทำไม หนิงจะไปไหนกันแน่..?
ขณะเดียวกันหนิงที่บอกเป๋าว่าจะไปตลาดก็หาได้ไปตลาดจริงๆ ไม่ หนิงมุ่งหน้าไปบริเวณป่าทึบท้ายหมู่บ้านติดกับทางขึ้นเขาซึ่งทางขึ้นเขาบริเวณที่หนิงเข้าไปนั้น เป็เส้นทางเชื่อมต่อไปยังถ้ำที่เคยเป็แหล่งกบดานสุดท้ายของอาจารย์ปราบหมอผีร้ายลูกน้องของปีศาจอสูรกายดำเมื่อครั้งอดีต! ปัจจุบันเป็ถ้ำที่ปิดตายรกร้างซ่อนตัวอยู่อย่างลับเร้น
หนิงเดินลึกเข้าไปในป่าด้วยใบหน้านิ่งสนิทราวกับต้องมนต์ เธอเดินไปสักพักก็หยุดยืนตรงพุ่งไม้เตี้ยๆข้างต้นไม้ใหญ่ จากนั้นหนิงก็ยื่นข้อมือเข้าไปในพุ่มไม้นั้นขณะที่ยื่นมือไปนั้นก็ได้ยินเสียง
“จั๊บๆ ซู้ดดดดด..!!”ราวกับว่าด้านหลังพุ่มไม้กำลังมีคนดูดกินอะไรที่เอร็ดอร่อยเหลือเกิน ขณะเดียวกันหนิงก็มีสีหน้าที่บิดเบี้ยวราวกับเ็ปมากมายเธอยืนกำมืออีกข้างแน่น สูดลมหายใจฟืดฟาดๆ สักพักใบไม้ในบริเวณเงามืดทึบนั้นก็สั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะสงบนิ่งลงในที่สุดหนิงค่อยๆ ลืมตา แล้วยกมือที่ยื่นไปในเงามืดนั้นขึ้นมาดูสีหน้าของหญิงสาวกังวลไม่น้อย พร้อมกันนั้นก็มีเสียงกระซิบแ่เบาออกมาจากหลังพุ่มไม้
“ข้าอยากกินเืเด็กบ้าง!! เืสาวพรหมจารีอย่างเอ็งก็อร่อยดีแต่ถ้าได้เืเด็กด้วยก็คงจะดีไม่น้อย พรุ่งนี้หาเืเด็กมาให้ข้าด้วยสิ” หนิงไม่ตอบรับได้แต่ยกข้อมือขึ้นดูก็พบว่ามีรอยเขี้ยวสองข้างเป็จ้ำแดงๆ และเืสดๆไหลเปรอะข้อมือของเธอเล็กน้อย! หนิงหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าขึ้นมาเช็ดที่ข้อมือก่อนโยนผ้าเช็ดหน้านั้นไปในพุ่มไม้ที่เธอยื่นมือเข้าไปเมื่อสักครู่ก่อนจะเดินเร็วๆ ออกมาจากบริเวณราวป่านั้นเหมือนดังว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นขณะที่เดินสีหน้าของหนิงก็วิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด
หนิงออกจากบริเวณพุ่มไม้แล้วรีบตรงดิ่งถึงบ้านของตัวเองแต่ทว่าขณะที่กำลังจะก้าวเข้ามาในบ้านก็ต้องผงะใเล็กๆ เมื่อพบว่า ิ.. พี่ชายของเธอนั่งอยู่ใต้ถุนบ้านเงียบๆหนิงเห็นดังนั้นก็มองซ้ายมองขวา ก่อนจะถามอย่างพยายามระงับไม่ให้เสียงสั่นรัว
“โอ๊ยย!! พี่ิ ทำไมมาเงียบๆทำฉันใหมด แล้วคิมล่ะพี่อยู่กับพ่อแม่เหรอ?” หนิงแกล้งถามหาหลานชายของเธอิพยักหน้าช้าๆ ตอบสั้นๆ
“อือ..”แต่ที่ทำให้หนิง เสียวสันหลังวาบก็คือสายตาของผู้เป็พี่ชายซึ่งมองสำรวจเธอั้แ่หัวจรดเท้าก่อนถามเสียงเย็นเฉียบ
“ไปไหนมา?”หนิงแววตาไหวระริกทันที ปกติแล้วหนิงก็เป็คนรักษาศีลห้าเข้าวัดเข้าวาคนหนึ่งดังนั้นการโกหกหรือพูดในสิ่งที่ไม่เป็ความจริง หนิงจึงทำได้ไม่คล่องปากเท่าไหร่นักและเมื่อเจอคำถามที่ฟังก็รู้ว่าคาดคั้นกันกะทันหันเช่นนี้มีหรือที่จะทำตัวให้เป็ปกติได้
“ฉะ ฉัน ฉันไปข้างนอกมาจ้ะ”หนิงตอบถนอมคำ แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้ิคลายความแคลงใจไปได้สายตาของิยังคงนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยความดุเล็กๆ
“มีอะไรจะบอกพี่ไหม?”หนิงยืนนิ่งใจหายวาบ เธอจะกล้าบอกพี่ชายเธอจริงๆ หรือ!พลันหนิงก็ส่ายหัวไปมาแล้วพูดรวดเร็ว
“ไม่มีอะไรจ้ะฉันเหนื่อยเหมือนจะไม่สบาย ขอตัวก่อนนะพี่” พูดจบก็ไม่รอให้ิถามต่อ หญิงสาวพุ่งพรวดขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็วเมื่อหนิงขึ้นบ้านไปแล้ว เป๋าก็ออกจากที่ซ่อน โผล่มาทางด้านหลังิ
