ติ๊ง...
จอโปร่งแสงสว่างวาบขึ้นตรงหน้าผมพร้อมกับข้อความจากกิจกรรม ขณะที่ผมกำลังแต่งตัว
[รางวัลจากกิจกรรมหลัก คุณได้รับ 500,000 บาท ]
[เนื่องจากความสนิทระดับ 2 ค่าตอบแทน X 4 = 2,000,000]
[ยอดคงเหลือ 15,844,350 บาท]
ผมละสายตาจากจอนั้นแล้วก้มลงไปมองจ๋าที่นอนตะแคงอยู่บนเตียง สองมือของเธอหนุนศีรษะไว้ ร่างกายดูอ่อนแรงราวกับหมดพลังจากความเหนื่อยล้า ดวงตาของเธอค่อย ๆ ปิดลงเหมือนจะหลับ แต่ก็ยังฝืนลืมตาไว้ ราวกับไม่อยากให้ช่วงเวลานี้ผ่านไป
ผมมองเธออย่างเงียบ ๆ อยู่ครู่ใหญ่ จนกระทั่งแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย จากนั้นจึงเอ่ยเบา ๆ ว่า “พี่จะไม่ใส่เสื้อผ้าจริง ๆ เหรอครับ”
“ไม่ค่ะ ที่รัก...” จ๋าตอบเสียงอ่อยเหมือนจะหลับเต็มที “แต่…ห่มผ้าให้จ๋าหน่อยได้ไหมคะ”
ผมเอื้อมมือไปหยิบผ้าห่มที่ตกอยู่พื้นขึ้นมาห่มให้เธอเบา ๆ แล้วก้มลงไปหยิบหมอนที่ตกอยู่พื้นไม่ไกลนักอีกครั้ง ก่อนจะวางให้เธอหนุนแทนมือที่รองศีรษะอยู่
“ที่รักจะไปแล้วจริง ๆ เหรอ” จ๋าเอ่ยเสียงเบาราวกระซิบ ดวงตาที่กึ่งหลับกึ่งตื่นยังคงจับจ้องมาที่ผมอย่างอ้อนวอน
ผมถอนหายใจเบา ๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงความลังเล “ใช่ครับ…ผมต้องไปแล้ว ตอนนี้ก็เที่ยงคืนกว่าแล้ว อีกอย่าง ถ้าพี่สาวของพี่มาเห็นผมเข้า ผมจะทำยังไงล่ะครับ”
“เห็นก็เห็นสิคะ ที่รักเป็นแฟนจ๋านิ” จ๋าตอบราวกับเด็กน้อย ท่าทีน่ารักน่าเอ็นดู
ผมนั่งลงที่ข้างเตียงแล้วก้มลงไปจูบที่หน้าผากของเธอเบา ๆ “ผมไปก่อนนะครับ…ฝันดีนะครับ”
“งื้อ…ไม่อยากให้ไป…” จ๋าเอ่ยพลางเอื้อมมือมาโอบรั้งผมไว้แน่น ราวกับไม่อยากให้ช่วงเวลานี้สิ้นสุดลง
“ดื้อจังเลยนะครับ” ผมเอ่ยพลางใช้มือลูบแก้มเธอเบา ๆ อยู่สักพักก่อนจะพยายามลุกขึ้น
แต่จังหวะนั้นเอง จ๋าก็เปลี่ยนน้ำเสียงราวกับงอน “อยากไปก็ไปเลย…แล้วไม่ต้องกลับมาอีก” เธอพูดพร้อมกับผลักผมออกจากกอด
“เอ้า…อะไรวะเนี้ย” ผมพึมพำในใจ พลางขมวดคิ้วให้กับอารมณ์ที่เปลี่ยนไปอีกแล้วของพี่คนนี้
จากนั้นผมก็โบกมือลาเธอ ก่อนจะก้าวออกจากห้องโดยไม่สนใจคำพูดเมื่อครู่ของเธอ เสียงประตูที่เปิดออก ดังขึ้นพร้อมกับความเงียบที่เข้ามาแทนที่
ทว่าเสียงแผ่วเบาของจ๋าก็ดังตามมา ราวกับกระซิบ “ไปเลย…”
ทันทีที่ประตูห้องของจ๋าปิดลง เสียง ตุ๊บ ดังขึ้นพร้อมกับร่างของผมที่สดุ้งจนล้มลงไปกับพื้น ความเย็นวาบแล่นขึ้นมาตามสันหลังอย่างแรง
สายตาที่สั่นไหวจับจ้องไปข้างหน้า ภาพที่ปรากฏคือหญิงสาวคนหนึ่งนั่งกอดเข่าก้มหน้าพิงกำแพงอยู่หน้าห้องของจ๋า เธอนิ่งสนิท ไม่ไหวติง
หัวใจผมเต้นแรงจนแทบหลุดออกมา นั้นมันอะไรกัน…ผีหรือคน ความคิดตีกันวุ่นวายไปหมด
และทันใดนั้น ผู้หญิงคนนั้นก็เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาเบิกกว้างราวกับตกใจที่เห็นผม เธอสดุ้งแล้วถอยไปเล็กน้อยเช่นเดียวกัน
“ผ…ผี” ผมเอ่ยออก แต่เสียงกลับติดอยู่ในลำคอ ไม่ดังออกมา ตาของผมโตจนแทบจะถลนออกจากเบ้า ความกลัวแล่นขึ้นมาจับหัวใจทันที
ทว่าผู้หญิงตรงหน้าก็รีบยกนิ้วชี้ขึ้นมาจ่อที่ริมฝีปาก ดวงตาเต็มไปด้วยความตกใจและหวาดหวั่น “เงียบ…” เธอกระซิบเสียงแผ่ว ราวกับกำลังเตือนผมอย่าส่งเสียงดังเดี๋ยวคนอื่นจะได้ยินเข้า
ผมที่ล้มอยู่พยายามถอยหลังด้วยความกลัว หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา แต่จังหวะนั้นเอง ร่างของเธอก็พุ่งเข้ามาคร่อมผมอย่างรวดเร็ว มืออุ่น ๆ ของเธอปิดปากผมไว้แน่นจนเสียงใด ๆ ไม่อาจเล็ดลอดออกมาได้
“ฉันไม่ใช่ผีสักหน่อย” เธอกระซิบเสียงแผ่ว ใบหน้าที่อยู่ใกล้จนแทบจะสัมผัสกันเต็มไปด้วยความกังวลและตกใจ ดวงตาของเธอสั่นไหวเหมือนกำลังปกปิดบางสิ่ง
ผมเบิกตากว้าง จ้องกลับไปด้วยความสับสน ทั้งหวาดกลัวและสงสัยในเวลาเดียวกัน หากไม่ใช่ผี สิ่งเดียวที่เธอคนนี้สามารถเป็นได้ก็คือ...พี่สาวของจ๋า
ทันทีที่เธอเห็นผมเริ่มสงบลง มือที่ปิดปากผมก็คลายออกอย่างช้า ๆ ผมจึงกระซิบเสียงเบา ราวกับไม่มั่นใจในคำพูดของตัวเอง “ล่ะ…หรือว่าคุณคือ…”
“ฉันคือพี่ของจ๋า” เธอรีบเอ่ย ดวงตายังคงเต็มไปด้วยความกังวลและความตกใจ ราวกับไม่อยากให้ใครได้ยินคำพูดนั้น
ผมที่ได้ยินหน้าถอดสีทันที ไม่คาดคิดว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น “เอ่อ…คือว่า” ผมยังพูดไม่ทันจบ เธอก็รีบยกมือขึ้นมาปิดปากผมอีกครั้ง ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล
“ไปคุยกันข้างนอก” เธอกระซิบกลับมาเสียงเบา
ผมพยักหน้ารับคำ อย่างจำยอม ความสงสัยและความหวาดระแวงยังคงกดทับอยู่ในใจ จากนั้นเธอก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินนำผมออกไปอย่างเงียบเชียบ
และไม่นานนัก ผมกับเธอก็มาหยุดที่เก้าอี้รับรองหน้าบ้าน แสงไฟสลัวจากหลอดไฟหน้าบ้านส่องลงมา ทำให้บรรยากาศดูเงียบสงัดและกดดัน ผมนั่งลงตามคำบอกของเธอ แต่ก็ไม่กล้าสบตาโดยตรงนัก
“คุณคือ…น้องวายุนิ ใช่ไหม เหมือนจ๋าจะเคยเอารูปให้พี่ดู” เธอเอ่ยพลางพิจารณาผมด้วยสายตาจริงจัง
“ใช่ครับ” ผมตอบพลางหัวเราะแห้ง ๆ พยายามทำให้บรรยากาศเบาลง แต่พี่ของจ๋ากลับไม่ยิ้มให้ผมเลย “จ๋าเอารูปผมให้พี่ดูทำไมเหรอครับ” ผมถามกลับด้วยความสงสัย
เธอชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาไหววูบเหมือนกำลังชั่งใจว่าจะพูดออกมาดีหรือไม่
“ก็ไม่ได้มีอะไรมาก แค่จ๋าบอกว่าน้องหน้าตาดี แต่มาทำงานขับรถ ก็เท่านั้น” เธอพูดพลางทอดสายตาไปไกล ราวกับไม่อยากให้คำพูดนั้นมีน้ำหนักมากนัก
แต่แล้วเธอก็เงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะเสริมขึ้นมาเสียงเบาอย่างร้อนรน “แต่ที่อยากคุยไม่ใช่เรื่องนี้…พี่อยากคุยเรื่องที่น้องมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้วทำไมจ๋าถึงพูดกับ....”
