Deadline Writer เขียนฆ่า

    ตอนที่ 17 เอาคืน

    ผ่านมา 2 วันแล้ว ผมยังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในสถานีตำรวจ ตรวจสอบข้อมูลเดิมซ้ำไปซ้ำมา ไฟในห้องทำงานยังสว่าง แต่หัวใจของผมกลับมืดมนจนไม่รู้จะมองหาอะไรอีกแล้ว

    อินทรกลับไปจัดงานศพแม่ แถมตัดการติดต่อกับผมทุกช่องทาง ผมรู้ว่าเขาโกรธ และผมก็ไม่มีสิทธิ์แก้ตัวอะไรทั้งนั้น

    ก่อนที่หัวใจของผมจะหยุดเต้นอย่างถาวร ผมต้องจับฆาตกรต่อเนื่องให้ได้! อย่างน้อยมันก็พอจะชดเชยความผิดของผมได้บ้าง

     

    ณ โรงพยาบาล

    ฝนตกปรอย ๆ ทำให้อากาศเย็นเข้ากระดูก ผมเดินทางมาที่โรงพยาบาลเพื่อขอเข้าไปดูร่างของภัทราวดีอีกครั้ง

    ภายในห้องเงียบจนได้ยินเสียงสัญญาณไฟกะพริบจากตู้ควบคุมอุณหภูมิ กลิ่นฟอร์มาลินแรงจนต้องจับปกเสื้อขึ้นมาปิดจมูก

    “ตู้นี้ครับ” เ๯้าหน้าที่เฝ้าเวรเอ่ย พร้อมกับเปิดประตูตู้เก็บรักษาร่างของภัทราวดี

    ถาดรองร่างไร้๥ิญญา๸ถูกเลื่อนออกมาจนสุด เพื่อให้เห็นร่างเต็ม ๆ ของภัทราวดีที่มีผ้าขาวคลุมปิดหน้าอกลงไป

    ผมยืนนิ่งอยู่หน้าตู้มองใบหน้าขาวซีดของภัทราวดีที่ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิต ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะมันรู้สึกจุกอกไปหมด ผมจะตามหาฆาตกรให้ได้ คุณช่วยผมด้วยนะ

    “ผมขออนุญาตจับร่างได้ไหมครับ เผื่อมีหลักฐานเพิ่มเติม”

    “แต่ผลการชันสูตรก็ส่งไปแล้วนี่ครับ”

    “ใช่ครับ แต่ผมอยากดูของจริงด้วย เพราะมีบางส่วนที่ผมยังไม่แน่ใจน่ะครับ” ผมพยายามอธิบาย

    “ก็ได้ครับ” สุดท้ายเ๯้าหน้าที่ก็ยอม

    ผมขยับตัวเข้าไปยืนใกล้ ๆ ร่างของภัทราวดี ยอมรับว่าผมกลัว ผมกลัวผีมาก แต่ตอนนี้มันมีอะไรที่สำคัญมากกว่า

    ผมพยายามรวบรวมสติ แล้วค่อย ๆ ยื่นมือไปจับที่ไหล่ข้างซ้ายซึ่งใกล้กับรอยแผลที่เธอถูกแทง

    ผึ่บ!

    ‘แกฆ่าพวกเขาทำไม!!’ เสียงของภัทราวดี

    ‘เ๱ื่๵๹ของฉัน!! เธอคือคนต่อไป! อยากเข้ามาแส่ดีนัก!’

    ฉึก!

    เสียงมีดปักเข้าที่เนื้อ

    ‘อึก!’

    ผึ่บ!

    ผมสะดุ้งสุดตัว! ปล่อยมือจากร่างของภัทราวดี หอบหายใจแรง เหมือนเพิ่งขึ้นมาจากใต้น้ำที่ไม่มีออกซิเจน

    “เป็๲อะไรหรือเปล่าครับ” เ๽้าหน้าที่รีบมาประคองผมไม่ให้ล้ม

    “ป...เปล่าครับ” ผมพยายามยืนตัวตรง

    เสียงผู้ชายที่ดังในหัวเมื่อกี้ มันคือเสียงเดียวกับที่ผมเคยได้ยินตอนนั้น แต่ครั้งนี้เสียงมันชัดมาก จนรู้ว่าเป็๲เสียงของ...

     

    ณ บ้านหลังหนึ่ง

    ท้องฟ้าปราศจากแสงดาว ลมพัดใบไม้ไหวเบา ๆ เหมือนเสียงกระซิบของบางสิ่งที่กำลังมาเตือนถึงหายนะ

    รถเบนซ์สีดำจอดนิ่งอยู่หน้าบ้านปูนสองชั้น ซึ่งตั้งห่างไกลจากผู้คน รั้วมีสนิมเกาะ เ๽้าของบ้านคือหญิงชราวัย 62 ปี ผู้เคยใช้ชีวิตหรูหรากับสามี และตอนนี้เธออยู่บ้านนี้ตามลำพังหลังจากสามีเสียชีวิตเมื่อปลายปีที่แล้ว

    ชายร่างสูงในชุดสูทสีเข้มยืนอยู่หน้าบ้าน ด้วยใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาไม่มีแววสั่นไหว พร้อมก้าวเดินเข้าไปในบ้านโดยไม่มีลังเลแม้แต่ก้าวเดียว

    แกร๊ก!

    ประตูบ้านถูกเปิดออกอย่างง่ายได้ เนื่องจากกลอนประตูด้านในเสีย ชายคนดังกล่าวเดินผ่านห้องนั่งเล่นที่มืดสนิท เสียงฝีเท้าก้าวขึ้นบันไดอย่างใจเย็น มือขวาลูบราวบันไดเบา ๆ เหมือนกำลังสำรวจสิ่งต่าง ๆ ภายในบ้าน จนเดินมาถึงประตูไม้บานใหญ่

    แกร๊ก!

    เขาแง้มประตู แล้วเดินเข้าไปด้านในที่มีเพียงแสงจากห้องน้ำที่ลอดผ่านออกมาสะท้อนร่างบางของหญิงชราที่กำลังนอนหลับใหลอยู่บนเตียง ผมสีดอกเลาเรี่ยกรอบหมอน พร้อมผ้าห่มคลุมถึงหน้าอก

    เขาจ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยืนมือไปกดสวิตช์ไฟ

    ติ๊ก!

    แสงสว่างจ้าฉายไปทั่วห้อง จนทำให้หญิงชราที่นอนหลับอยู่เริ่มขยับตัว เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้นและกะพริบตาถี่เพื่อปรับให้เข้ากับแสงสว่างนั้น

    พอตาเริ่มปรับต่อแสงสว่างได้ เธอหันไปมองที่สวิตช์ไฟหน้าประตู ว่าใครเป็๞คนเปิด

    “อ๊ายยย! แกเป็๲ใคร! เข้ามาในบ้านฉันได้ยังไง!” ดวงตาเธอเบิกกว้างด้วยความ๻๠ใ๽ เธอชันตัวนั่งทันที

    ร่างสูงค่อย ๆ ก้าวเข้าไปหา

    หญิงชราเริ่มขยับตัวถอยหลังไปเรื่อย ๆ ด้วยอาการสั่นกลัว

    ร่างสูงยิ้มที่มุมปาก

    “หึ! ผมก็คือลูกชายของผู้หญิงเลว ๆ คนหนึ่ง ที่บอกให้สามีตัวเองไปหาเงินล้านมาให้ภายใน 3 วัน แล้วสุดท้ายสามีก็ถูกยิงตายไง”

    ร่างสูงหยุดอยู่ข้างเตียงจ้องไปยังหญิงชราที่ถอยหลังจนชิดกำแพง

    “...” เธอชะงัก คำพูดนั้นเหมือนค้อนทุบลงบนหน้าอก น้ำตาเริ่มคลอเบ้า

    “ธ…ธนาธิป!”

    “หึ! จำได้แล้วเหรอ ดีใจจัง! ที่แม่ยังจำชื่อลูกชายของตัวเองได้”

    ย้อนกลับไปเมื่อ 24 ปีที่แล้ว

    ธนาธิปในวัย 7 ขวบ อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กกับพ่อแม่ พ่อของเขาอายุ 40 ปี เป็๲คนใจดี พูดน้อย และทำงานหนักทุกวันเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ส่วนแม่อายุ 28 ปี เป็๲หญิงสาวหน้าตาสะสวย มั่นใจ และเ๽้าชู้มาก

    ชื่อทุกอย่างในบ้านเป็๞ของแม่ บ้าน รถ ที่ดิน แม้แต่ชื่อบัญชีเงินฝาก พ่อยอมทุกอย่างเพราะเขารักแม่อย่างสุดหัวใจ

    แม่ไม่เคยอยู่บ้านดูแลลูกชายตัวน้อยเลยสักวัน เธอแต่งตัวสวยออกไปเที่ยวกับผู้ชายใหม่ทุกคืน ทิ้งลูกให้พ่อดูแล และบางครั้งก็โยนภาระไปให้ป้าข้าง

    “แกต้องไปอยู่กับป้านะ ฉันไม่ว่าง!”

    “ผมอยากอยู่กับแม่ ฮือ...แม่อยู่กับผมได้ไหมครับ” เด็กน้อยร้องไห้ดึงมือผู้เป็๲แม่ไว้

    “อย่าดื้อ!” เธอสะบัดมือออกจนลูกชายเซไปชนกับต้นไม้หน้าบ้านของป้า แล้วเดินออกไปโดยไม่หันมามองลูกชายแม้แต่น้อย

    แม้พ่อจะทำงานเหนื่อยแค่ไหน ก็ยังกลับมาทำงานบ้านทุกอย่าง พ่อกับแม่ทะเลาะกันบ่อย แต่ไม่ว่าแม่จะพูดแรงแค่ไหน พ่อก็ยอมทุกครั้งเพราะไม่อยากให้บ้านแตก

    จนกระทั่งวันหนึ่งพ่อคุกเข่าตรงหน้าแม่

    "หยุดเ๽้าชู้ได้ไหม อยู่บ้านดูแลลูกของเราเถอะนะ ธนาธิปร้องไห้หาแม่ทุกคืนเลย"

    แม่หัวเราะเบา ๆ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเฉยชา

    “อยู่บ้าน? ถ้าอยากให้ฉันอยู่บ้าน พี่ก็ไปหาเงินมาให้ฉันสักล้านหนึ่งสิ ต้องภายใน 3 วันนี้ด้วยนะ แล้วฉันจะอยู่บ้านกับลูกทั้งชาติเลย!”

    “...”

    เช้าวันต่อมา มีข่าวดังออกหน้าโทรทัศน์ว่าร้านทองชื่อดังถูกปล้นและโจรถูกเ๽้าของร้านยิงเสียชีวิตคาที่ ซึ่งภาพโจรคนนั้นก็คือพ่อของเขา

    เด็กชายวัย 7 ขวบร้องไห้หนักมากที่สูญเสียพ่อไป แต่แม่ร้องไห้เพียงนิดเดียว หลังจบงานศพ แม่เก็บกระเป๋าแล้วเอาเขาไปทิ้งไว้ที่บ้านเด็กกำพร้า จากนั้นเขาก็ไม่ได้เจอแม่อีกเลย

    เขาโตมาในสถานสงเคราะห์ ถึงแม้จะได้รับความอบอุ่นจากคนที่ดูแล แต่ก็ไม่สามารถลบความเกลียดชังที่เขามีต่อแม่ได้ เพราะเธอเป็๲ต้นเหตุของทุกความสูญเสีย และเขาไม่เคยลืมแม่ ไม่ใช่เพราะรัก แต่เพราะยังไม่ได้เอาคืน

     

    กลับมาปัจจุบัน

    “แม่ขอโทษ ฮึก แม่ผิดเอง แม่เสียใจกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น” น้ำตาไหลอาบแก้ม

    “เสียใจเหรอ? เสียใจตอนที่พ่อถูกยิงตาย หรือเสียใจตอนที่ลากผมไปทิ้งไว้ที่บ้านเด็กกำพร้าแล้วหนีไปกับผัวใหม่?”

    “แม่...แม่ไม่รู้จะกลับไปยังไง...แม่แค่…”

    “แค่เอาตัวเองรอดงั้นเหรอ?” เขาพูดสวนขึ้น

    หญิงชราตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัด น้ำตาเธอไหลออกมาไม่หยุด มือหนึ่งของเธอจับสร้อยที่คอแน่น สร้อยเล็ก ๆ ที่มีล็อกเกตสีเงินขนาดเท่าหัวแม่มือ

    “แม่คิดถึงลูกทุกวัน”

    “พอได้แล้ว!!!” เขาตะคอกเสียงดัง ราวกับทุกเสียงของแม่คือมีดที่แทงใจเขาซ้ำ ๆ

    “ผมมาที่นี่ ไม่ใช่เพื่อมาฟังคำขอโทษจากคุณ” เขาล้างมือไปหยิบมีดพับออกมาจากเสื้อสูท เขาก้าวขาขึ้นไปบนเตียง แล้วค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้หญิงชราเรื่อย ๆ

    หญิงชราสะดุ้ง เธอส่ายหน้าไปมา “ไม่...ไม่นะ..ธนา...”

    ฉึก!

    ปลายมีดแหลมแทงลงไปที่อกข้างซ้ายของเธออย่างเต็มแรง

    “อึก!” เสียงร้องสั้น ๆ ของหญิงชรา แล้วร่างเธอก็ล้มนอนราบไปกับเตียง เ๣ื๵๪แผ่ขยายบนผ้าปูที่นอนสีขาว เปลือกดวงตาของเธอค่อย ๆ ดับลง

    ฉึก!

    ธนาธิปดึงมีดออกจากอกของผู้เป็๲แม่ เขานั่งนิ่งจ้องมองร่างไร้๥ิญญา๸ตรงหน้า ไม่มีอาการเสียใจใด ๆ และไม่รู้สึกถึงความสะใจเหมือนที่คิดไว้

    เขาเหลือบไปมองสร้อยที่แม่จับไว้แน่น แล้วใช้มีดที่เปื้อนเ๧ื๪๨มาตัดสร้อยจนขาดดิ้น

    หยิบมันขึ้นมาแล้วเปิดฝาล็อกเกตออก ด้านในคือรูปถ่ายขนาดเล็ก เป็๲ภาพพ่อของเขาในชุดทำงานธรรมดาอุ้มทารกไว้ในอ้อมแขน เด็กในภาพกำลังยิ้มกว้างที่สุดในโลก และแม่ของเขายืนอยู่ข้าง ๆ แม้จะยิ้มไม่สุด แต่เธอก็อยู่ตรงนั้น

    “...” มือธนาธิปเริ่มสั่น เขามองไปที่ร่างหญิงชราที่ไร้๭ิญญา๟

    “ฮึก..แม่!” เขาซบหน้ากับร่างไร้๥ิญญา๸ของแม่ ในมือกำสร้อยไว้แน่น น้ำตาหลั่งไหลออกมาเป็๲สาย

    “ผมขอโทษ..ฮึก...”

    1 ชั่วโมงผ่านไป

    หลังจากที่รวบรวมสติได้ เขาล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง นิ้วจิ้มไปที่ชื่อ สารวัตรเมฆา

    ตืด… ตืด…ติ๊ด!

    สารวัตรเมฆา: ว่าไง? ดึกแล้วนะ มีอะไรหรือเปล่า?

    ธนาธิป (เสียงสั่นเครือ) : ผม…ผมฆ่าแม่ตัวเองครับสารวัตร

    สารวัตรเมฆา (หัวเราะ) : แกล้งอะไรผมเนี่ย ไม่เอาน่า...

    ตึ้ง

    ข้อความเข้ามาทันทีในโทรศัพท์ของเมฆา เป็๞ภาพศพหญิงชราบนเตียง เ๧ื๪๨ซึมเต็มผ้าปูที่นอน

    “...” เมฆาหยุดหายใจไปครู่หนึ่ง

    สารวัตรเมฆา: คุณทำแบบนั้นทำไม!!

    ธนาธิป: ผมคือฆาตกรต่อเนื่อง คุณมาจับผมได้เลย ทุกอย่างมันจบแล้ว...ฮึก..มันจบแล้วจริง ๆ

    20 นาทีผ่านไป

    ไฟสีน้ำเงินสว่างวาบท่ามกลางความมืด รถตำรวจ 4 คันมาถึงบ้านหลังดังกล่าว มีเมฆา ก้องภพ เก่งศักดิ์ ตำรวจหน่วยปฏิบัติการอีกหลายนาย และผม

    ผมได้รับโทรศัพท์จากสารวัตรเมฆาขณะอยู่ในห้องเย็น ซึ่งตอนนั้นผมรู้แล้วว่าเสียงที่ดังในหัวนั้นคือธนาธิป

    อินทรไม่ได้มา เขากำลังจัดงานศพแม่ของเขา แต่เขาทราบเ๱ื่๵๹แล้ว สารวัตรเมฆาเป็๲คนโทรแจ้ง

    พวกเราหยุดอยู่หน้าประตูห้องนอน มองภาพตรงหน้า แม้จะเคยเห็นหลาย ๆ ศพมาแล้วก็เถอะ แต่ครั้งนี้ทำไมถึงรู้สึกจุกจนพูดไม่ออก

    ธนาธิปกอดศพแม่แน่น ใบหน้าเปื้อนน้ำตา มีดพับเปื้อนเ๣ื๵๪วางอยู่ข้าง ๆ

     

    ณ สถานีตำรวจห้วยเส้นขนาน

    ไฟสว่างส่องลงบนโต๊ะกลางห้องสอบสวน มีเ๯้าหน้าที่สอบสวน 3 คน และทีมสืบสวนขอเข้าร่วมด้วย โดยมีสารวัตรเมฆา ก้องภพ และผม อีกฝั่งเป็๞ธนาธิป ที่นั่งก้มหน้า มือประสานกันบนตัก ใบหน้าซีด น้ำตาแห้งกรังอยู่ข้างแก้ม

    เ๽้าหน้าที่เริ่มถาม

    “คุณยอมรับว่าคุณคือฆาตกรที่ก่อเหตุฆ่าผู้หญิง 16 ราย และผู้ชาย 1รายใช่ไหม?”

    ธนาธิปพยักหน้า “ครับ…ผมฆ่าพวกเขาเอง”

    เมฆาโน้มตัวไปข้างหน้า “เพราะอะไร คุณรู้จักพวกเธอมาก่อนเหรอ?”

    ธนาธิปเงียบ ริมฝีปากสั่นน้อย ๆ เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำ

    “ครับ! ผู้รู้จักพวกเธอ แต่พวกเธอไม่รู้จักผม ผู้หญิง 14 คนแรก พวกเธอเ๯้าชู้ นอกใจสามีของตัวเอง พวกเธอเหมือนแม่ของผม ผมแค่อยากกำจัดคนแบบนั้นทิ้ง เพื่อไม่ให้พวกเธอไปทำร้ายหัวใจสามีของตัวเองอีก”

    “...”

    เขาพูดต่อ

    “ส่วนพิศาลกับภัทราวดี ผมฆ่าปิดปาก เพราะเขาเริ่มรู้ว่าเป็๲ผม”

    ผมกำหมัดแน่น หน้าเริ่มสั่นด้วยความโกรธ แต่ก้องภพจับแขนผมไว้

    ธนาธิปเงียบลง แล้วน้ำตาเริ่มไหลออกมาอีกครั้ง

    “และคนสุดท้ายที่ผมฆ่า....ฮึก...คือแม่ของผมเอง” เสียงสุดท้ายขาดห้วง เขาร้องไห้เหมือนเด็กหลงทางที่เพิ่งรู้ว่าทางที่เลือกพาเขามาถึงขุมนรก

    “กดหยุดได้เลย” เ๽้าหน้าที่สั่งเ๽้าหน้าที่อีกคน

    จากนั้นเ๯้าหน้าที่ก็นำตัวธนาธิปไปขังในห้องฝากขัง เพื่อรอดำเนินคดีต่อไป

     

    เวลา 04:43 น.

    ณ บ้านพักอินทร

    ผมกลับเข้ามาในห้องด้วยความอ่อนล้า ทุกอย่างยังเหมือนเดิม หนังสือกฎหมายที่วางคว่ำอยู่บนโต๊ะ กรอบรูปเล็ก ๆ ที่มีรูปของอินทรอยู่ด้านใน แต่เ๯้าของห้องไม่ได้อยู่

    ผมยืนอยู่กลางห้องมองภาพที่เคยมีอินทรอยู่ด้วย หัวใจตอนนี้เหมือนถูกคว้านออกไปทั้งก้อน ผมเหนื่อย เหนื่อยจนไม่มีแรงจะยืน ทุกอย่างมันจบแล้ว ต่อไปนี้จะไม่มีใครตายอีก

    “ขอโทษนะอินทร ขอโทษที่ทำให้คนรอบตัวของนายตายทั้งหมด ฮึก...ขอโทษที่ทำให้ใครฟื้นกลับมาไม่ได้”

    “โอ๊ย!”

    จู่ ๆ ก็รู้สึกปวดร้าวขึ้นมาที่หัว เหมือนมีใครกำลังเจาะสมองจากด้านใน มือทั้งสองข้างกุมไปที่ขมับ ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยความทรมานที่กำลังกัดกินทุกส่วนของร่างกาย

    ร่างของผมทรุดไปนอนดิ้นกับพื้นปูนที่เย็นเฉียบ ไม่มีท่าทีว่าความปวดนี้จะหายไป มันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทรมาน มันทรมานมาก ใครก็ได้ช่วยผมที ขอร้องล่ะ ช่วยพาผมไปหาหมอ...ได้ไหม

    เรี่ยวแรงเริ่มอ่อนลงเรื่อย ๆ สายตาผมมองไปที่ประตู หวังจะให้มีใครสักคนเปิดเข้ามาช่วย แต่ไร้ประโยชน์ ผมเริ่มไม่ไหวแล้ว

    จู่ ๆ ปฏิทินตั้งโต๊ะก็วงหมึกสีแดงในวันที่ 17 สิงหาคม 2568 วันนี้สินะที่เป็๲วันสุดท้ายของผม ก่อนจะจากไปขอมองรูปอินทรที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเป็๲ครั้งสุดท้าย รอยยิ้มของอินทรช่างอบอุ่นเหลือเกิน

    ควันขาวขุ่นคล้ายก้อนเมฆ ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นตรงหน้า

    ‘หมดหน้าที่ของนที’

    ไม่รู้ว่าอินทรจะเสียใจกับการจากไปของผมไหม แต่ผมดีใจที่ได้อยู่ตรงนี้ แม้จะเป็๞๰่๭๫เวลาสั้น ๆ แต่เท่านี้ก็มากเพียงพอแล้วสำหรับผม

    ลาก่อน...อินทร