หลินเสวี่ยจู๋ไปถึงบริเวณใกล้เคียงค่ายสรรพาวุธภายใต้การบดบังของม่านราตรีมันเป็นถ้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ทางเข้าถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์ที่ห้อยลงมาจากยอดเขารอบนอกเต็มไปด้วยต้นไม้สูงตระหง่าน หากไม่ใช่เพราะนิยายได้บรรยายถึงสภาพแวดล้อมของค่ายสรรพาวุธอย่างละเอียดเกรงว่าหลินเสวี่ยจู๋คงเดินผ่านไปโดยไม่ทันสังเกตเห็น
หลินเสวี่ยจู๋หมอบอยู่ในพุ่มไม้เฝ้าสังเกตอยู่เนิ่นนาน แต่ไม่เห็นคนเข้าออกเลยสักคนเดียวนางตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ทางเข้าถ้ำอย่างระมัดระวังและมองเข้าไปด้านใน
ถ้ำแห่งนี้ลึกมาก มีแสงไฟสลัวอยู่ไกลๆ
หลินเสวี่ยจู๋กำลังคิดที่จะเข้าไปข้างในจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงสูดจมูกอย่างแรง เสียงนั้นคุ้นหูอย่างยิ่ง เป็นเสียงของสุนัข เมื่อสุนัขได้กลิ่นของคนแปลกหน้าก็กำลังจะเห่าจู่ๆ ภาพเบื้องหน้าพลันเปลี่ยนไป สุนัขไม่ได้อยู่ในถ้ำที่มืดมิดอีกต่อไป ตอนนี้มันอยู่ท่ามกลางพื้นที่โล่งที่เต็มไปด้วยแสงแดดและความเขียวขจี
สุนัขตกตะลึงกวาดตามองสถานที่แห่งนี้ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาด ก่อนจะเห่าด้วยความตกใจแต่เมื่อเห่าได้สองทีฝ่าเท้าก็เปลี่ยนเป็นว่างเปล่าโดยไม่ทันตั้งตัว มันตกลงไปในหลุมลึกการตกครั้งนี้ทำให้สุนัขอารมณ์ไม่ดี มันเกาะผนังหลุมแล้วมองขึ้นไปนอกจากแสงแดดที่ส่องลงมาจากปากหลุมที่อยู่ไกลๆ แล้วก็ไม่เห็นอะไรอีกมันพยายามปีนขึ้นไป แต่ผนังของหลุมนั้นไม่มีที่ให้เกาะปีนไปได้ไม่กี่ก้าวมันก็ลื่นลงมาอย่างแรง
หลินเสวี่ยจู๋ที่มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ทำได้เพียงสูดลมหายใจลึกโชคดีที่นางตอบสนองอย่างรวดเร็ว ส่งสุนัขตัวนี้เข้าไปในมิติตอนที่มันกำลังจะเห่ามิฉะนั้นแผนการของตนเองต้องถูกมันทำลายอย่างแน่นอน นางสงบสติอารมณ์เดินเกาะผนังถ้ำเข้าไปข้างใน เมื่อใกล้จะถึงบริเวณที่มีแสงไฟก็หยุดฝีเท้า ซ่อนตัวในความมืดฟังเสียงการเคลื่อนไหวจากด้านใน
“กินได้”นางได้ยินเสียงชายชราคนหนึ่ง ตามมาด้วยเสียงกินอาหารของสัตว์
หลินเสวี่ยจู๋ค่อยๆย่อตัวลง นางชะโงกหน้าออกไปดู เห็นเพียงด้านหน้าเป็นพื้นที่ครึ่งวงกลมด้านหนึ่งของพื้นที่มีสุนัขตัวใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วนถูกขังอยู่ในกรงเหล็กพวกมันกำลังกินร่างที่เปื้อนเลือดหลายร่าง แม้ว่าศีรษะ แขนขา และลำตัวจะถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆแล้ว แต่หลินเสวี่ยจู๋ก็ยังระบุได้ว่าเป็นร่างกายของมนุษย์ชายชราที่ป้อนอาหารให้สุนัขยืนอยู่นอกกรงมองสุนัขฝูงนั้นด้วยความภาคภูมิใจราวกับมองหลานชายที่รักก็ไม่ปาน
หลินเสวี่ยจู๋ปิดปากของตนเองทันทีเพื่อระงับอาการคลื่นไส้ไม่แปลกใจเลยที่ตลอดทางที่นางเข้ามาไม่มีแม้แต่เงาขององครักษ์ที่แท้ที่แห่งนี้ไม่ได้ใช้คนในการเฝ้ายาม แต่ใช้สุนัข
สุนัขเหล่านี้กินเนื้อมนุษย์จนชินแล้วมันย่อมกัดเมื่อเห็นคน ขอเพียงเปิดกรงออก สุนัขก็จะวิ่งไปทั่วพื้นที่ทั้งหมดของถ้ำแห่งนี้ผู้ใดคิดที่จะหลบหนีออกไปข้างนอกก็จะกลายเป็นอาหารของสุนัขทันที
น่ากลัวเหลือเกิน!