“เชื่อฉันรึยังว่าน้องสาวแกดูแปลกๆ” ิพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเป๋าหนิงบอกเป๋าว่าจะไปตลาดทั้งที่วันนี้ไม่ใช่วันตลาดนัดของหมู่บ้านและหนิงก็ไม่ถืออะไรที่บ่งบอกว่าได้จากการไปตลาดกลับมาด้วย อีกทั้งยังไม่ยอมบอกเขาซึ่งเป็พี่ชายว่าไปไหนมาบอกแค่ว่าไปข้างนอกมา หนิงมีอะไรปิดบังกันแน่แล้วนี่ก็ใกล้วันที่จะแต่งงานกับโหรหลวงอิ่นเอิงเข้าไปทุกทีมีอะไรทำไมไม่รีบบอกจะได้ช่วยกันแก้ไขได้ทันท่วงที
ขณะเดียวกันสถานการณ์ในวัดก็กำลังตึงเครียดเมื่อสัปเหร่อของหมู่บ้านเดินเข้าไปใกล้โลงศพสัปเหร่อทำจมูกฟุตฟิตๆ เพราะเหมือนได้กลิ่นเหม็นเน่าค่อนข้างรุนแรงทุกคนเองก็ทำอาการไม่ต่างไปจากสัปเหร่อเพราะต่างก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งรุนแรงเช่นกัน!ต้นอ้อขยับถอยห่างออกจากโลงศพ แต่แล้วต้นอ้อและทุกคนต่างก็พากันสะดุ้งสุดตัวเมื่ออยู่ๆไฟในศาลาสวดศพก็ดับพรึ่บลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!!
“ว้ายยย!! กรี๊ดดด!!” เสียงผู้ร่วมงานที่เป็ผู้หญิงกรีดร้องระงมฝ่ายชายก็ไม่แพ้กันส่งเสียงไปคอรัสกลางอากาศประสานตอบกลับมา
“อ้าว.. เฮ้ยยย!! อะไรวะเนี่ย!?” ขณะที่ทุกคนกำลังโกลาหลเกือบจะเหยียบกันอยู่แล้วนั้น ฉับพลันไฟในศาลาก็สว่างพรึ่บขึ้นอีกครั้ง ราวกับไม่มีเหตุขัดข้องใดๆ เกิดขึ้นแม้แต่น้อยสัปเหร่อเห็นดังนั้นก็รีบสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างรวดเร็วก่อนจะเดินไปแง้มฝาโลงสำรวจศพ แต่ทว่าเมื่อเปิดฝาโลงศพดูสัปเหร่อประจำวัดก็ถึงกับขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจต้นอ้อที่อยู่ใกล้สัปเหร่อที่สุดก็นึกสงสัยในอาการนั้น รีบถามทันที
“มีอะไรเหรอสัปเหร่อ?” พูดพลางก็ก้าวเท้ารวดเร็วไปที่โลงศพแล้วชะเง้อหน้าไปมองในโลงนั่นทำให้ต้นอ้อทำสีหน้าเช่นเดียวกับสัปเหร่อ เพราะภาพที่เห็นภายในโลงศพมีศพนอนอยู่ก็จริงแต่ทว่าศพนั้นดูไม่เหมือนคนตายเลยสักนิดหน้าตาท่าทางราวกับคนปกติที่กำลังนอนหลับอย่างมีความสุข มันเป็ไปได้ยังไงก็ในเมื่อตอนเอาศพเข้าโลง ร่างของทิดเทิดยังดูเหมือนคนแก่อายุร้อยกว่าปีต้นอ้อเพ่งมองศพสามีของตัวเองด้วยความแปลกใจ และที่แปลกใจมากไปกว่านั้นนั่นก็คือสภาพตราสังข์ที่พันไม่เรียบร้อย ราวกับว่ามันถูกแก้ออก แล้วพันกลับเข้าไปใหม่อย่างลวกๆขณะที่ทุกคนกำลังสนใจกับศพของทิดเทิดกันอยู่นั้น
ิ เป๋า ยิ้มและต้นลูกชายของต้นอ้อก็เข้ามาในศาลาพร้อมกันเป๋ากับิสองเพื่อนรัก พากันฝากลูกๆ ของพวกเขาให้ปิงกับจอยพี่ชายและพี่สะใภ้ของเป๋าดูแล เพราะิรู้สึกไม่ไว้ใจที่จะฝากคิมลูกชายของเขาไว้กับหนิง!เขามีลางสังหรณ์แปลกๆ ที่ไม่ค่อยดีนัก ซึ่งก็ไม่ต่างจากเป๋าเท่าไหร่สองเพื่อนรักจึงพร้อมใจกันฝากบุตรชายไว้กับคนที่ไว้ใจนั่นคือพี่ปิงพี่จอย
เมื่อเข้าไปในบริเวณศาลาวัดทุกคนก็ต้องแปลกใจในท่าทีของกลุ่มคนที่อยู่ในศาลา ที่ดูตาเดียวก็รู้ว่าไม่ปกติซึ่งในขณะเดียวกัน ลุงกอบหรืออดีตผู้ใหญ่บ้าน พ่อของต้นอ้อเห็นกลุ่มเป๋าเดินเข้ามาในศาลาเขาก็แทบจะบินถลาออกไปทันทีด้วยเพราะยังฝังใจและแค้นใจกับเื่ราวแต่เก่าก่อนแม้จะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม...