ผ่านมา 2 วันแล้ว ผมยังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในสถานีตำรวจ ตรวจสอบข้อมูลเดิมซ้ำไปซ้ำมา ไฟในห้องทำงานยังสว่าง แต่หัวใจของผมกลับมืดมนจนไม่รู้จะมองหาอะไรอีกแล้ว
อินทรกลับไปจัดงานศพแม่ แถมตัดการติดต่อกับผมทุกช่องทาง ผมรู้ว่าเขาโกรธ และผมก็ไม่มีสิทธิ์แก้ตัวอะไรทั้งนั้น
ก่อนที่หัวใจของผมจะหยุดเต้นอย่างถาวร ผมต้องจับฆาตกรต่อเนื่องให้ได้! อย่างน้อยมันก็พอจะชดเชยความผิดของผมได้บ้าง
ณ โรงพยาบาล
ฝนตกปรอย ๆ ทำให้อากาศเย็นเข้ากระดูก ผมเดินทางมาที่โรงพยาบาลเพื่อขอเข้าไปดูร่างของภัทราวดีอีกครั้ง
ภายในห้องเงียบจนได้ยินเสียงสัญญาณไฟกะพริบจากตู้ควบคุมอุณหภูมิ กลิ่นฟอร์มาลินแรงจนต้องจับปกเสื้อขึ้นมาปิดจมูก
“ตู้นี้ครับ” เ้าหน้าที่เฝ้าเวรเอ่ย พร้อมกับเปิดประตูตู้เก็บรักษาร่างของภัทราวดี
ถาดรองร่างไร้ิญญาถูกเลื่อนออกมาจนสุด เพื่อให้เห็นร่างเต็ม ๆ ของภัทราวดีที่มีผ้าขาวคลุมปิดหน้าอกลงไป
ผมยืนนิ่งอยู่หน้าตู้มองใบหน้าขาวซีดของภัทราวดีที่ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิต ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะมันรู้สึกจุกอกไปหมด ผมจะตามหาฆาตกรให้ได้ คุณช่วยผมด้วยนะ
“ผมขออนุญาตจับร่างได้ไหมครับ เผื่อมีหลักฐานเพิ่มเติม”
“แต่ผลการชันสูตรก็ส่งไปแล้วนี่ครับ”
“ใช่ครับ แต่ผมอยากดูของจริงด้วย เพราะมีบางส่วนที่ผมยังไม่แน่ใจน่ะครับ” ผมพยายามอธิบาย
“ก็ได้ครับ” สุดท้ายเ้าหน้าที่ก็ยอม
ผมขยับตัวเข้าไปยืนใกล้ ๆ ร่างของภัทราวดี ยอมรับว่าผมกลัว ผมกลัวผีมาก แต่ตอนนี้มันมีอะไรที่สำคัญมากกว่า
ผมพยายามรวบรวมสติ แล้วค่อย ๆ ยื่นมือไปจับที่ไหล่ข้างซ้ายซึ่งใกล้กับรอยแผลที่เธอถูกแทง
ผึ่บ!
‘แกฆ่าพวกเขาทำไม!!’ เสียงของภัทราวดี
‘เื่ของฉัน!! เธอคือคนต่อไป! อยากเข้ามาแส่ดีนัก!’
ฉึก!
เสียงมีดปักเข้าที่เนื้อ
‘อึก!’
ผึ่บ!
ผมสะดุ้งสุดตัว! ปล่อยมือจากร่างของภัทราวดี หอบหายใจแรง เหมือนเพิ่งขึ้นมาจากใต้น้ำที่ไม่มีออกซิเจน
“เป็อะไรหรือเปล่าครับ” เ้าหน้าที่รีบมาประคองผมไม่ให้ล้ม
“ป...เปล่าครับ” ผมพยายามยืนตัวตรง
เสียงผู้ชายที่ดังในหัวเมื่อกี้ มันคือเสียงเดียวกับที่ผมเคยได้ยินตอนนั้น แต่ครั้งนี้เสียงมันชัดมาก จนรู้ว่าเป็เสียงของ...