ขณะที่หลินเสวี่ยจู๋พยายามสงบสติอารมณ์นางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้นางอย่างเชื่องช้าเสียงพูดของชายชราดังเข้าหู “เด็กดี ปู่มาให้อาหารเจ้าเจ้าต้องเฝ้าถ้ำแห่งนี้ให้ดี ไม่ว่าผู้ใดเข้ามาเจ้าก็กินมันให้หมดเสีย”
เสียงของเขาดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆหลินเสวี่ยจู๋ได้กลิ่นคาวเลือดรุนแรงผสมกับกลิ่นคาวของเครื่องในทำให้นางแทบจะอาเจียนออกมา
“เด็กดี?”ชายชราราวกับสังเกตเห็นความผิดปกติ เขาพยายามเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นจู่ๆ ทิวทัศน์เบื้องหน้าพลันเปลี่ยนไป ฉากที่สุนัขของเขาเคยประสบมาก่อนได้เกิดขึ้นกับเขาเขาพบว่าตนเองได้พบกับสุนัขที่ตนเองรักมากที่สุดใต้หลุมลึก
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น?” เสียงของชายชราเปลี่ยนไปเล็กน้อยด้วยความหวาดผวาแต่เมื่อเขาเอ่ยจบก็พบว่าทิวทัศน์เบื้องหน้าเปลี่ยนไปอีกครา คราวนี้เขากับสุนัขที่เขารักทุกตัวยืนอยู่ด้วยกัน
“ช่วย...” เขาพูดออกมาได้เพียงหนึ่งคำก็ถูกฝูงสุนัขรุมทึ้ง
เสียงสุนัขต่อสู้แย่งชิงอาหารกลบเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเขาไม่นานเขาก็กลายเป็นอาหารของสุนัขเช่นเดียวกับเหล่าคนน่าสงสารที่ถูกโยนเข้าไปในกรงเหล็ก
หลินเสวี่ยจู๋สูดลมหายใจลึกนางส่งจิตสำนึกเข้าไปในมิติแล้วขุดหลุมที่ใหญ่กว่าเดิม นางตัดสินใจแล้ว วันนี้หากจะลงมือก็ลงมือให้ยิ่งใหญ่ไปเลยหากไม่ได้ทำให้ฮ่องเต้สุนัขสงสัยในชีวิต นางอาจป่วยเอาได้!
ขุดหลุมเสร็จแล้วนางก็ย้ายสุนัขทั้งหมดเข้าสู่มิติจากนั้นพยายามเดินอ้อมคราบเลือดกับชิ้นส่วนร่างกายที่หลงเหลืออยู่บนพื้นเพื่อวิ่งไปยังทางเข้าถ้ำอีกทางที่อยู่ฝั่งตรงข้ามคราวนี้นางไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป เงาร่างของนางดูเด็ดเดี่ยวราวกับผู้ใดมาขวาง นางจะสังหารผู้นั้นให้หมด
นางมาถึงหน้าทางเข้าถ้ำที่แยกเป็นสองทางโดยไม่พบทหารเลยเมื่อเดินไปยังทางเข้าถ้ำฝั่งซ้ายสุดก็เห็นว่าด้านในแยกออกเป็นถ้ำประมาณห้าหกถ้ำทุกถ้ำบรรจุหีบขนาดใหญ่เอาไว้หลายสิบหีบ นางไม่แม้แต่จะเปิดดูด้วยซ้ำ เพียงเคลื่อนย้ายทุกหีบเข้าสู่มิติทั้งอย่างนั้นเมื่อเบื้องหน้าไม่มีอะไรแล้วนางก็เคลื่อนตัวไปอีกทาง
เมื่อเดินเข้าไปนางก็ต้องตกตะลึงกับทิวทัศน์เบื้องหน้าอาวุธสารพัดชนิดถูกมัดไว้ด้วยเชือกป่านวางกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นคิดคำนวณแล้วน่าจะมีนับพัน รอบถ้ำมีหีบขนาดใหญ่หลายสิบหีบ เห็นได้ชัดว่าใช้บรรจุอาวุธ
หลินเสวี่ยจู๋ความคิดแล่น นางเก็บอาวุธและหีบเหล่านี้เข้าสู่มิติทั้งหมดสุดท้ายนางก็เดินต่อไปตามทาง ถ้ำแห่งนี้ลึกยิ่งนัก ราวกับเชื่อมต่อกับพื้นที่อื่นนางมองเห็นแสงไฟอยู่ไกลๆ ยิ่งเดินนางก็ยิ่งรู้สึกว่าอากาศรอบตัวร้อนขึ้นเรื่อยๆจึงเริ่มตระหนักว่าตนเองอยู่ไม่ไกลจากโรงผลิตอาวุธแล้ว
แน่นอนว่าเมื่อเดินผ่านทางเดินที่แคบและยาวไปก็จะพบพื้นที่ราบขนาดใหญ่อยู่ภายในถ้ำตรงกลางของพื้นที่ราบนี้มีบ่อน้ำยาวประมาณสิบจั้ง[1]และกว้างหนึ่งจั้งมีเตาสูบลมนับร้อยเตาวางอยู่สองฝั่งของบ่อน้ำ อาวุธที่ยังไม่ได้ขนออกไปถูกกองเรียงรายไว้ทุกมุมของถ้ำ
หลินเสวี่ยจู๋เกาศีรษะนี่เป็นโครงการที่ใหญ่โตเสียจริง!
นางทำได้เพียงเคลื่อนไหวเหมือนงูเดินวนเวียนในถ้ำหลายรอบเพื่อกวาดสิ่งของทั้งหมดยกเว้นบ่อน้ำเมื่อผ่านถ้ำแห่งนี้ไปก็พบกับทางเดินที่มืดและแคบ
หลินเสวี่ยจู๋เดินไปเรื่อยๆในที่สุดก็ได้ยินเสียงคน
“มารดามันเถิดหน่วยลาดตระเวนกลุ่มนั้นยังไม่กลับมาอีก คงไม่ได้ออกไปหาอาหารอีกแล้วกระมัง”
“วันๆติดอยู่ในถ้ำแห่งนี้ อุดอู้แทบตายแล้ว กว่าจะหาโอกาสออกไปได้จะกลับมาง่ายๆ หรือ?”
“พวกเขาอุดอู้แล้วบิดาไม่อุดอู้หรือ? วันนี้บิดาเป็นเวรกลางคืนดูสิว่าพวกเขาคิดจะกลับมาเปลี่ยนกะเมื่อใด”
หลินเสวี่ยจู๋ได้ยินเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะนับถือบ่าวรับใช้ของโจวเซินอี้เล็กน้อยถูกทหารหลายคนไล่ฟันยังยื้อเวลามาถึงตอนนี้พลังชีวิตแข็งแกร่งเสียจริง
เพียงแต่คำพูดนี้ถือเป็นการเตือนสตินางว่าควรจะเร่งมือได้แล้วมิฉะนั้นหากออกมานานเกินไป เมื่อกลับไปที่ค่ายพักแรกจะหาเหตุผลมาอธิบายได้ยากเมื่อคิดถึงตรงนี้หลินเสวี่ยจู๋ก็พุ่งพรวดออกมาจากทางเดิน
มาเถิดเหล่าสมุนของเหยี่ยนอ๋อง มารดาจะทำให้พวกเจ้าได้สัมผัสกับความรู้สึกขวัญหนีดีฝ่อเอง!
.............................
[1] จั้งเป็นหน่วยวัดจีน หมายถึง 2.5 เมตร