เธอหยุดทันที ราวกับเผลอหลุดบางสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมา แล้วเธอก็เอ่ยซ้ำอีกครั้งว่า “ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้…”
ผมครุ่นคิดกับคำพูดที่เธอหยุดไปกะทันหัน หรือว่าเธอได้ยินสิ่งที่ผมกับจ๋าทำกันไปเมื่อครู่นี้ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็แปลว่า…เธอรู้แล้วว่าผมกับจ๋าเพิ่งทำอะไรลงไป อีกอย่างที่ยังคงค้างคาใจคือ เหตุใดเธอถึงไปนั่งก้มหน้ากอดเข่าอยู่หน้าห้องของจ๋า
เมื่อคิดรวมกันแล้วก็แทบจะมั่นใจว่าเธอน่าจะได้ยินสิ่งที่ผมกับจ๋าคุยกันแน่ ๆ แต่คำถามที่ยังวนเวียนอยู่ในหัวคือ…ทำไมเธอถึงต้องแอบฟังอยู่แบบนั้นไม่ทำอะไรเลย
“พอดีว่าจ๋าดื่มหนักไปหน่อยจนเดินไม่ไหว ผมเลยพาเข้าไปส่งในบ้านครับ” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ ไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก
“แค่นั้นเหรอ” เธอถามกลับทันที น้ำเสียงแฝงความสงสัย
“ครับ…พอส่งเธอถึงเตียงเสร็จ ผมก็ออกจากห้อง แล้วก็มาเจอพี่เข้า” ผมพูดพลางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสบตาเธออย่างจริงจัง “แล้วพี่ไปนั่งทำอะไรอยู่ที่หน้าห้องของจ๋าครับ…พี่นั้งอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหนแล้ว”
เธอหลบตาผมทันที “ปะ…เปล่า พี่ก็ไปดื่มมา พี่เมาก็เลยหลับไป จนมาได้ยินเสียงน้องนั้นแหละ พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไปอยู่ตรงนั้นได้ยังไง”
ผมรู้ว่าเธอโกหก แต่เพราะมันดึกมากแล้ว ผมไม่อยากถามหรือค้นหาความจริงอีกต่อไป “อ๋อ...ถ้าไม่มีอะไรแล้ว…ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” ผมเอ่ยเสียงเรียบ
ทันใดนั้น เธอก็ขมวดคิ้วแน่น ดวงตาจับจ้องมาที่ผม “…จะกลับแล้วเหรอ” น้ำเสียงของเธอแผ่วเบา แต่แฝงด้วยแรงกดดันและความไม่พอใจ
“แล้วพี่มีอะไรจะคุยกับผมต่อเหรอครับ” ผมถามกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า ตอนนี้ตาผมก็เริ่มเยิ้มเพราะความง่วง
เธอเงียบ มองผมโดยไม่พูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง จนผมต้องเอ่ยต่อ “ถ้าพี่อยากรู้อะไรก็ถามมาเลยนะครับ…ผมจะบอกทุกอย่าง”
เธอถอนหายใจออกเบา ๆ ราวกับปลดปล่อยความหนักใจที่เก็บไว้ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงส่ง ๆ “งั้นก็กลับเถอะ…ขอบใจนะที่มาส่งน้องพี่”