ณ บ้านหลังหนึ่ง
ท้องฟ้าปราศจากแสงดาว ลมพัดใบไม้ไหวเบา ๆ เหมือนเสียงกระซิบของบางสิ่งที่กำลังมาเตือนถึงหายนะ
รถเบนซ์สีดำจอดนิ่งอยู่หน้าบ้านปูนสองชั้น ซึ่งตั้งห่างไกลจากผู้คน รั้วมีสนิมเกาะ เ้าของบ้านคือหญิงชราวัย 62 ปี ผู้เคยใช้ชีวิตหรูหรากับสามี และตอนนี้เธออยู่บ้านนี้ตามลำพังหลังจากสามีเสียชีวิตเมื่อปลายปีที่แล้ว
ชายร่างสูงในชุดสูทสีเข้มยืนอยู่หน้าบ้าน ด้วยใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาไม่มีแววสั่นไหว พร้อมก้าวเดินเข้าไปในบ้านโดยไม่มีลังเลแม้แต่ก้าวเดียว
แกร๊ก!
ประตูบ้านถูกเปิดออกอย่างง่ายได้ เนื่องจากกลอนประตูด้านในเสีย ชายคนดังกล่าวเดินผ่านห้องนั่งเล่นที่มืดสนิท เสียงฝีเท้าก้าวขึ้นบันไดอย่างใจเย็น มือขวาลูบราวบันไดเบา ๆ เหมือนกำลังสำรวจสิ่งต่าง ๆ ภายในบ้าน จนเดินมาถึงประตูไม้บานใหญ่
แกร๊ก!
เขาแง้มประตู แล้วเดินเข้าไปด้านในที่มีเพียงแสงจากห้องน้ำที่ลอดผ่านออกมาสะท้อนร่างบางของหญิงชราที่กำลังนอนหลับใหลอยู่บนเตียง ผมสีดอกเลาเรี่ยกรอบหมอน พร้อมผ้าห่มคลุมถึงหน้าอก
เขาจ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยืนมือไปกดสวิตช์ไฟ
ติ๊ก!
แสงสว่างจ้าฉายไปทั่วห้อง จนทำให้หญิงชราที่นอนหลับอยู่เริ่มขยับตัว เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้นและกะพริบตาถี่เพื่อปรับให้เข้ากับแสงสว่างนั้น
พอตาเริ่มปรับต่อแสงสว่างได้ เธอหันไปมองที่สวิตช์ไฟหน้าประตู ว่าใครเป็คนเปิด
“อ๊ายยย! แกเป็ใคร! เข้ามาในบ้านฉันได้ยังไง!” ดวงตาเธอเบิกกว้างด้วยความใ เธอชันตัวนั่งทันที
ร่างสูงค่อย ๆ ก้าวเข้าไปหา
หญิงชราเริ่มขยับตัวถอยหลังไปเรื่อย ๆ ด้วยอาการสั่นกลัว
ร่างสูงยิ้มที่มุมปาก
“หึ! ผมก็คือลูกชายของผู้หญิงเลว ๆ คนหนึ่ง ที่บอกให้สามีตัวเองไปหาเงินล้านมาให้ภายใน 3 วัน แล้วสุดท้ายสามีก็ถูกยิงตายไง”
ร่างสูงหยุดอยู่ข้างเตียงจ้องไปยังหญิงชราที่ถอยหลังจนชิดกำแพง
“...” เธอชะงัก คำพูดนั้นเหมือนค้อนทุบลงบนหน้าอก น้ำตาเริ่มคลอเบ้า
“ธ…ธนาธิป!”
“หึ! จำได้แล้วเหรอ ดีใจจัง! ที่แม่ยังจำชื่อลูกชายของตัวเองได้”
ย้อนกลับไปเมื่อ 24 ปีที่แล้ว
ธนาธิปในวัย 7 ขวบ อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กกับพ่อแม่ พ่อของเขาอายุ 40 ปี เป็คนใจดี พูดน้อย และทำงานหนักทุกวันเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ส่วนแม่อายุ 28 ปี เป็หญิงสาวหน้าตาสะสวย มั่นใจ และเ้าชู้มาก
ชื่อทุกอย่างในบ้านเป็ของแม่ บ้าน รถ ที่ดิน แม้แต่ชื่อบัญชีเงินฝาก พ่อยอมทุกอย่างเพราะเขารักแม่อย่างสุดหัวใจ
แม่ไม่เคยอยู่บ้านดูแลลูกชายตัวน้อยเลยสักวัน เธอแต่งตัวสวยออกไปเที่ยวกับผู้ชายใหม่ทุกคืน ทิ้งลูกให้พ่อดูแล และบางครั้งก็โยนภาระไปให้ป้าข้าง
“แกต้องไปอยู่กับป้านะ ฉันไม่ว่าง!”
“ผมอยากอยู่กับแม่ ฮือ...แม่อยู่กับผมได้ไหมครับ” เด็กน้อยร้องไห้ดึงมือผู้เป็แม่ไว้
“อย่าดื้อ!” เธอสะบัดมือออกจนลูกชายเซไปชนกับต้นไม้หน้าบ้านของป้า แล้วเดินออกไปโดยไม่หันมามองลูกชายแม้แต่น้อย
แม้พ่อจะทำงานเหนื่อยแค่ไหน ก็ยังกลับมาทำงานบ้านทุกอย่าง พ่อกับแม่ทะเลาะกันบ่อย แต่ไม่ว่าแม่จะพูดแรงแค่ไหน พ่อก็ยอมทุกครั้งเพราะไม่อยากให้บ้านแตก
จนกระทั่งวันหนึ่งพ่อคุกเข่าตรงหน้าแม่
"หยุดเ้าชู้ได้ไหม อยู่บ้านดูแลลูกของเราเถอะนะ ธนาธิปร้องไห้หาแม่ทุกคืนเลย"
แม่หัวเราะเบา ๆ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเฉยชา
“อยู่บ้าน? ถ้าอยากให้ฉันอยู่บ้าน พี่ก็ไปหาเงินมาให้ฉันสักล้านหนึ่งสิ ต้องภายใน 3 วันนี้ด้วยนะ แล้วฉันจะอยู่บ้านกับลูกทั้งชาติเลย!”
“...”
เช้าวันต่อมา มีข่าวดังออกหน้าโทรทัศน์ว่าร้านทองชื่อดังถูกปล้นและโจรถูกเ้าของร้านยิงเสียชีวิตคาที่ ซึ่งภาพโจรคนนั้นก็คือพ่อของเขา
เด็กชายวัย 7 ขวบร้องไห้หนักมากที่สูญเสียพ่อไป แต่แม่ร้องไห้เพียงนิดเดียว หลังจบงานศพ แม่เก็บกระเป๋าแล้วเอาเขาไปทิ้งไว้ที่บ้านเด็กกำพร้า จากนั้นเขาก็ไม่ได้เจอแม่อีกเลย
เขาโตมาในสถานสงเคราะห์ ถึงแม้จะได้รับความอบอุ่นจากคนที่ดูแล แต่ก็ไม่สามารถลบความเกลียดชังที่เขามีต่อแม่ได้ เพราะเธอเป็ต้นเหตุของทุกความสูญเสีย และเขาไม่เคยลืมแม่ ไม่ใช่เพราะรัก แต่เพราะยังไม่ได้เอาคืน
กลับมาปัจจุบัน
“แม่ขอโทษ ฮึก แม่ผิดเอง แม่เสียใจกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น” น้ำตาไหลอาบแก้ม
“เสียใจเหรอ? เสียใจตอนที่พ่อถูกยิงตาย หรือเสียใจตอนที่ลากผมไปทิ้งไว้ที่บ้านเด็กกำพร้าแล้วหนีไปกับผัวใหม่?”
“แม่...แม่ไม่รู้จะกลับไปยังไง...แม่แค่…”
“แค่เอาตัวเองรอดงั้นเหรอ?” เขาพูดสวนขึ้น
หญิงชราตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัด น้ำตาเธอไหลออกมาไม่หยุด มือหนึ่งของเธอจับสร้อยที่คอแน่น สร้อยเล็ก ๆ ที่มีล็อกเกตสีเงินขนาดเท่าหัวแม่มือ
“แม่คิดถึงลูกทุกวัน”
“พอได้แล้ว!!!” เขาตะคอกเสียงดัง ราวกับทุกเสียงของแม่คือมีดที่แทงใจเขาซ้ำ ๆ
“ผมมาที่นี่ ไม่ใช่เพื่อมาฟังคำขอโทษจากคุณ” เขาล้างมือไปหยิบมีดพับออกมาจากเสื้อสูท เขาก้าวขาขึ้นไปบนเตียง แล้วค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้หญิงชราเรื่อย ๆ
หญิงชราสะดุ้ง เธอส่ายหน้าไปมา “ไม่...ไม่นะ..ธนา...”
ฉึก!
ปลายมีดแหลมแทงลงไปที่อกข้างซ้ายของเธออย่างเต็มแรง
“อึก!” เสียงร้องสั้น ๆ ของหญิงชรา แล้วร่างเธอก็ล้มนอนราบไปกับเตียง เืแผ่ขยายบนผ้าปูที่นอนสีขาว เปลือกดวงตาของเธอค่อย ๆ ดับลง
ฉึก!
ธนาธิปดึงมีดออกจากอกของผู้เป็แม่ เขานั่งนิ่งจ้องมองร่างไร้ิญญาตรงหน้า ไม่มีอาการเสียใจใด ๆ และไม่รู้สึกถึงความสะใจเหมือนที่คิดไว้
เขาเหลือบไปมองสร้อยที่แม่จับไว้แน่น แล้วใช้มีดที่เปื้อนเืมาตัดสร้อยจนขาดดิ้น
หยิบมันขึ้นมาแล้วเปิดฝาล็อกเกตออก ด้านในคือรูปถ่ายขนาดเล็ก เป็ภาพพ่อของเขาในชุดทำงานธรรมดาอุ้มทารกไว้ในอ้อมแขน เด็กในภาพกำลังยิ้มกว้างที่สุดในโลก และแม่ของเขายืนอยู่ข้าง ๆ แม้จะยิ้มไม่สุด แต่เธอก็อยู่ตรงนั้น
“...” มือธนาธิปเริ่มสั่น เขามองไปที่ร่างหญิงชราที่ไร้ิญญา
“ฮึก..แม่!” เขาซบหน้ากับร่างไร้ิญญาของแม่ ในมือกำสร้อยไว้แน่น น้ำตาหลั่งไหลออกมาเป็สาย
“ผมขอโทษ..ฮึก...”
1 ชั่วโมงผ่านไป
หลังจากที่รวบรวมสติได้ เขาล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง นิ้วจิ้มไปที่ชื่อ สารวัตรเมฆา
ตืด… ตืด…ติ๊ด!
สารวัตรเมฆา: ว่าไง? ดึกแล้วนะ มีอะไรหรือเปล่า?
ธนาธิป (เสียงสั่นเครือ) : ผม…ผมฆ่าแม่ตัวเองครับสารวัตร
สารวัตรเมฆา (หัวเราะ) : แกล้งอะไรผมเนี่ย ไม่เอาน่า...
ตึ้ง
ข้อความเข้ามาทันทีในโทรศัพท์ของเมฆา เป็ภาพศพหญิงชราบนเตียง เืซึมเต็มผ้าปูที่นอน
“...” เมฆาหยุดหายใจไปครู่หนึ่ง
สารวัตรเมฆา: คุณทำแบบนั้นทำไม!!
ธนาธิป: ผมคือฆาตกรต่อเนื่อง คุณมาจับผมได้เลย ทุกอย่างมันจบแล้ว...ฮึก..มันจบแล้วจริง ๆ
20 นาทีผ่านไป
ไฟสีน้ำเงินสว่างวาบท่ามกลางความมืด รถตำรวจ 4 คันมาถึงบ้านหลังดังกล่าว มีเมฆา ก้องภพ เก่งศักดิ์ ตำรวจหน่วยปฏิบัติการอีกหลายนาย และผม
ผมได้รับโทรศัพท์จากสารวัตรเมฆาขณะอยู่ในห้องเย็น ซึ่งตอนนั้นผมรู้แล้วว่าเสียงที่ดังในหัวนั้นคือธนาธิป
อินทรไม่ได้มา เขากำลังจัดงานศพแม่ของเขา แต่เขาทราบเื่แล้ว สารวัตรเมฆาเป็คนโทรแจ้ง
พวกเราหยุดอยู่หน้าประตูห้องนอน มองภาพตรงหน้า แม้จะเคยเห็นหลาย ๆ ศพมาแล้วก็เถอะ แต่ครั้งนี้ทำไมถึงรู้สึกจุกจนพูดไม่ออก
ธนาธิปกอดศพแม่แน่น ใบหน้าเปื้อนน้ำตา มีดพับเปื้อนเืวางอยู่ข้าง ๆ
ณ สถานีตำรวจห้วยเส้นขนาน
ไฟสว่างส่องลงบนโต๊ะกลางห้องสอบสวน มีเ้าหน้าที่สอบสวน 3 คน และทีมสืบสวนขอเข้าร่วมด้วย โดยมีสารวัตรเมฆา ก้องภพ และผม อีกฝั่งเป็ธนาธิป ที่นั่งก้มหน้า มือประสานกันบนตัก ใบหน้าซีด น้ำตาแห้งกรังอยู่ข้างแก้ม
เ้าหน้าที่เริ่มถาม
“คุณยอมรับว่าคุณคือฆาตกรที่ก่อเหตุฆ่าผู้หญิง 16 ราย และผู้ชาย 1รายใช่ไหม?”
ธนาธิปพยักหน้า “ครับ…ผมฆ่าพวกเขาเอง”
เมฆาโน้มตัวไปข้างหน้า “เพราะอะไร คุณรู้จักพวกเธอมาก่อนเหรอ?”
ธนาธิปเงียบ ริมฝีปากสั่นน้อย ๆ เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำ
“ครับ! ผู้รู้จักพวกเธอ แต่พวกเธอไม่รู้จักผม ผู้หญิง 14 คนแรก พวกเธอเ้าชู้ นอกใจสามีของตัวเอง พวกเธอเหมือนแม่ของผม ผมแค่อยากกำจัดคนแบบนั้นทิ้ง เพื่อไม่ให้พวกเธอไปทำร้ายหัวใจสามีของตัวเองอีก”
“...”
เขาพูดต่อ
“ส่วนพิศาลกับภัทราวดี ผมฆ่าปิดปาก เพราะเขาเริ่มรู้ว่าเป็ผม”
ผมกำหมัดแน่น หน้าเริ่มสั่นด้วยความโกรธ แต่ก้องภพจับแขนผมไว้
ธนาธิปเงียบลง แล้วน้ำตาเริ่มไหลออกมาอีกครั้ง
“และคนสุดท้ายที่ผมฆ่า....ฮึก...คือแม่ของผมเอง” เสียงสุดท้ายขาดห้วง เขาร้องไห้เหมือนเด็กหลงทางที่เพิ่งรู้ว่าทางที่เลือกพาเขามาถึงขุมนรก
“กดหยุดได้เลย” เ้าหน้าที่สั่งเ้าหน้าที่อีกคน
จากนั้นเ้าหน้าที่ก็นำตัวธนาธิปไปขังในห้องฝากขัง เพื่อรอดำเนินคดีต่อไป
เวลา 04:43 น.
ณ บ้านพักอินทร
ผมกลับเข้ามาในห้องด้วยความอ่อนล้า ทุกอย่างยังเหมือนเดิม หนังสือกฎหมายที่วางคว่ำอยู่บนโต๊ะ กรอบรูปเล็ก ๆ ที่มีรูปของอินทรอยู่ด้านใน แต่เ้าของห้องไม่ได้อยู่
ผมยืนอยู่กลางห้องมองภาพที่เคยมีอินทรอยู่ด้วย หัวใจตอนนี้เหมือนถูกคว้านออกไปทั้งก้อน ผมเหนื่อย เหนื่อยจนไม่มีแรงจะยืน ทุกอย่างมันจบแล้ว ต่อไปนี้จะไม่มีใครตายอีก
“ขอโทษนะอินทร ขอโทษที่ทำให้คนรอบตัวของนายตายทั้งหมด ฮึก...ขอโทษที่ทำให้ใครฟื้นกลับมาไม่ได้”
“โอ๊ย!”
จู่ ๆ ก็รู้สึกปวดร้าวขึ้นมาที่หัว เหมือนมีใครกำลังเจาะสมองจากด้านใน มือทั้งสองข้างกุมไปที่ขมับ ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยความทรมานที่กำลังกัดกินทุกส่วนของร่างกาย
ร่างของผมทรุดไปนอนดิ้นกับพื้นปูนที่เย็นเฉียบ ไม่มีท่าทีว่าความปวดนี้จะหายไป มันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทรมาน มันทรมานมาก ใครก็ได้ช่วยผมที ขอร้องล่ะ ช่วยพาผมไปหาหมอ...ได้ไหม
เรี่ยวแรงเริ่มอ่อนลงเรื่อย ๆ สายตาผมมองไปที่ประตู หวังจะให้มีใครสักคนเปิดเข้ามาช่วย แต่ไร้ประโยชน์ ผมเริ่มไม่ไหวแล้ว
จู่ ๆ ปฏิทินตั้งโต๊ะก็วงหมึกสีแดงในวันที่ 17 สิงหาคม 2568 วันนี้สินะที่เป็วันสุดท้ายของผม ก่อนจะจากไปขอมองรูปอินทรที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเป็ครั้งสุดท้าย รอยยิ้มของอินทรช่างอบอุ่นเหลือเกิน
ควันขาวขุ่นคล้ายก้อนเมฆ ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นตรงหน้า
‘หมดหน้าที่ของนที’
ไม่รู้ว่าอินทรจะเสียใจกับการจากไปของผมไหม แต่ผมดีใจที่ได้อยู่ตรงนี้ แม้จะเป็่เวลาสั้น ๆ แต่เท่านี้ก็มากเพียงพอแล้วสำหรับผม
ลาก่อน...อินทร